รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด

BLOG5 (26-9-62) เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายในโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย

BLOG5 (26-9-62) เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายในโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย มาตรฐานสากลการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายใน รหัส 1220.A2 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเยี่ยงวิชาชีพ ผู้ตรวจสอบภายในต้องพิจารณาใช้เทคนิคการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ เป็นเครื่องมือช่วยในงานตรวจสอบ ในปัจจุบัน ระบบคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกองค์กร โดยได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในทุกกระบวนการปฏิบัติงาน ทำให้ข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ถูกจัดเก็บไว้รูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถใช้วิธีการตรวจสอบด้วยมือ ผู้ตรวจสอบภายในจึงต้องมีความรู้ในเรื่องระบบงานต่าง ๆ ที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และต้องมีความสามารถในการที่จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในงานตรวจสอบ การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในงานตรวจสอบทำให้งานตรวจสอบภายในมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลข้อมูลปริมาณมาก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปแล้วผู้ตรวจสอบภายในใช้คอมพิวเตอร์ในงานตรวจสอบ ดังนี้ 1) นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2) จัดทำรายงานแสดงรายการผิดปกติ (Unusual or Abnormal Items) เพื่อให้ผู้ตรวจสอบภายในนำไปพิสูจน์หาข้อเท็จจริงด้วยเทคนิคการตรวจสอบขั้นต่อไป 3) ใช้ในการเลือกตัวอย่างสำหรับการตรวจสอบภายใน (Audit Sampling) 4) จัดทำรายงานการตรวจสอบภายใน การใช้เทคนิคการตรวจสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยมีหลายวิธี แต่จะอธิบายในส่วนที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป มีดังนี้ 1. การใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทั่วไป เช่น Microsoft Excel Microsoft Access เป็นต้น ปัจจุบันโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ในการปฏิบัติงานทั่วไปดังกล่าว มีฟังก์ชั่นมากมายที่ผู้ตรวจสอบภายในสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานตรวจสอบได้ […]

147 total views, 2 views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

BLOG4 (26-9-62) เทคนิคและวิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน

BLOG4 (26-9-62) เทคนิคและวิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน คำว่า “เทคนิค” หมายถึง วิธีการที่ผู้ปฏิบัติงานนำมาใช้เพื่อให้งานได้รับผลสำเร็จ เมื่อนำคำว่า “เทคนิค” มาใช้กับ วิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน หรือเรียกว่า “เทคนิคและวิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน” จึงหมายถึง วิธีการที่ผู้ตรวจสอบภายในใช้ในการรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานที่ตรงประเด็น เชื่อถือได้ และเพียงพอที่จะพิสูจน์ยืนยัน สนับสนุนสิ่งที่ตรวจพบ และสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบภายในที่กำหนดไว้ เทคนิคและวิธีการรวบหลักฐานการตรวจสอบภายใน โดยหลักการแล้วไม่แตกต่างจากเทคนิควิธีการรวบรวมหลักฐานการสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีใช้ เพียงแต่วิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในงานของผู้ตรวจสอบภายในเพื่อพิสูจน์หรือสนับสนุนสิ่งตรวจพบ ให้ข้อเสนอแนะตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ตรวจสอบภายในกำหนด เทคนิคและวิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน มีดังนี้ 1. เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบด้วยมือ (Manual Audit Procedure) 2. เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย (Computer Assisted Audit Technique) 3. เทคนิคการใช้หลักมนุษย์สัมพันธ์และการสื่อสาร (Human Relationship and Communication ซึ่งจะขอกล่าวถึงเทคนิคหรือวิธีการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน ในรายละเอียดต่อไป เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายในด้วยมือ เทคนิคการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายในด้วยมือ ที่ใช้กันโดยทั่วไป สามารถทำได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้ 1. การสอบถามหรือสัมภาษณ์ (Inquiry of Interview) 2. การสังเกตการณ์ […]

