ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์

มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI)

    มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI)       การประเมินผลการปฎิบัติราชการและกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละองค์ประกอบนั้น  เป็นผลมาจากการที่สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากรัฐบาลในการดำเนินการเจรจาข้อตกลงและประเมินผลการปฏิบัติราชการ จะเป็นผู้กำหนดองค์ประกอบและตัวชี้วัดในแต่ละปีงบประมาณและจะดำเนินการแจ้งให้ทุกส่วนราชการทราบเพื่อจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการต่อไปซึ่งจะมีการปรับตัวชี้วัดให้เหมาะกับนโยบายรัฐบาลในแต่ละยุค สำหรับตัวอย่างมิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) มีลักษณะดังนี้ ตัวอย่างที่ 1   มิติในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของกระทรวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559[1] ประเด็นการประเมินผล กรอบจัดทำคำรับรอง/ตัวชี้วัด น้ำหนัก(ร้อยละ) มิติภายนอก   75 มิติที่ 1 ด้านประสิทธิผล 1. ตัวชี้วัดภารกิจหลักของกระทรวงตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ/แผนยุทธศาสตร์กระทรวง และตัวชี้วัดระหว่างกระทรวงที่มีเป้าหมายร่วมกัน (Joint KPIs) และตัวชี้วัดร่วมระหว่างกระทรวงและจังหวัด (Function-Area KPIs) ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล (65) มิติที่2 ด้านคุณภาพการปฏิบัติราชการ 2. ความพึงพอใจของผู้รับบริการ (10) มิติภายใน   25 มิติที่ 3  ด้านประสิทธิภาพ 3. การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 4. การประหยัดพลังงาน 5. การประหยัดน้ำ […]

154 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking)

ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking) สำหรับการบริหารงานในองค์กรภาครัฐไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล กลุ่มหรือองค์การและรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน อาจกล่าวได้ว่า การคิดเชิงวิจารณญาณนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญและมีประโยชน์ยิ่ง และประโยชน์หลากหลายประการ[1]  ซึ่งสมารถสรุปได้ดังนี้ 1)การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสืบค้นความจริงแทนความเชื่อได้  เรามักถูกหล่อหลอมจากความคิด หรือสิ่งแวดล้อมจนเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ และกลายเป็นความยึดถือในความเชื่อว่าจริง โดยไม่ได้ตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกันมักจะมีปรัชญาการมองโลก ทัศนคติ และค่านิยมต่างๆใกล้เคียงกัน เป็นเหตุให้คนในสังคมนั้นมักจะทำหลายสิ่งหลายอย่างสอดคล้องกัน  ตั้งสมมติฐานให้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นหรือพบเห็นบ่อยๆในชีวิตประจำวันโดยไม่สืบค้นความจริงว่า สมมติฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ คนในสังคมจึงมักเชื่อถืออะไรตามๆกัน เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อ เรามักจะมีแนวโน้มสรุปว่าสิ่งนั้นเป็นจริงมากกว่าที่จะแย้งว่ามันอาจจะไม่จริงก็ได้ อันเป็นเหตุให้เรายึดความเชื่อที่ไม่ถูกต้องต่อไป  ซึ่ง Critical Thinking จะช่วยให้เราไม่หลงไปตามความเคยชินดังกล่าว    ประโยชน์ประการแรกนี้ “เป็นการสกัดความจริงให้แยกตัวหรือเผยตัวออกมาจากความเชื่อ” ซึ่งเราจะพบว่า เป็นประโยชน์ที่สำคัญต่อองค์การไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติ หากไม่สามารถคิดเชิงวิจารณญาณได้แล้ว  ก็เป็นการสุ่มเสี่ยง ที่บ่อยครั้งตัดสินใจโดยคล้อยตามไปกับความเชื่อ ขาดการตั้งคำถาม หรือข้อโต้แย้งกับสิ่งต่างๆได้ 2) การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยสังเกตความแตกต่างท่ามกลางความเหมือน ความแตกต่างของเหตุการณ์ที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ทำให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันในอนาคตเป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้  แต่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด     ในทางการบริหารงานภาครัฐ ประโยชน์จากการคิดวิจารณญาณในข้อนี้จะทำให้ผู้บริหารและบุคลากร เกิดการตรวจสอบความคิดของตน  ต่อปรากฏการณ์ในองค์กรว่า  แท้ที่จริงแล้วปรากฏการณ์ที่ดูผิวเผินคล้ายคลึงหรือเหมือนกันนั้น อาจจะมาจากปัจจัยสาเหตุที่แตกต่างกันหรือมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้  3) ช่วยให้ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องไม่ถูกหลอก คนเรามีแนวโน้มถูกกระตุ้นเร้าความต้องการได้ง่าย เมื่อสิ่งที่มากระตุ้นเป็นสิ่งเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองต้องการ  […]

