อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์

(ภาษาไทย) AI ที่มีผลต่อการทำการตลาดออนไลน์

การที่จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการแบบเดิมจากออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์เท่านั้น จำเป็นต้องติดตามและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการตลาดในแต่ละช่วงเวลาด้วย   สำหรับทิศทางการตลาดของ Digital Marketing ในปี 2017 ถ้าใครติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงไอทีตลอดจนเรื่องราวของการตลาดออนไลน์ คงจับทางได้ว่าแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการใช้งานในเชิงไลฟ์สไตล์กำลังจะกลายเป็นช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น… Facebook Live มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คงมองถึงอนาคตไว้แล้วว่าเครื่องมือตัวนี้จะมีอิทธิพลต่อการตลาดออนไลน์ ถึงแม้ตอนที่เปิดตัว Live จะเป็นเพียงฟังก์ชันการใช้งานหนึ่งที่จะทำให้ผู้คนในเครือข่ายของ Facebook แชร์เรื่องราวระหว่างกันได้แบบเรียลไทม์ในรูปแบบวิดีโอ แต่จากนั้นไม่นานก็แสดงศักยภาพในการเป็นช่องทางการตลาดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ที่สำคัญสามารถประเมินผลตอบรับทางการตลาดไปจนถึงยอดขายได้ในทันที นอกจาก Facebook Live แล้ว ต้องติดตาม Live Video Streaming ช่องทางอื่นๆ ด้วยว่าต่อจากนี้ไปจะมีช่องทางใดที่สามารถใช้ประโยชน์ในทางการตลาดแบบนี้ได้อีกบ้าง Chatbot หลายปีก่อน Chatbot ยังไม่ฉลาดเท่าไรถามอย่างตอบอีกอย่าง ตอบผิดตอบเพี้ยนจนถูกล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน แต่วันนี้ Chatbot ซึ่งถูกพัฒนาตามแนวทางของ Artificial Interlligence หรือ A.I. ชาญฉลาดมากขึ้นแล้ว แอปพลิเคชันแชตทั้งหลายทั้ง LINE, Facebook Messenger, Twitter และอื่นๆ ต่างก็ให้ความสนใจที่จะนำมาต่อยอดกับบริการของตน เนื่องจากมีจุดเด่นที่เอื้อต่อการทำการตลาดคือ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่พลาดหรือตกหล่นในการตอบข้อสงสัยใดๆ จากลูกค้า อีกทั้งยังช่วยนำเสนอสินค้าและบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจได้อีกด้วย Augmented Reality ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แต่ได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ค่าย Nintendo นำมาประยุกต์ใช้ในการเล่นเกม Pokemon Go เมื่อปี 2016 […]

247 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

(ภาษาไทย) แนวโน้มของFintech

ฟินเทค (Fintech) เริ่มกลายเป็นคำที่พูดกันหนาหูในกลุ่มคนใช้เทคโนโลยี นั่นเพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อวงการการเงินในโลกปัจจุบันมากขึ้น ด้วยการผสานเทคโนโลยีเพื่อสร้างแพลตฟอร์มทางการเงินใหม่ ซึ่งไม่เฉพาะแค่ในประเทศ แต่หมายรวมถึงการเงินของทั้งโลกที่สามารถโอนไปมาระหว่างกันได้อย่างไร้ขีดจำกัด ภาพจาก http://thefinanser.com/2016/04/the-new-fintech-bank.html/แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถูกกระตุ้นด้วยการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซที่ก้าวเข้าสู่ยุคทองทางการค้าแล้วนั่นเอง แต่หากจะปฏิเสธการเรียนรู้หรือใช้งานฟินเทคให้เข้าถึงประโยชน์ของการใช้งานอย่างแท้จริง ก็น่าจะทำให้ระบบการเงินของไทยเสียผลประโยชน์จากการค้าในระบบอีคอมเมิร์ซอย่างประเมินค่าไม่ได้ และนั่นก็ทำให้รัฐต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง ก่อนที่เงินจะไหลเข้าไปในระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยที่รัฐไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด เทรนด์ของฟินเทคได้รับแรงกระตุ้นจากปัจจัยการชำระเงินออนไลน์และการโอนเงินไปมาระหว่างกัน เพื่อตอบสนองการใช้งานที่รวดเร็ว สะดวก และง่ายดายในการโอนเงินไปมาระหว่างกันแบบทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จากทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการฟินเทคเติบโต ด้วยเพราะตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานด้านการเงินของผู้คนทั่วโลก แพลตฟอร์มของการโอนเงินผ่านแอพพลิเคชันที่ประสบความสำเร็จมีให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง เช่น Transferwise ของอังกฤษหรือจะเป็น Ondesk ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีด้วยความสะดวกในการใช้งาน ความรวดเร็วของการโอนระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการโอนปกติเป็นอย่างมาก ซึ่งการลงทุนด้านการสร้างแพลตฟอร์มใหม่นี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีไม่น้อยกว่า 400-500 ล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้แนวโน้มการเกิดขึ้นของกระแสฟินเทคในปี 2560 มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ 1. แนวโน้มที่ธนาคารใหญ่จะเริ่มสนใจศึกษาระบบ Blockchain มากขึ้น ซึ่งนับเป็นหัวข้อใหญ่ในปี 2559 นี้ที่มีการพูดถึงแพลตฟอร์มการชำระเงินที่มีอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ด้วยความสามารถของการลดตัวกลาง แต่เรียกใช้ทรัพยากรแวดล้อมมาใช้งาน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้ธนาคารใหญ่เริ่มตื่นตัวในการเรียกหาข้อมูลของระบบ Blockchain มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากธนาคาร ทั้งการร่วมทุนเพื่อศึกษาดูงาน หรือแม้กระทั่งการตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลและศึกษาบริบทของฟินเทคอย่างจริงจัง โดยธนาคารราว 42 แห่งในทั่วโลกเริ่มมีการใช้งานระบบ Blockchain ในการให้บริการลูกค้านับตั้งแต่ปี 2559 […]

