Author: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์

แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management-NPM)

แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่  นั้น เป็นแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดการจัดการนิยม การบริหารรธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และทางเลือกสาธารณะ โดยนักวิชาการทางรัฐประศาสนศาสตร์ให้การยอมรับในปัจจุบันว่าเป็นกรอบแนวคิดที่ถูกนำมาใช้ในการบริหารภาครัฐได้เป็นอย่างดี  ที่มาของแนวคิดการบริหารการจัดการภาครัฐแนวใหม่ถูกมองว่าเป็นปรัชญาการบริหารที่รัฐบาลนำมาใช้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้การบริหารภาครัฐมีความทันสมัย โดยมีนักวิชาการที่สำคัญ อาทิ โจนาธาน บอสตัน และคณะ   คริสโตเฟอร์ ฮูด  เดวิด ออสบอร์น เท็ด แกลบเลอร์ และ ทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นต้น การจัดการภาครัฐแนวใหม่ เริ่มได้รับการยอมรับและเติบโตขึ้นจากทฤษฎีทางเลือกสาธารณะและเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบันใหม่หรือเศรษฐศาสตร์องค์การ มีลักษณะเด่นคือความพยายามแก้ปัญหาของระบบราชการแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพและการให้บริการประชาชน การบริหารจัดการภาครัฐเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากทฤษฎีทางด้านรัฐศาสตร์และการบริหารภาครัฐ วิธีการบริหารภาครัฐเป็นเรื่องของหลักต่างๆของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ และการบริหารภาครัฐและธุรกิจสามารถใช้หลักของการบริหารอย่างเดียวกันได้  สิ่งสำคัญที่สุดของแนวคิด NPM คือเป็นการให้ความสำคัญต่อนำเทคนิคการจัดการของภาคเอกชนมาใช้ โดยมีนัยว่าเทคนิคนั้นจะสามารถนำไปสู่การบริการสาธารณะที่ดีขึ้นเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการภาครัฐแนวใหม่เป็นการกระจายตัวของสินค้าและบริการไปยังบุคคลประเภทต่าง ๆ อย่างเหมาะสม รัฐบาลกลางลดบทบาทการกำกับลงเพื่อให้หน่วยงานย่อยมีความคล่องตัว ให้บริการภายใต้การแข่งขัน เพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้รับบริการ และตรวจสอบได้จากผลการปฏิบัติงาน นอกจากนี้รัฐยังสามารถให้ภาคเอกชนรับช่วงเหมาบริการสาธารณะ รวมทั้งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (นราธิป ศรีราม, เฉลิมพงศ์ มีสมนัย, จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ และจำเนียร ราชแพทยาคม,2561) โดยองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่สามารถสรุปได้ คือ นำบทเรียนมาจากการบริหารจัดการของภาคเอกชน […]

150 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | Staff Blogs
DETAIL

แนวคิดการจัดการภาคีสาธารณะแบบใหม่ (New Public Governance : NPG)

แนวคิดการจัดการภาคีสาธารณะแบบใหม่ (New Public Governance : NPG) เป็นแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคมหรือความเป็นพหุนิยม (pluralism) โดยการจัดการภาครัฐในยุคใหม่ต้องเน้นการทำงานเชิงรุกในการสร้างและจัดการเครือข่าย (Network Management) ที่มีความหลากหลายภายใต้ระบบของการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) ซึ่งต้องมีการออกแบบโครงสร้างให้เกิดการทำงานร่วมกันของภาคีหรือเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ การจัดบริการสาธารณะจึงไม่ใช่หน้าที่ของรัฐแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นหน้าที่ของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และจากการที่ทุกภาคส่วนต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกันจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและดำเนินงานร่วมกัน โดยภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ชุมชน องค์การพัฒนาเอกชน และกลุ่มผลประโยชน์ทางด้านวิชาชีพต่างๆ ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินงานสาธารณะในรูปแบบของการจัดการภาคีอันหลากหลายร่วมกับภาครัฐ การจัดการภาคีสาธารณะแนวใหม่ หรือ New Public Governance : NPG เป็นพัฒนาการทางแนวคิดของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะที่เป็นบทบาทของภาครัฐซี่งได้ดำเนินการมานับร้อยปีและได้มีการพัฒนาแนวคิดมาอย่างต่อเนื่อง Stephen P. Osborne ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด NPG ให้ความเห็นว่า การจัดการภาคีสาธารณะแนวใหม่ นี้มีความสำคัญเพราะจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ รวมถึงการให้บริการสู่ประชาชนด้วย (Stephen P. Osborne (2010, 1-12) Osborne ให้ความความเห็นในงานเขียนชื่อ The New Public Governance : A […]