142 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการบริหารที่ส่งผลต่อการปกครองท้องที่ 2440-2534

1.การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมืองและการบริหารที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของการปกครองท้องที่ในอดีต   เดิมทีการปกครองท้องที่นั้นมีจุดเริ่มตั้นที่ชัดเจนมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ตรา พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116  พ.ศ. 2440 ได้กำหนดหน่วยการปกครองที่เล็กสุดโดยเริ่มจาก  หมู่บ้าน ตำบลและอำเภอ ต่อมาได้มีการตรา ข้อบังคับลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.117 เพิ่มเติมโดย มีสาระที่สำคัญคือการมีหน่วยการปกครองท้องที่ในระดับที่สูงขึ้นคือ การปกครองในระดับ “เมือง” และได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็น “จังหวัด” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2457 ได้มีการตรากฎหมายที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่[1] และได้นำมาใช้แทนฉบับ พ.ศ. 2440  การปกครองท้องที่ในช่วงแรกนี้ จึงมี ลักษณะการปกครองเฉพาะพื้นที่ในระดับต่างๆและเป็นยุคทองของการปกครองท้องที่ที่เข้มแข็งและอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเทศาภิบาล ที่ประกอบด้วย มลฑลเทศาภิบาลเป็นหน่วยการปกครองหลัก  และมีการปกครองเมือง ตำบล หมู่บ้าน เป็นการปกครองระดับลองลงมา 2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางการเมืองส่งผลต่อการปกครองท้องที่ได้ถูกลดบทบาทลง ในปี พ.ศ. 2475 ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางการเมืองได้ส่งผลต่อการบริหารการปกครองท้องที่อย่างรุนแรงและรัฐบาลในยุคนั้นมีเป้าหมายการแทนที่หน่วยการปกครองท้องที่ด้วยการบริหารงานแบบเทศบาลทั่วทั้งประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการประกาศ พระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 โดยแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินเป็น 3 ส่วนคือ ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น  ซึ่งสาระท่สำคัญคือ […]

181 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณ (Development of critical thinking)

การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณ (Development of critical thinking) ในการพัฒนาการคิดเชิงจารณญาณ  ผู้บริหาร บุคลากรหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนาตนเองเพื่อฝึกฝนนิสัยแห่งการเป็นนักคิดเชิงวิจารณญาณขึ้นมาได้ รายละเอียดมีดังนี้ พัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกโต้แย้งความคิดเห็นของตน ผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานต้องเป็นผู้มีใจที่เปิดกว้าง เผื่อใจไว้เสมอว่าสิ่งที่ตนคิดอ่าน ตัดสินใจอาจจะไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล และต้องมีการท้าทายความคิดเห็นของตนเองเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดและอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความเห็นของตน 2) พัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยเป็นผู้ที่เปิดใจกว้าง และไม่คิดว่าตนเองได้รับรู้หรือรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว ในความเป็นจริงของหน่วยงาน ยังคงมีหลายละเอียดในหลากหลายด้านที่เราอาจจะยังไม่รับรู้ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกองค์การ  และจากบุคคลต่างๆที่มีความหลากหลาย ทั้งทัศนคติ และความเป็นจริงต่างๆที่มีข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบและรับทราบจำนวนมาก  แต่ผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานควรเปิดใจเผื่อไว้ในสิ่งที่ตนไม่รู้ สิ่งที่คนอื่นอาจจะรู้มากกว่ายังคงมีอยู่  หรือยังคงมีสิ่งที่ยังไม่ค้นพบในหน่วยงาน 3) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกให้เป็นผู้มีความคิดรอบคอบไม่ด่วนสรุป    ผู้บริหารในองค์การภาครัฐ และนักปฏิบัติที่ดี ควรอุปนิสัยในการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง ด้วยความรอบจากปรากฏการณ์ต่างๆ ในองค์กรหรือหน่วยงาน โดยที่ไม่ควรด่วนสรุป เพราะจะทำให้การติดสินใจมีความคลาดเคลื่อนและผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริง 4) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกตนให้เป็นผู้มีจิตใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ผู้บริหาร และบุคลากรภาครัฐต้องเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเสมอ  และควรเป็นผู้ปรารถนาเสรีภาพทางความคิด ไม่มีข้อจำกัดทางความคิดจากกรอบประเพณี หรืออำนาจที่ทำให้ต้องเชื่อตามอย่างไม่มีเหตุผล การเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย จะทำให้สามารถดำรงรักษา หลักการ ความถูกต้องและเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจที่มีคุณภาพ รวมถึงดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและพิทักษ์ผลประโยชน์อันชอบธรรมของหน่วยงานได้ 5) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยแสวงหาความรู้เพื่อตอบข้อสงสัย […]