180 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

(ภาษาไทย) เทคโนโลยี Blockchain คืออะไร

จากความเคยชินในการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ เทคโนโลยี Blockchain (อ่านว่าบล็อกเชน) นั้นอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณคุ้นเคย กล่าวโดยวิกิพีเดีย ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ผู้คนสามารถที่จะเขียนหรือบันทึกเรื่องราวต่างๆได้ และผู้คนอื่นๆอีกมากมายสามารถที่จะควบคุมวิธีที่เรื่องราวต่างๆเหล่านี้จะถูกเพิ่มเติมและอัพเดต ไม่ต่างกับวิกิพีเดียที่ไม่ได้ถูกแก้ไขหรือเขียนโดยคนๆเดียว แต่อย่างไรก็ตาม หากจะอธิบายให้ลึกลงไปกว่านั้น ความแตกต่างของสองสิ่งนี้อาจจะยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน ในขณะที่สองสิ่งนี้ถูกรันอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เนต แต่วิกิพีเดียนั้นถูกสร้างอยู่บนระบบ World Wide Web (WWW) ซึ่งตั้งอยู่บนเซอเวอร์แบบที่ใช้กันทั่วไป โดยผู้ใช้งานที่มี permission (สิทธิ์ในการแก้ไขหรือดูบทความ) อยู่บนระบบนั้นๆสามารถที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนวิกิพีเดียที่เก็บอยู่บนเซอเวอร์ได้ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้งานเปิดเข้าไปใช้งานหน้าต่างของวิกิพีเดียนั้น พวกเขาจะได้อ่านเวอร์ชันที่คัดกรองแล้วของบทความบนวิกิพีเดีย ในขณะที่ permission ในการควบคุมฐานข้อมูลนั้นยังตกอยู่กับวิกิพีเดีย ซึ่งอนุญาตให้อำนาจในการควบคุมทุกอย่างนั้นตกอยู่ในศูนย์กลาง เบื้องหลังของวิกิพีเดียนั้นก็เหมือนกับฐานข้อมูลส่วนกลางที่ถูกป้องกันอย่างแน่นหนา เฉกเช่นเดียวกับระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาล ธนาคาร และบริษัทใหญ่ๆที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ วิกิพีเดียจะเป็นผู้ควบคุมระบบส่วนกลางนี้ รวมไปถึงการอัพเดทระบบและการป้องกันการโจมตีจาก hacker ในขณะเดียวกันนั้น ระบบฐานข้อมูลของเทคโนโลยี Blockchain กลับมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยนี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เจ้าบล็อคเชนนี้แตกต่างจากฐานข้อมูลอื่นๆทั่วไป ในวิกิพีเดีย เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เวอร์ชันที่คัดกรองแล้ว’ มันคือบทความที่ผ่านการแก้ไขไปมาของผู้เข้ามาใช้งาน จนบทความนั้นมีข้อมูลล่าสุดและพร้อมให้ผู้คนอ่านได้แล้ว ในกรณีของ Blockchain ทุกๆ node (เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกในเครือข่าย Blockchain) ในเครือข่ายจะได้ข้อมูลเดียวกันมา […]