179 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | Staff Blogs
DETAIL

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ (New Public Administration : NPA)

แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่มีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากรัฐประศาสนศาสตร์ดั้งเดิม ที่มุ่งเน้นเรื่อง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและประหยัดเป็นหลัก รัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและประชาชนผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งความรู้ของรัฐประศาสนศาสตร์จะต้องนำไปใช้ในการบริหารงานได้จริง  และจะต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีลักษณะะเป็นระบบเปิดซึ่งแตกต่างจากรัฐประศาสนศาสตร์ดั้งเดิมที่เป็นระบบปิด อาจกล่าวได้ว่า รัฐประศาสตร์แนวใหม่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ เพราะได้ค้นพบตัวตนที่สำคัญของการศึกษาในศาสตร์ดังกล่าว หลังจากมีความพยายามสร้างแนวทางการศึกษาและมีพัฒนาการศึกษาที่มุ่งเน้นอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้มาโดยตลอดนับตั้งแต่แนวคิดการบริหารแยกจากการเมือง ทฤษฎีระบบราชการ การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ หลักการบริหาร และกลุ่มพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีลักษณะเป็นปฏิฐานนิยมหรือมีความเป็นศาสตร์ค่อนข้างสูง (Science) รัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ ได้พลิกโฉมโดยมุ่งที่จะเลือก “ตอบสนองหรือรับใช้ประชาชนประชาชนเป็นหลัก” หรือที่นักวิชาการเรียกว่า “เลือกที่จะมี Value” หรือมีแนวทางปทัสทานแทน จึงนับได้ว่าเป็นยุคที่รัฐประศาสนศาสตร์ได้ค้นพบ “ตัวตน” ครั้งสำคัญ สำหรับที่มาของรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่หรือการบริหารรัฐกิจใหม่ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1968 เมื่อนักรัฐประศาสนศาสตร์รุ่นใหม่ที่นำโดย Dwight Waldo ได้จัดการประชุมสัมนาในหัวข้อ “รัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่” ขึ้น ณ ศูนย์ประชุมมินนาวด์บรู๊ค  มหาวิทยาลัยซีราคิวส์  สหรัฐอเมริกา  เพื่อแสวงหาและนำเสนอแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์และแก้ปัญหาสังคมสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังตกอยู่ในห้วงเวลาทำสงครามในเวียดนาม เกิดปัญหาการจลาจลทางเชื้อชาติ ปัญหาชุมชนเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม การประท้วงของคนหนุ่มสาว ปัญหาสิ่งแวดล้อม เกิดความผันผวนปรวนแปรไปทั่วทั้งสังคมอเมริกัน และจากการที่สภาพปัญหาสังคมอเมริกันมีความสลับซับซ้อนและผันผวนปรวนแปรมากขึ้นนี้เอง ทำให้แนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบเดิมที่เน้นความเป็นวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ เห็นว่าการศึกษาความรู้จะต้องมีลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ (scientific method) ไม่มีการสอดแทรกค่านิยมใดๆเข้าไปในการศึกษา […]

136 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | Staff Blogs
DETAIL

การจัดแบ่งพัฒนาการรัฐประศาสนศาสตร์ โดยใช้มุมมองทางรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดบริการสาธารณะเป็นเป็นหลัก

การแบ่งยุคหรือพัฒนาการโดยการใช้ขอบเขตทางวิชาการ(Locus)และกำหนดจุดเน้นทางการศึกษา (focus)ร่วมกับการใช้มิติของหน่วยการวิเคราะห์ เช่น ผลงานของ โรเบิร์ต ที โกเล็มบิวสกี้ (Golembiewski,1977) ผลงานของ นิโคลัส เฮนรี  รวมถึงการใช้มิติของการถูกท้าทาย เช่น ผลงานของพิทยา บวรวัฒนา (2527)และการแบ่งยุคและพัฒนาการของการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์โดยได้รับอิทธิพลจากสาขาพฤติกรรมศาสตร์ เช่นผลงานของ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (2548) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  การแบ่งยุคที่ใช้เกณฑ์ที่มีมุมมองหรืออิทธิพลจากสาขารัฐประศาสนศาสตร์เอง ยังไม่ได้มีการศึกษาที่แพร่หลาย ในการนำเสนอในหน่วยการศึกษานี้  ผู้เขียนจะทำการอธิบายพัฒนาการโดยใช้มุมมองทางรัฐประศาสนศาสตร์เป็นหลัก ซึ่งได้ให้ความสำคัญไปที่การจัดบริการสาธารณะเป็นสำคัญมากกว่าการจัดยุคในรูปแบบที่ผ่านมาซึ่งเน้นการสร้างองค์วามรู้และความเป็นศาสตร์ซึ่งอาศัยความรู้กับสาขาวิชาอื่นค่อนข้างมาก อาทิ รัฐศาสตร์ การจัดการทางวิทยาศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ เป็นต้น อนึ่งการจัดยุคของผู้เขียนตั้งอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยหลัก 2 เรื่องได้แก่ ผลงานชิ้นที่ 1 การสังเคราะห์แนวคิดการบริการสาธรณะแนวใหม่[1] (A Synthesis of New Public Service) ที่เป็นการศึกษาเปรียบเทียบและสังเคราะห์ตั้งแต่ รัฐประศาสนศาสตร์ในยุคบุกเบิก แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่และ แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่  ผลงานชิ้นที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ แนวคิดการบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการจัดการภาคีสาธารณะแนวใหม่ (A Comparative […]

117 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | Staff Blogs
DETAIL

พัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์ ตามการแบ่งยุคของ นิโคลัส เฮนรี

พัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์ พัฒนาการของรัฐประศาสนศาสตร์ได้มีการจัดแบ่งยุคโดยการใช้เกณฑ์ที่หลากหลายแนวทาง อาทิ แนวทางการศึกษาที่ใช้มิติของเวลาและขอบข่ายเกี่ยวกับสาขา (Locus)และความสนใจ(Focus)[1]  ผลงานของ นิโคลัส เฮนรี (2013)แบ่งการศึกษาออกเป็น 6 พาราไดม์ (Paradigm)[2] ดังนี้ พาราไดม์ที่ 1 การบริหารแยกจากการเมือง (Politics Administration Dichotomy, 1900-1926) เป็นยุคที่มีการเสนอให้มีการแยกการบริหารออกจากการเมือง และเสนอว่าการบริหารภาครัฐจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อ การเมืองไม่เข้ายุ่งเกี่ยวเกี่ยวกับการบริหาร พาราไดม์ที่ 2 หลักการบริหาร (The Principles of Administration, 1927-1937) เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับหลักการบริหารมีการสร้างหลักการบริหารที่มีลักษณะคล้ายกับวิทยาศาสตร์ และนำเอาหลักการเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของนักบริหารงานภาครัฐจำนวนมาก เช่น หลัก 14 ประการของ ฟาโยล หลัก POSDCORB ของ กูลิค และเออร์วิค และหลักการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ ของ เฟเดอริค เทเลอร์ พาราไดม์ที่ 3 รัฐประศาสนศาสตร์คือรัฐศาสตร์ (Public Administration as Political Science, […]

354 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | Staff Blogs
DETAIL

มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI)

    มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI)       การประเมินผลการปฎิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละองค์ประกอบนั้น  เป็นผลมาจากการที่สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากรัฐบาลในการดำเนินการเจรจาข้อตกลงและประเมินผลการปฏิบัติราชการ จะเป็นผู้กำหนดองค์ประกอบและตัวชี้วัดในแต่ละปีงบประมาณและจะดำเนินการแจ้งให้ทุกส่วนราชการทราบเพื่อจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการต่อไปซึ่งจะมีการปรับตัวชี้วัดให้เหมาะกับนโยบายรัฐบาลในแต่ละยุค สำหรับตัวอย่างมิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) มีลักษณะดังนี้ ตัวอย่างที่ 1   มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของกระทรวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559[1] ประเด็นการประเมินผล กรอบจัดทำคำรับรอง/ตัวชี้วัด น้ำหนัก(ร้อยละ) มิติภายนอก   75 มิติที่ 1 ด้านประสิทธิผล 1. ตัวชี้วัดภารกิจหลักของกระทรวงตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ/แผนยุทธศาสตร์กระทรวง และตัวชี้วัดระหว่างกระทรวงที่มีเป้าหมายร่วมกัน (Joint KPIs) และตัวชี้วัดร่วมระหว่างกระทรวงและจังหวัด (Function-Area KPIs) ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล (65) มิติที่2 ด้านคุณภาพการปฏิบัติราชการ 2. ความพึงพอใจของผู้รับบริการ (10) มิติภายใน   25 มิติที่ 3  ด้านประสิทธิภาพ 3. การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 4. การประหยัดพลังงาน 5. การประหยัดน้ำ […]

184 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking)

ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking) สำหรับการบริหารงานในองค์กรภาครัฐไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล กลุ่มหรือองค์การและรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน อาจกล่าวได้ว่า การคิดเชิงวิจารณญาณนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญและมีประโยชน์ยิ่ง และประโยชน์หลากหลายประการ[1]  ซึ่งสมารถสรุปได้ดังนี้ 1)การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสืบค้นความจริงแทนความเชื่อได้  เรามักถูกหล่อหลอมจากความคิด หรือสิ่งแวดล้อมจนเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ และกลายเป็นความยึดถือในความเชื่อว่าจริง โดยไม่ได้ตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกันมักจะมีปรัชญาการมองโลก ทัศนคติ และค่านิยมต่างๆใกล้เคียงกัน เป็นเหตุให้คนในสังคมนั้นมักจะทำหลายสิ่งหลายอย่างสอดคล้องกัน  ตั้งสมมติฐานให้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นหรือพบเห็นบ่อยๆในชีวิตประจำวันโดยไม่สืบค้นความจริงว่า สมมติฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ คนในสังคมจึงมักเชื่อถืออะไรตามๆกัน เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อ เรามักจะมีแนวโน้มสรุปว่าสิ่งนั้นเป็นจริงมากกว่าที่จะแย้งว่ามันอาจจะไม่จริงก็ได้ อันเป็นเหตุให้เรายึดความเชื่อที่ไม่ถูกต้องต่อไป  ซึ่ง Critical Thinking จะช่วยให้เราไม่หลงไปตามความเคยชินดังกล่าว    ประโยชน์ประการแรกนี้ “เป็นการสกัดความจริงให้แยกตัวหรือเผยตัวออกมาจากความเชื่อ” ซึ่งเราจะพบว่า เป็นประโยชน์ที่สำคัญต่อองค์การไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติ หากไม่สามารถคิดเชิงวิจารณญาณได้แล้ว  ก็เป็นการสุ่มเสี่ยง ที่บ่อยครั้งตัดสินใจโดยคล้อยตามไปกับความเชื่อ ขาดการตั้งคำถาม หรือข้อโต้แย้งกับสิ่งต่างๆได้ 2) การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยสังเกตความแตกต่างท่ามกลางความเหมือน ความแตกต่างของเหตุการณ์ที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ทำให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันในอนาคตเป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้  แต่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด     ในทางการบริหารงานภาครัฐ ประโยชน์จากการคิดวิจารณญาณในข้อนี้จะทำให้ผู้บริหารและบุคลากร เกิดการตรวจสอบความคิดของตน  ต่อปรากฏการณ์ในองค์กรว่า  แท้ที่จริงแล้วปรากฏการณ์ที่ดูผิวเผินคล้ายคลึงหรือเหมือนกันนั้น อาจจะมาจากปัจจัยสาเหตุที่แตกต่างกันหรือมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้  3) ช่วยให้ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องไม่ถูกหลอก คนเรามีแนวโน้มถูกกระตุ้นเร้าความต้องการได้ง่าย เมื่อสิ่งที่มากระตุ้นเป็นสิ่งเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองต้องการ  […]

199 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการบริหารที่ส่งผลต่อการปกครองท้องที่ 2440-2534

1.การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมืองและการบริหารที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของการปกครองท้องที่ในอดีต   เดิมทีการปกครองท้องที่นั้นมีจุดเริ่มตั้นที่ชัดเจนมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ตรา พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116  พ.ศ. 2440 ได้กำหนดหน่วยการปกครองที่เล็กสุดโดยเริ่มจาก  หมู่บ้าน ตำบลและอำเภอ ต่อมาได้มีการตรา ข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.117 เพิ่มเติมโดย มีสาระที่สำคัญคือการมีหน่วยการปกครองท้องที่ในระดับที่สูงขึ้นคือ การปกครองในระดับ “เมือง” และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น “จังหวัด” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2457 ได้มีการตรากฎหมายที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่[1] และได้นำมาใช้แทนฉบับ พ.ศ. 2440  การปกครองท้องที่ในช่วงแรกนี้ จึงมี ลักษณะการปกครองเฉพาะพื้นที่ในระดับต่างๆและเป็นยุคทองของการปกครองท้องที่ที่เข้มแข็งและอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเทศาภิบาล ที่ประกอบด้วย มลฑลเทศาภิบาลเป็นหน่วยการปกครองหลัก  และมีการปกครองเมือง ตำบล หมู่บ้าน เป็นการปกครองระดับลองลงมา 2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมืองส่งผลต่อการปกครองท้องที่ได้ถูกลดบทบาทลง ในปี พ.ศ. 2475 ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการเมืองได้ส่งผลต่อการบริหารการปกครองท้องที่อย่างรุนแรงและรัฐบาลในยุคนั้นมีเป้าหมายการแทนที่หน่วยการปกครองท้องที่ด้วยการบริหารงานแบบเทศบาลทั่วทั้งประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการประกาศ พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 โดยแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินเป็น 3 ส่วนคือ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น  ซึ่งสาระท่สำคัญคือ […]

659 total views, 4 views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL
TOP