ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม

(ภาษาไทย) แนวคิดการส่งมอบบริการสาธารณะแบบผสมผสาน

Wayne Parsons นำเสนอถึงระบบการส่งมอบนโยบาย สินค้าและบริการแบบผสมผสาน (mixes delivery system) ซึ่งต้องมีการผสมผสานแนวคิดหรือมุมมองการวิเคราะห์ 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ธุรกิจเอกชนหรือตลาด (market) ระบบราชการ (bureaucracy/hierarchy) และชุมชน (community/network) โดยสามส่วนดังกล่าวนี้มีพื้นที่ที่สัมพันธ์และทับซ้อนกัน มุมมองการวิเคราะห์แบบผสมผสานดังกล่าวได้นำไปใช้วิเคราะห์แบบผสมผสานในประเด็นต่างๆ 4 ประเด็น คือ (1) การผสมผสานในหน่วยงานของรัฐบาลทั้งระดับชาติ มลรัฐ ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งพบว่าในแต่ละประเทศมีการรวมและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนในระดับที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีความสัมพันธ์กัน อย่างไรก็ตามในความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น (2) การผสมผสานการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรอาสาสมัครหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยต้องมีการทำงานร่วมกันเชิงหุ้นส่วนการพัฒนาในหลายๆ ด้าน ในลักษณะที่เรียกว่า Public-Private Partnerships : PPPs (3) การผสมผสานการบังคับใช้ เป็นการผสมผสานวิธีการส่งมอบนโยบายโดยมีหลากหลายวิธี เช่น หากเป็นองค์การแบบเอกชนใช้ระบบสัญญา ระบบราชการใช้การสั่งการ ชุมชนใช้ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือหากเป็นตลาดหรือเอกชนใช้การจูงใจด้วยรางวัล ระบบราชการใช้อำนาจหน้าที่ ชุมชนใช้ความไว้วางใจ เป็นต้น (4) การผสมผสานคุณค่า ในการส่งมอบนโยบาย […]

139 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

(ภาษาไทย) ปัญหาอำนาจหน้าที่กับการมีส่วนร่วมทางการบริหาร

Orion F. White นำเสนอถึงปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ (authority problem) ซึ่งมีประเด็นถกเถียงกันในกรอบทฤษฎีองค์การหรือการจัดการเรื่อง “การมีส่วนร่วม (participation) ” ว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าหรือแย่กว่าการรวมอำนาจหรือการตัดสินใจแบบทางเดียว โดยมีมุมมองปัญหาอำนาจหน้าที่ที่ขัดกันในสองกลุ่ม คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยมคลาสสิกกับกลุ่มเสรีนิยมคลาสสิก ซึ่งกลุ่มแรกมองว่าอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องของสถาบันจึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วม ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลจึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วม จากแนวคิดสองกลุ่มที่ขัดกันจึงมีการนำเสนอถึงทางเลือกที่สามคือกลุ่มมนุษย์นิยมมาร์กซิสม์ที่เน้นในเรื่องชุมชนนิยมที่ไม่ปฏิเสธสถาบันที่มั่นคงและยอมรับในความสำคัญของปัจเจกบุคคล แต่ถึงอย่างไรปัจเจกบุคคลก็สำคัญน้อยกว่าส่วนรวม ปกติปัจเจกบุคคลจะไม่กระหายที่จะมีส่วนร่วมแต่จะเรียกร้องและมีส่วนร่วมก็ต่อเมื่อสถาบันมีการใช้อำนาจหน้าที่ที่บิดเบือนหรือขาดประสิทธิภาพ และหากเปิดให้มีส่วนร่วมในทุกเรื่องย่อมเกิดภาระขึ้นกับบุคคลและเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่าย การมีส่วนร่วมจึงต้องเกิดขึ้นอย่างมีวุฒิภาวะและมีเหตุมีผล และการมีส่วนร่วมที่ได้ผลต้องมีอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ที่ได้ผลก็ต้องมีการมีส่วนร่วม ทั้งสองอย่างจึงเป็นสิ่งที่ส่งเสริมและตอบโต้กันและกัน ในการบริหารรัฐกิจจึงต้องคำนึงถึงความสมดุลของอำนาจหน้าที่และการมีส่วนร่วม โดยสถาบันที่มีอำนาจต้องใช้อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม * สรุปความจาก Wamsley, Garry L. Refounding Public Administration. California : Sage Publication. 1990. pp.182-245. 157 total views, no views today