237 total views, 1 views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

(ภาษาไทย) ฺBig Data และความยั่งยืนในบริษัท

 Big Data มีส่วนในการสร้างความยั่งยืนของบริษัทได้อย่างไร   ที่มาภาพ: https://promoaffinity.com/2014/05/07/walmart-ticket-de-caisse-digital-et-big-data/ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมและโลกปัจจุบัน มีความสำคัญอย่างยิ่งที่องค์กรต่างๆ จะต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และความสามารถที่จะปรับตัวให้เท่าทันอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และวางแผนได้อย่างถูกต้อง ตรงกับวิสัยทัศน์ขององค์กรและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ยิ่งในปัจจุบันที่เป็นยุคแห่ง big data มีข้อมูลอยู่มากมาย องค์กรที่สามารถใช้ข้อมูล insight เหล่านี้มาเปลี่ยนเป็น action ที่ตรงใจผู้เกี่ยวข้องได้มากที่สุด จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างจุดแข็งและความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลอดจนนำองค์กรสู่การพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ Bigdataexperience.org ได้อธิบายถึงความหมายของ big data ไว้ว่า คือลักษณะข้อมูลทุกอย่างที่เราเก็บไว้ในบริษัทของเรา ไม่จำกัดว่าต้องเป็นในรูปแบบไหนหรือเป็นประเภทใด โดยลักษณะของข้อมูลที่ถือว่าเป็น big data ได้นั้น จะประกอบไปด้วย 3V ได้แก่ Volume คือ ปริมาณข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจนไม่สามารถเก็บหรือประมวลผลในรูปแบบวิธีการเดิมๆ ได้, Velocity คือ ความเร็ว นั่นคือข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา, และสุดท้าย Variety คือ ข้อมูลที่มีความหลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างมากในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ จึงสามารถเก็บข้อมูลในลักษณะต่างๆ ไว้ได้อย่างมากมายมหาศาลและนำข้อมูลหรือ big data เหล่านี้มาทำ data […]

329 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

(ภาษาไทย) โอกาสของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจบริการผู้สูงอายุ

    ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การใช้จ่ายของผู้สูงอายุมีขนาดราว 15 % ของ GDP จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุค baby boom ประกอบกับอัตราการเพิ่มของประชากรที่ลดลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลายเป็นประชากรที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 สัดส่วนของผู้สูงอายุต่อประชากรในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 23% หรือประมาณ 240 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 1990 นั่นหมายถึงกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคในอนาคต ทั้งนี้ ในปี 2013 ขนาดของเม็ดเงินใช้จ่ายของผู้สูงอายุในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีมูลค่าประมาณ 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้นปีละ 6% ซึ่งตลาดที่ค่อนข้างใหญ่นี้สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและจะส่งผลให้มีการเกิดของโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่มุ่งหวังที่จะเข้ามาจับตลาดกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น ตลาดที่ขยายตัวจากผู้สูงอายุส่งผลให้เกิดธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะเจาะจง สำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น ความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุประกอบกับการขยายตัวของเม็ดเงินใช้จ่ายส่งผลให้เกิดธุรกิจบริการใหม่ๆ ซึ่งเห็นได้ในต่างประเทศที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุหลังเกษียณโดยเฉพาะ เช่น ธุรกิจตัวแทนหางานสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการหารายได้หลังจากเกษียณ ธุรกิจบริการด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่เข้าไปตรวจเช็คถึงในที่พักอาศัย ธุรกิจบริการขับรถรับส่งคนชราที่ดัดแปลงรถรับส่งให้มีความเหมาะสมและเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนชราโดยเฉพาะ ธุรกิจผู้อำนวยความสะดวกในการถือของในห้างสรรพสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถถือของหนักได้ นอกจากนั้นยังมีกองทุนวางแผนเงินสำรองเลี้ยงชีพที่คอยให้คำปรึกษาสำหรับคนวัยทำงานและผู้สูงอายุที่ต้องการเกษียณตัวในต่างประเทศ เป็นต้น […]

366 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

ความท้าทายของ Digital Economy ของประเทศไทย

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 295 total views, no views today

295 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

ธุรกิจขนส่งในเมืองไทยกับการเติบโตของ e commerce

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 314 total views, no views today

314 total views, no views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบายการค้าแบบกีดกันจากสหรัฐ

มีเนื้อหาเฉพาะภาษาอังกฤษ กรุณาเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษ 225 total views, 1 views today

225 total views, 1 views today

By อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์ | อาจารย์ อัจฉรีย์ ลิมปมนต์
DETAIL
TOP