126 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

BLOG 3(26-9-62) ประเภทและความน่าเชื่อถือของหลักฐานการตรวจสอบภายใน

BLOG 3(26-9-62) ประเภทและความน่าเชื่อถือของหลักฐานการตรวจสอบภายใน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าหลักฐานการตรวจสอบภายใน คือ สารสนเทศที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งผู้ตรวจสอบภายในรวบรวมขึ้นเพื่อพิสูจน์ หรือสนับสนุนสิ่งตรวจพบและเป็นแนวทางในการให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบภายใน โดยข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือหลักฐานดังกล่าวได้มาจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากภายในหน่วยงานที่ตรวจสอบ แหล่งภายนอก หรือจากการปฏิบัติงานโดยอิสระของผู้ตรวจสอบภายใน และเนื่องจากสารสนเทศหรือหลักฐานการตรวจสอบภายในมีความหลากหลายทั้งชนิด ปริมาณและแหล่งที่มา ผู้ตรวจสอบภายในจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องประเภทของหลักฐานการตรวจสอบภายในและความน่าเชื่อถือซึ่งจะได้อธิบายในรายละเอียดต่อไป ประเภทของหลักฐานการตรวจสอบภายใน หลักฐานการตรวจสอบภายในแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภทดังนี้ 1. หลักฐานเอกสาร (Documentary Evidence) 2. หลักฐานคำรับรอง (Testimonial Evidence) 3. หลักฐานการวิเคราะห์ (Analyitcal Evidence) 4. หลักฐานสภาพจริง (Physical Evidence) หลักฐานการตรวจสอบภายในแต่ละประเภท อธิบายได้ดังนี้ 1. หลักฐานเอกสาร หมายถึง หลักฐานในรูปเอกสาร ที่ได้มาจากภายในหรือภายนอกหน่วยงานที่ตรวจสอบก็ได้ หลักฐานเอกสารเป็นรูปแบบธรรมดาที่สุดของหลักฐานการตรวจสอบ ซึ่งสามารถรวบรวมได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้จัดทำหรือได้มาในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร ดังตัวอย่างที่ 11.2 ตัวอย่างที่ 11.2 […]

141 total views, 3 views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

BLOG 2 (26-9-62) มาตรฐานสากลการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายใน

BLOG 2 (26-9-62) มาตรฐานสากลการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายใน มาตรฐานด้านการการปฏิบัติงาน (Performance Standards) ที่เป็นมาตรฐานสากลการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายในและเกี่ยวข้องกับหลักฐานการตรวจสอบภายใน ที่ควรทราบ ได้แก่ มาตรฐานรหัส 2000 การบริหารหน่วยงานตรวจสอบภายใน หัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายในต้องบริหารหน่วยงานตรวจสอบภายในอย่างมีประสิทธิผล เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าหน่วยงานตรวจสอบภายในเพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กร การบริหารหน่วยงานตรวจสอบภายในจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่อ -หน่วยงานตรวจสอบภายในบรรลุวัตถุประสงค์และภาระหน้าที่ที่มีอยู่ในกฎบัตรงานตรวจสอบภายใน -หน่วยงานตรวจสอบภายในปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐาน -บุคลากรแต่ละคนในหน่วยงานตรวจสอบภายในปฏิบัติสอดคล้องกับประมวลจรรยาบรรรและมาตรฐาน -หน่วยงานตรวจสอบภายในได้คำนึงถึงแนวโน้ม และประเด็นใหม่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อองค์กรได้ หน่วยงานตรวจสอบภายในจะเพิ่มคุณค่าให้แก่องค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย ได้ต่อเมื่อหน่วยงานตรวจสอบภายในนั้นคำนึงถึง กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และความเสี่ยง รวมทั้งพยายามนำสนอหนทางที่จะส่งเสริมกระบวนการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมให้เชื่อมั่นอย่างเที่ยงธรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้ มาตรฐานรหัส 2010 การวางแผน หัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายในต้องจัดทำแผนงานตรวจสอบโดยอาศัยความเสี่ยงเป็นพื้นบาน เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ ของหน่วยงานตรวจสอบภายใน โดยต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ในการพัฒนาแผนการตรวจสอบโดยอาศัยความเสี่ยงเป็นพื้นฐานนั้นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายในจะหารือกับผู้บริหารระดับสูงรวมทั้งคณะกรรมการ และทำความเข้าใจในกลยุทธ์องค์กร วัตถุประสงค์ในทางธุรกิจที่สำคัญ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการบริหารความเสี่ยง หัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบภายในต้องสอบทานและปรับแก้แผนตวามความจำเป็น เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ความเสี่ยง การปฏิบัติงาน โครงการ ระบบ และวิธีการควบคุมต่างๆ ขององค์กร มาตรฐานรหัส 2010. A1 แผนการปฏิบัติงานของหน่วยงานตรวจสอบภายในต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประเมินความเสี่ยง ที่จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดทำอย่างน้อยปีละครั้ง […]