157 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

(ภาษาไทย) บทวิเคราะห์แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ : ทฤษฎีหลังสมัยใหม่

George H. Frederickson นำเสนอถึงทฤษฎีหลังสมัยใหม่ (Postmodern Theory) ซึ่งปรับรื้อแนวคิดการบริหารรัฐกิจแต่เดิมทั้งแต่แนวคิดมนุษย์นิยม ปฏิฐานนิยม รัฐประศาสนศาสตร์แนวใหม่ โดยมองว่าแนวคิดที่ผ่านมานั้นเป็นยุคสมัยใหม่ (modern) ซึ่งทฤษฎีหลังสมัยใหม่ตีความให้ความหมายและให้เหตุผลของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นใหม่ แต่ก็ไม่ใช่จะทำลายให้สูญสิ้นไป ทฤษฎีหลังสมัยใหม่ภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความจริง โดยต้องตีความจากภาษาเพื่อให้รู้ถึงความจริง แนวคิดหลังสมัยใหม่สละทิ้งซึ่งแนวคิดการบริหารแบบเดิม แล้วตีความทางภาษาให้ได้มาซึ่งสิ่งใหม่ โดยมีการเปรียบเทียบ modernist กับ postmodernist  ซึ่ง modernist มีจุดเน้น เช่น รูปแบบ จุดมุ่งหมาย การออกแบบ สายการบังคับบัญชา ไม่เน้นการมีส่วนร่วม เน้นภาพรวม และรวมศูนย์อำนาจ ขณะที่ postmodernist มีจุดเน้น เช่น ไร้รูปแบบ ไร้จุดมุ่งหมายที่ชัดเจน สลายสายการบังคับบัญชา การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าทฤษฎีหลังสมัยใหม่แตกต่างจากแนวคิดสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ทฤษฎีหลังสมัยใหม่ต้องใช้ความรู้และจินตนาการในการตีความสิ่งที่เป็นอยู่ให้เป็นจริงที่สามารถอธิบายให้เหตุผลได้ ในส่วนของรัฐก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิดหลังสมัยใหม่ โดยแตกเป็นส่วนย่อย (fragment) ซึ่งน่าจะหมายถึงการกระจายอำนาจให้กับส่วนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ในส่วนวิธีการศึกษาของทฤษฎีหลังสมัยใหม่ก็แตกต่างจากที่ผ่านมาหลายประการ เช่น เน้นวิธีการเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ inductive […]

332 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

(ภาษาไทย) ลักษณะสำคัญและกระบวนการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ

การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นวิธีการศึกษาปรากฎการณ์จากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในปรากฎการณ์นั้น โดยมีลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย (1) การมองให้เห็นปรากฎการณ์ในภาพรวม จากหลากหลายมุมมอง โดยใช้หลากหลายแนวคิดทฤษฎีในการศึกษาปรากฏการณ์ (2) ศึกษาเพื่อให้เข้าใจความหมายของปรากฎการณ์ในสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในสนามการวิจัย (3) เน้นการพรรณนาและวิเคราะห์อุปนัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจภาพรวมของปรากฎการณ์ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลย่อยๆ แล้วสรุปเป็นภาพรวม (4) ศึกษาปรากฎการณ์ที่เป็นพลวัตอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในปรากฎการณ์นั้นอย่างละเอียด โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษาที่นานกว่าการวิจัยเชิงปริมาณ (5) เน้นปัจจัยด้านความหมาย ความเชื่อ จิตใจและความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ (6) ให้ความสำคัญกับมนุษย์ที่ถูกวิจัย โดยเข้าไปใกล้ชิดและสัมผัสให้เกิดความสนิทสนมและไว้เนื้อเชื่อใจ (7) เป็นการศึกษาโดยใช้มุมมองจากคนใน โดยเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์หรือพฤติกรรมที่ศึกษา การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การกำหนดโครงสร้างของกิจกรรมหรือการกระทำต่างๆ สำหรับการดำเนินการวิจัย ซึ่งการวิจัยเชิงคุณภาพจะไม่นิยมกำหนดรายละเอียดไว้ล่วงหน้ามากนัก โดยอาจเป็นเพียงการกำหนดกรอบหรือแนวทางกว้างๆ ในการดำเนินการไว้เท่านั้น เพราะการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาปรากฎการณ์ในสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ ปรากฎการณ์ที่ศึกษาจึงมีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การออกแบบการวิจัยจึงต้องมีความยืดหยุ่นสูงตามไปด้วย สำหรับขั้นตอนกว้างๆ ในการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น ประกอบด้วย (1) กำหนดจุดสนใจหรือขอบเขตของการศึกษา โดยกำหนดประเด็นปัญหาและหัวเรื่อง (2) ศึกษาและกำหนดกรอบแนวคิดกว้างๆ ในการวิจัยให้สอดคล้องกับจุดสนใจ รวมถึงศึกษาทบทวนแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (3) […]

148 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

(ภาษาไทย) ปัญหาและแนวทางการแก้ไขป้ัญหาการค้ามนุษย์ในเวียดนาม

สำนักงานควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรม (The Standing Office on Drug and Crime Control) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและอำนาจหน้าที่สำคัญในเรื่องการควบคุมอาชญากรรมและยาเสพติดของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งในการดำเนินการเพื่อควบคุมและป้องกันตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวที่ผ่านมา ปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ “ปัญหาการค้ามนุษย์” โดยกฎหมายของเวียดนามถือว่าการค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่ง ปัญหาการค้ามนุษย์มิได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเวียดนาม แต่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ซึ่งจากการจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ในปี 2557 ประเทศที่มีปัญหาอยู่ระดับที่รุนแรงมากที่สุด คือ ประเทศไทยและมาเลเซีย ประเทศที่อยู่อันดับรุนแรงและถูกจับตา คือ กัมพูชา ลาว และพม่า ส่วนประเทศที่อยู่อันดับดีกว่า คือ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม แม้ว่าเวียดนามจะมีปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับที่น้อยกว่าอีกหลายประเทศ แต่ปัญหานี้ก็กำลังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศจีนทำให้เกิดความต้องการแรงงานจำนวนมากในธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การก่อสร้าง และการบริการ การค้ามนุษย์ของเวียดนามจึงมีแหล่งที่เป็นประเทศปลายทางที่สำคัญ คือ ประเทศจีน ซึ่งมีชายแดนติดกันในภาคเหนือ โดยจีนเป็นทั้งประเทศต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของชาย หญิง และเด็กที่เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์และการบังคับล่อลวงไปค้าประเวณี โดยมีผู้หญิงและเด็กจากเอเชีย เช่น พม่า […]

181 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

แนวทางที่เหมาะสมในการควบคุมตรวจสอบการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