131 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

หลักเกณฑ์ในการประเมินการบริหารงานภาครัฐของ วิลเลียม ดันน์ (William Dunn.)

หลักเกณฑ์ในการประเมินการบริหารงานภาครัฐของ วิลเลียม ดันน์ (William Dunn: 1980) โดยการประเมินของภาครัฐทั่วไปอาศัยเกณฑ์การพิจารณาใน 6 ประการ ได้แก่ การประเมินประสิทธิผล  การประเมินประสิทธิภาพ  การประเมินความพอเพียง  การประเมินความเป็นธรรม  การประเมินการตอบสนองความต้องการ และการประเมินความเหมาะสม รายละเอียดมีดังนี้ เกณฑ์การประเมินผล ในการประเมินผลของภาครัฐมีเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในการพิจารณาที่สำคัญ 6 ประการ[1] ดังนี้ 1.1) การประเมินด้านประสิทธิผล มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการวัดผลในรูปของสินค้าและบริการ หรือจำนวนเงินที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานขององค์การ เช่น การสร้างสะพานลอยส่งผลต่อการลดลงของอุบัติเหตุ การทำถนนลาดยาง ดีกว่าการทำถนนด้วยดินลูกรัง เพราะทำให้การคมนาคมสะดวกและบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ 1.2) การประเมินด้านประสิทธิภาพ เป็นการพิจารณาที่ยึดหลักความประหยัดประกอบกัน โดยมีเหตุผลทางเศรษฐกิจและการบรรลุประสิทธิผลร่วมอยู่ด้วย เช่น ในการสร้างสะพานลอยของสองแห่ง ที่บรรลุวัตถุประสงค์ด้านอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน แห่งที่ใช้ต้นทุนในการสร้างต่ำกว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า หรือการใช้รถยนต์สองคันเดินทางไปที่ที่หมายเดียวกัน รถยนต์ ที่ใช้น้ำมันหรือระยะเวลาน้อยกว่า ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่า 1.3) การประเมินด้านความพอพียง เป็นการพิจารณาถึงผลของการดำเนินงานหรือให้บริการจากทางเลือกต่างๆ ของรัฐว่าผลของการให้บริการนั้น ได้ตอบสนองต่อประชาชนผ่านทางเลือกในการดำเนินการต่างๆแล้วผลสุดท้ายในการให้บริการนั้นตอบสนองได้พอเพียงและทั่วถึงเพียงใด 1.4) การประเมินด้านความเป็นธรรม เกี่ยวข้องกับหลักเหตุผลด้านกฎหมายและความเป็นธรรมของสังคม ซึ่งผลการดำเนินงานของรัฐนั้นจะต้องกระจายผลประโยชน์มาสู่ประชาชนกลุ่มต่างๆอย่างเท่าเทียม โดยพิจารณาจากความเป็นธรรมจากการดำเนินงานผ่านนโยบายต่างๆของรัฐ เช่น นโยบายด้านการศึกษา […]

595 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

(English) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับปัญหา (Basic Knowledge of the problem)

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 203 total views, no views today

203 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

(English) Critical Thinking

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 181 total views, no views today

181 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL

(English) ความคิด (Thinking) คืออะไร

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 175 total views, no views today

175 total views, no views today

By ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรวัฒน์ เมธาสุทธิรัตน์
DETAIL
TOP