96 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

BLOG 1 (26-9-62) ความหมายและลักษณะของหลักฐานการตรวจสอบภายใน

BLOG 1 (26-9-62) ความหมายและลักษณะของหลักฐานการตรวจสอบภายใน มาตรฐานสากลการปฏิบัติงานวิชาชีพการตรวจสอบภายในกำหนดคำนิยามของการบริการให้ความเชื่อมั่น (Assurance Services) ไว้ดังนี้ การบริการให้ความเชื่อมั่น คือ การตรวจสอบหลักฐานอย่างเที่ยงธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งการประเมินอย่างเป็นอิสระในกระบวนการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมขององค์กร จากนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่าการบริการให้ความเชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการประเมิน “หลักฐาน” อย่างเที่ยงธรรมโดยผู้ตรวจสอบภายในเพื่อให้ความเห็นหรือข้อสรุปอย่างเป็นอิสระต่อหน่วยงาน/องค์กรเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน หน้าที่ กระบวนการ ระบบงานหรือเรื่องอื่น ๆ โดยมีผู้ตรวจสอบภายในเป็นผู้กำหนดลักษณะและขอบเขตของภารกิจให้ความเชื่อมั่นโดยต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง รอบคอบตามมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งในการปฏิบัติงานดังกล่าว ผู้ตรวจสอบภายในจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบภายใน เนื่องจากหลักฐานการตรวจสอบภายในเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจสอบภายในใช้ในการสนับสนุนและนำไปสู่ข้อสรุปในรายงานการตรวจสอบภายในและให้ข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานผู้รับการตรวจสอบ ฝ่ายบริหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หลักฐานการตรวจสอบภายในจึงมีผลต่อความเชื่อถือได้ของรายงานการตรวจสอบภายใน ความหมายของหลักฐานการตรวจสอบภายใน หลักฐานการตรวจสอบภายใน (Internal Audit Evidence) หรือสารสนเทศของการตรวจสอบ (Engagement Information) หมายถึง ข้อเท็จจริงไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเอกสารหลักฐานหรือลักษณะอื่นใด เช่น ข้อมูล วีดิทัศน์ ภาพถ่าย เป็นต้น ที่ผู้ตรวจสอบภายในรวบรวมขึ้นจากแหล่งข้อมูลภายในของหน่วยรับตรวจหรือจากแหล่งข้อมูลภายนอก เพื่อพิสูจน์ยืนยันความเป็นจริง และใช้เป็นแนวทางในการนำไปสู่การสรุปผลและให้ข้อเสนอแนะ ดังนั้น หลักฐานการตรวจสอบภายในจึงมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. เป็น “ข้อเท็จจริง” หมายถึง ข้อมูลทั้งหลายที่ผู้ตรวจสอบภายในรวบรวมขึ้นจากการปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน 2. […]

108 total views, 1 views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

Blog 5(11-2-62) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 

Blog 5(11-2-62) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล   ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วย             บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร มีดังนี้            “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความถึง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้หมายความรวมถึง 1)  กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางการค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐต่างประเทศหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ 2)  กิจการร่วมค้าซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น 3)  มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร 4)  นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ปัจจุบันยังไม่มีประกาศกำหนดให้นิติบุคคลอื่นมีฐานะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถแยกตามประเภทของนิติบุคคลผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย ได้ดังนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยนั้น หมายถึง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายบริษัทมหาชนดังนี้ 1.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 1.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด 1.3 บริษัทจำกัด […]