การที่จะทำให้การควบคุมตรวจสอบการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักสากล ก่อนอื่นกฎหมายต่างๆ เมื่อถึงวาระการแก้ไขต้องมีการปรับปรุงแก้ไขโดยยกเลิกการใช้วาทกรรม “การกำกับดูแล” เพราะเป็นคำที่เหมือนจะดูดีแต่กลับสื่อความได้ไม่ตรงประเด็น แล้วหันกลับมาใช้คำว่า “การควบคุมตรวจสอบ” ซึ่งมีความหมายตรงประเด็นกว่าและสอดคล้องกับหลักสากลที่มีหลักการควบคุมก่อนการกระทำ (Control a Priori) และการควบคุมหลังการกระทำ (Control a Posterior) ซึ่งทั้งสองคำนี้เป็นคำศัพท์เฉพาะทางการบริหารการปกครองท้องถิ่นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และเมื่อมีการกระจายอำนาจหรือให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องหรือประเด็นใดแล้วก็ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอำนาจอิสระในเรื่องหรือประเด็นนั้นๆ อย่างแท้จริง โดยท้องถิ่นสามารถกำหนดกฎระเบียบ แนวทาง หรือวิธีการบริหารและดำเนินงานในเรื่องเหล่านั้นได้ด้วยตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงหรือสั่งการให้เกิดการปฏิบัติตามจากราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค ในส่วนแนวทางที่เหมาะสมในการควบคุมตรวจสอบอื่นๆ นั้น ขอนำเสนอเป็นข้อๆ ดังนี้ 1. ควรกำหนดให้มีหน่วยตรวจสอบภายในขึ้นเป็นหน่วยงานหนึ่งของทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหน่วยตรวจสอบภายในนี้จะต้องไม่ขึ้นตรงหรืออยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารท้องถิ่น แต่มีลักษณะเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรวิชาชีพที่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบทางการเงินและบัญชี ซึ่งสอดคล้องกับหลักการควบคุมหลังการกระทำ 2. ปรับลดระดับการควบคุมตรวจสอบ (การกำกับดูแลเดิม) ของราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคที่มีลักษณะเป็นการควบคุมก่อนการกระทำให้เหลือเพียงการควบคุมหลังการกระทำ และต้องทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างจริงจัง กล่าวคือ ภายใต้อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นก็ต้องปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินการไป แต่เมื่อดำเนินการแล้วเกิดปัญหา เช่น มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนราชการที่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบหลังการกระทำดังกล่าวก็ต้องดำเนินการลงโทษอย่างจริงจังและรุนแรง 3. เพิ่มบทบาทของกลไกภาคประชาชนในการควบคุมตรวจสอบการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในนานาประเทศก็คือการควบคุมตรวจสอบโดยภาคประชาชน ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้ สร้างความตระหนักและจิตสำนึกสาธารณะให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น แล้วจึงเปิดเวทีหรือช่องทางให้ประชาชนหรือองค์กรภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบควบคุมการบริหาร โดยอาจอยู่ในรูปของคณะทำงานหรือคณะกรรมการ 4. ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่ขัดกับเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่เอื้อต่อการบริหารงานที่มีความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอื้อให้การควบคุมตรวจสอบมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 5. […]

125 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

การกำกับดูแลการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : การกำกับดูแลที่เกินความจำเป็น

จากเจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 ที่บัญญัติให้รัฐกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่าที่จำเป็น ซึ่งเท่าที่จำเป็นดังกล่าวมิได้มีการบัญญัติต่อไปว่าเท่าที่จำเป็นนั้นแค่ไหน แต่ตามหลักสากลของนานาประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและอิสระของท้องถิ่นในการบริหารปกครองตนเองแล้วจะพบว่าเท่าที่จำเป็นนั้นจะสอดคล้องกับกฎหมายกระจายอำนาจกล่าวคืออำนาจหน้าที่ใดที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว รัฐบาลหรือราชการส่วนอื่นๆ จะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือสั่งการให้ท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบที่รัฐส่วนกลางกำหนด แต่จะปล่อยให้ท้องถิ่นออกกฎหมายหรือหลักเกณฑ์มาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ด้วยตนเอง โดยสอดคล้องกับกรอบหรือนโยบายกว้างๆ ที่รัฐกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งจากบทบาทและอำนาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในการกำกับดูแลการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยจะพบว่า ราชการบริหารส่วนกลางได้เข้าไปมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูการบริหารงานของท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นการออกกฎหมาย และระเบียบสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามในเรื่องต่างๆ ซึ่งหลายๆ เรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบาย การบริหาร การบริหารงานบุคคลและการเงินการคลัง ซึ่งการที่ราชการบริหารส่วนกลางซึ่งก็คือกระทรวงมหาดไทยได้มีการออกระเบียบจำนวนมากมาเพื่อบังคับใช้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ทำให้การกำกับดูแลโดยส่วนใหญ่เป็นการควบคุมก่อนการกระทำ (Control a Priori) เมื่อมีการนำกฎหมายและระเบียบต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ก็มีการใช้ราชการส่วนภูมิภาคซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งของราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลแทนราชการบริหารส่วนกลาง และการกำกับดูแลการบริหารท้องถิ่นโดยราชการส่วนภูมิภาคในหลายๆ เรื่องก็ยังคงมีลักษณะเป็นการควบคุมก่อนการกระทำ (Control a Priori) ทั้งในเรื่องของการให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติ การจัดองค์การ และการบริหารงานบุคคล แต่ก็พบว่าในบางเรื่องการกำกับดูแลก็มีลักษณะเป็นการควบคุมหลังการกระทำ (Control a Posterior) เช่น การบังคับให้ท้องถิ่นปฏิบัติตามกฎมายเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของท้องถิ่นนั้นขัดกับกฎหมาย การเรียกบุคคลหรือเอกสารต่างๆ มาชี้แจงหรือสอบสวนเมื่อพบว่ามีปัญหาในการบริหารและดำเนินงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตามหลักการควบคุมตรวจสอบที่เป็นสากล เจตนารมณ์และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่า การกำกับดูแลการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยโดยราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้นมีลักษณะที่เกินความจำเป็น เพราะมีการกำกับดูแลในรูปที่กำหนดรายละเอียดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามทั้งๆ ที่อำนาจหน้าที่นั้น รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการบริหารและดำเนินการ ซึ่งเมื่อพิจารณาและวิเคราะห์วาทกรรมจะพบว่า “การกำกับดูแล” เป็นเพียงวาทกรรมหนึ่งที่รัฐส่วนกลางสร้างขึ้นเพื่อครอบงำเชิงอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่จริงๆ […]

138 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Analyzing Data Qualitative)

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Analyzing Data Qualitative) เป็นขั้นตอนหนึ่งในการวิจัยเชิงคุณภาพที่จะกระทำควบคู่ไปกับการเก็บรวบรวมข้อมูล กล่าวคือ เมื่อนักวิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยอาศัยเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ การสังเกต หรือวิธีการอื่นๆ ระหว่างการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลไปพร้อมๆ กันด้วย นอกจากนี้เมื่อดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วยังมีการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาทำการวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพจึงมีลักษณะเป็นการกระทำที่ไม่อาจแยกออกจากขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างชัดเจนเหมือนกับการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับกิจกรรมสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพนั้นอธิบายได้ดังภาพเกลียวแห่งการวิเคราะห์ข้อมูล (The Data Analysis Spiral) ที่มา : Creswell, John W. (2013). Qualitative Inquiry and Research Design : Choosing Among Five Approachs. Los Angeles : SAGE Publication, Inc. pp. 183. จากภาพจะแสดงให้เห็นกิจกรรมหรือวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นผลการวิเคราะห์ในแต่ละกิจกรรม โดยหลังจากการเก็บรวมข้อมูลแล้วจะมีการให้ความหมายข้อมูล การอ่าน บันทึก ลงรหัส การพรรณนา จัดกลุ่ม ตีความ และการแสดงผล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพก่อนการวิเคราะห์จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้นักวิจัยเกิดความมั่นใจว่าข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมานั้นมีความถูกต้องเชื่อถือได้ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพนี้ เรียกว่า “การตรวจสอบข้อมูลสามเส้า […]

815 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นราธิป ศรีราม
DETAIL
TOP