115 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

Blog 4(11-2-62)  การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล

Blog 4(11-2-62)  การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล  กรมสรรพากรได้จัดแบ่ง แบบแสดงภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประเภทของภาษีที่ใช้ยื่นออกเป็นหมวดหมู่ โดยเรียกว่า ภ.ง.ด. จัดแบ่งเป็นประเภทดังนี้                 ภ.ง.ด. 50 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลใช้สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ โดยการยื่น ภ.ง.ด. 50 จำต้องยื่นภายใน 150  วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยจะต้องยื่นทุกปี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่มีรายได้                 ภ.ง.ด. 51 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ใช้สำหรับนิติบุคคลที่ต้องจัดทำประมาณการกำไรขาดทุนครึ่งปี โดยจะต้องชำระภายใน 2 เดือนนับตั้งแต่วันสุดท้ายของรับระยะเวลาหกเดือนนับตั้งแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี                 ภ.ง.ด. 52 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้สำหรับนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและดำเนินกิจการ รวมทั้งในประเทศไทย โดยดำเนินกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ โดยจะต้องยื่นแบบภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี โดยยื่นทุกปี ไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่มีรายได้                 ภ.ง.ด. 53 คือ แบบยื่นรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตราของประมวลรัษฎากร โดยการยื่นแบบ พร้อมกับนำส่งเงินภาษีภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะหักภาษีไว้แล้วหรือไม่                 ภ.ง.ด. 54 คือ แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและจำหน่ายเงินกำไร ให้แก่นิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย หรือ นิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายของต่างประเทศและประกอบกิจการในประเทศไทย โดยการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 54 พร้อมกับนำเงินภาษีส่งหรือชำระภาษี ภายในวันที่ 7 นับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายหรือจำหน่ายเงินกำไร                 […]

125 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL

Blog 3(11-2-62) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายได้ก่อนหักรายจ่าย

Blog 3(11-2-62) ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายได้ก่อนหักรายจ่าย             ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายได้ก่อนหักรายจ่าย ได้แก่ กิจการขนส่งระหว่างประเทศของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการแล้วมีรายได้  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ นั้น สามารถแยกได้เป็น 2 ประเภท คือ           1.กิจการขนส่งระหว่างประเทศ มูลนิธิหรือสมาคม กิจการขนส่งระหว่างประเทศ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนที่จดทะเบียนในต่างประเทศมีรายได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย และกิจการที่กระทำในประเทศไทยนั้นเป็นการขนส่งระหว่างประเทศ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคลต่างประเทศนั้น มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ดังนี้            (ก) กรณีรายรับจากการรับขนคนโดยสาร รายได้เกิดจากค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บใน ประเทศไทย ก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น ให้คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับจากค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น                                       ฐานภาษีสำหรับการให้บริการรับขนคนโดยสารที่ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้คำนวณจากมูลค่าของค่าโดยสารที่ได้รับหรือพึงได้รับสำหรับระยะทางจากต้นทางถึงปลายทางตามที่ระบุในตั๋วโดยสาร รวมถึงค่าธรรมเนียมและผลประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บจากคนโดยสารอันเนื่องมาจากการให้บริการรับขนคนโดยสาร ไม่ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะให้บริการรับขนเองทั้งหมดหรือให้ผู้ประกอบการอื่นรับขนส่งช่วงให้ก็ตาม (ข) กรณีรายรับจากการรับขนของ รายได้เกิดจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าใน หรือนอกประเทศก่อนหักรายจ่ายใดๆเนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทยนั้นให้คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับจากค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนของออกจากประเทศไทย ฐานภาษีสำหรับการให้บริการรับขนของที่ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้คำนวณจากมูลค่าของค่าระวางที่ได้รับหรือพึงได้รับ สำหรับระยะทางจากต้นทางถึงปลายทางตามที่ระบุในแอร์เวย์บิลในกรณีรับขนสินค้าโดยอากาศยาน หรือสำหรับระยะทางถึงปลายทางตามที่ระบุในบิลออฟเลดิงในกรณีรับขนสินค้าโดยเรือทะเล รวมถึงค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บจากผู้รับบริการอันเนื่องมาจากการการให้บริการรับขนของ ไม่ว่าสายการบินหรือสายการเดินเรือนั้นจะให้บริการรับขนเองทั้งหมด หรือให้ผู้ประกอบการอื่นรับขนส่งช่วงให้ อนึ่ง หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในต่างประเทศ […]

113 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด | รองศาสตราจารย์ ดลพร บุญพารอด
DETAIL
TOP