(ภาษาไทย) ชนบทไทย

ชนบทไทย

 ความหมายของชนบท คำว่า “ชนบท” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542  ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง บ้านนอก เขตแดนที่พ้นจากเมืองหลวงออกไป                ชนบท หมายถึง ส่วนที่อยู่นอกเขตเมืองหรือเขตเทศบาล เป็นเขตแดนที่พ้นจากเมืองหลวง ออกไป มีประชากรที่เลี้ยงชีพด้วยการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ มีระเบียบสังคมที่สอดคล้องกับลักษณะชุมชนแบบหมู่บ้าน ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก้อน หรือกระจัดกระจายตามลักษณะภูมิประเทศหรือตามประเพณีนิยม มีความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าในเมือง (http://th.wikipedia.org/wiki เข้าถึงเมื่อ 28 กันยายน 2556) ชนบท หมายถึง บริเวณหรือพื้นที่ที่อยู่นอกเขตสุขาภิบาลหรือเขตเทศบาล (ส่วนวิจัยและพัฒนา สำนักมาตรฐานอุดมศึกษา สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย, 2538) ชนบท (rural) หมายถึง เขตที่ตั้งอยู่นอกตัวเมือง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามสภาพพื้นที่ตั้งกับประชาชนที่อยู่ในชนบทนั้น    ชนบทแต่ละแห่งย่อมมีความแตกต่างกันไปทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง และความเป็นอยู่ของชาวชนบท สังคมมีขนาดเล็กและล้าหลัง มีลักษณะดังนี้ เป็นชุมชน (Gemeinsoaft), สังคมชาวบ้าน (Folk), สังคมประเพณี (Traditional), สังคมชนบท (Rural), สังคมเกษตร (Agricultural), สังคมด้อยพัฒนา (Underdevelopment), สังคมกำลังพัฒนา (Developing) สังคมรอบนอก (Periphery) และชนบท (Rural) (สุรพล เศรษฐบุตร http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&frm=s&frm= 1&source=web&cd=8&ved=0CFIQFjAH&url=http%3A%2F%2Fagecon-extens. agricmu.ac.th เข้าถึงเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2556) ในรายงานการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ชนบทศึกษาในบริบทการพัฒนาประเทศ ของส่วนวิจัยและพัฒนา สำนักมาตรฐานอุดมศึกษา สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เมื่อ ธันวาคม 2538 หน้า 10 ได้สรุปไว้ว่า ชุมชนชนบท คือสังคมเกษตรกรรมที่
  1. ด้อยโอกาสทางการศึกษา ข่าวสาร และบริการจากรัฐ
  2. หนี้สินเกิดจากความล้มเหลวของระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ตนเองขาดทักษะและความพร้อม
  3. พื้นที่ทำกินยากต่อการฟื้นฟู หรือปรับปรุง
  4. พื้นที่ทำกินจำกัด
  5. ขาดแคลนแหล่งน้ำและทรัพยากรป่าไม้
  6. ไม่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีการเกษตรของรัฐอย่างเต็มที่
  7. ไม่มีกำลังต่อรองด้านราคาพืชผล
  8. ความต้องการด้านอาหารและรายได้ไม่สามารถได้มาจากระบบการผลิตที่เป็นอยู่
จากความหมายตามพจนานุกรม และความหมายที่นักวิชาการหลายๆ ท่านได้ให้ไว้ข้างต้น อาจสรุปความหมายของชนบทได้ 2 นัย ดังนี้               นัยแรก ชนบท หมายถึง พื้นที่ที่อยู่นอกเขตเมือง หรือนอกเขตเทศบาล ซึ่งยังมีความเจริญทางด้านวัตถุไม่มากนัก               นัยที่สอง ชนบท หมายถึง เขตที่มีความเจริญน้อย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการรวมกลุ่มกันเป็นสังคมขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นชุมชน สังคมชาวบ้าน, สังคมด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงชนบท จึงต้องพิจารณาทั้งสภาพพื้นที่ คน ชุมชน และสังคม ด้วย 1. สภาพพื้นที่ชนบทไทย พื้นที่ชนบทไทยส่วนใหญ่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง คือมีต้นไม้ ป่าไม้ ทุ่งนา ภูเขา ห้วย หนอง บึง เล็กๆ หลายแห่ง เมื่อก่อนถนนหนทางยังไม่ค่อยสะดวกนัก การคมนาคมในพื้นที่ชนบทจึงไม่ค่อยสะดวก แต่ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ได้สร้างถนนหนทางเข้าไปในหมู่บ้านตามชนบทต่างๆ เพิ่มขึ้น ทำให้การเดินทางในชนบทสะดวกขึ้น สภาพป่าไม้ในชนบทแต่ละพื้นที่อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในป่าลึก หรืออยู่ใกล้ชุมชน ถ้าอยู่ในป่าลึกหลายพื้นที่ก็ยังคงมีต้นไม้ใหญ่ค่อนข้างหนาแน่น ถ้าอยู่ใกล้ชุมชนหลายแหล่งก็จะมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม ยกเว้นป่าชุมชนในบางพื้นที่ที่คนในชนบทได้ร่วมกันอนุรักษ์ ดูแลผืนป่าให้คงอยู่ในสภาพอุดมสมบูรณ์เพื่อเป็นสมบัติให้ชนรุ่นต่อไป ในขณะเดียวกันทุ่งนาในชนบทแต่ละพื้นที่ก็อาจจะแตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน เช่นทุ่งนาในเขตชลประทานก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ และแต่ละปีสามารถทำนาได้ 2 ถึง 3 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ชนบทในเขตภาคกลาง ส่วนชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานเนื่องจากเป็นที่ดอนยากแก่การทำระบบชลประทาน ทุ่งนาก็จะอุดมสมบูรณ์น้อยกว่า และสามารถทำนาได้เฉพาะในฤดูฝนปีละครั้งเท่านั้น ส่วนชนบทในภาคใต้ ซึ่งมีฝนตกชุ่มเกือบตลอดทั้งปีพื้นที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสวนยางพาราที่ชาวใต้ยึดเป็นอาชีพ จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าสภาพพื้นที่ของชนบทส่วนใหญ่ยังแวดล้อมด้วยธรรมชาติ เช่นต้นไม้ ภูเขา และแหล่งน้ำมากกว่าในเมือง 2. ลักษณะสังคมชนบทไทย นักวิชาการหลายท่าน ได้สรุปลักษณะสังคมชนบทไทยไว้คล้ายๆ กัน ได้แก่ สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรเพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพทางการเกษตร  ดังนั้นสังคมชนบทจึงจัดได้ว่า เป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย ลักษณะทั่วไปของสังคมชนบทไทยจะมีลักษณะ ดังนี้  (1)  ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญของเศรษฐกิจ  เป็นทั้งหน่วยการผลิตและหน่วยบริโภค  สิ่งของเครื่องใช้และอาหารจะผลิตขึ้นใช้เอง  และยังมีภาระหน้าที่อื่นๆ เช่น  ถ่ายทอดความรู้ทางอาชีพ  อบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรมให้แก่สมาชิกในครอบครัว  เป็นต้น    (2)  สมาชิกของครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น  สมาชิกในชุมชนจะให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน  มีการติดต่อกันแบบเป็นกันเอง เอื้อเฟื้อและจริงใจต่อกัน   (3)  ลักษณะของครอบครัวเป็บแบบครอบครัวขยาย สมาชิกประกอบด้วยหลายๆ ครอบครัว  ซึ่งเป็นเครือญาติกัน  มาอยู่รวมในครัวเรือนเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน   (4)  วัดเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา เป็นแหล่งสำคัญในการให้การศึกษาและอบรมาบ่มนิสัยแก่ประชาชน ค่านิยมในเรื่องคุณความดีทางศาสนาเป็นตัวควบคุมความประพฤติของคนในชุมชน    (5)  ชาวชนบทส่วนใหญ่ยึดมั่นอยู่กันประเพณีเดิมเป็นอย่างดี ไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง   (6)  ชาวชนบทจะพึ่งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้ผูกพันกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ไสยศาสตร์  โชคลาง  หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ   (7)  ชาวชนบทส่วนใหญ่จะยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนทางศาสนาและเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน  เช่น  งานบวช  งานศพ  และงานบุญต่างๆ   (8)  ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับความหนาแน่นของประชากรในเมือง https://sites.google.com/site/social54131108024/bth-thi2/hawkhx-yxy1-1 เข้าถึงเมื่อ 28 กันยายน 2556 ชนบทไทยยังเป็นสังคมเกษตร  (พรทิพย์ โภไคยอุดม, 2546 หน้า 46) ชาวชนบทส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, 2550 หน้า 121)  ขนาดของชุมชนส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมมาเป็นเวลานาน จึงทำให้คนในชุมชนรู้จักคุ้นเคยกัน และยังสามารถพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้ เช่นการเก็บผัก หักฟืน หาปลา ทำให้ค่าครองชีพต่ำ ความเจริญและเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังไม่ทั่วถึง มีการรวมตัวกันง่ายกว่าชุมชนเมือง ซึ่งมีกลุ่มอาชีพผลประโยชน์แตกต่างกัน (http://www.google.co.th/url?sa-agecon-extens.agri.cmu.ac.th%2FCourse_online เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2556)  ส่วนลักษณะครอบครัวในชนบทจะเป็นแบบครอบครัวขยาย มีพ่อแม่ ปู่ย่าหรือตายาย ลูก หลาน รวมอยู่ในบ้านเดียวกัน หรือบริเวณเดียวกัน 3. ลักษณะของคนในชนบท จากสภาพพื้นที่ชนบทที่ยังมีความเป็นธรรมชาติสูง และลักษณะของสังคมชนบทไทยดังกล่าว ประกอบกับชาติพันธุ์ของคนชนบทแต่ละแห่งซึ่งมักจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน หล่อหลอมให้คนชนบทมีลักษณะเฉพาะที่น่าชื่นชมคล้ายคลึงกันในหลายประการได้แก่ การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน การมีความขยัน อดทน รับผิดชอบ  และการให้ความเคารพและให้เกียรติผู้อาวุโส ดังนี้
  1. การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน  คนในชนบทไทยเป็นคนมีน้ำใจคอยดูแลใส่ใจกันโดยเฉพาะคนบ้านใกล้เรือนเคียง หากใครมีเรื่องเดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยากก็จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลเสมือนหนึ่งทุกคนเป็นญาติพี่น้องกัน แม้ในปัจจุบันภาพเหล่านี้ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอจากสื่อมวลชน เช่น จากสารคดีที่นำเสนอชีวิตคนชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง หลายคนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือหารายได้ไม่พอยังชีพ ก็จะมีเพื่อนบ้านนำข้าวปลาอาหารมาแบ่งปันให้อยู่เสมอ และแม้กระทั่งคนต่างถิ่นที่ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านก็จะได้รับการช่วยเหลือ ดังคำกล่าวที่ว่า “น้ำใจไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” หรือนอกจากนี้ แม้ในการประกอบอาชีพคนชนบทก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว แต่ปัจจุบันอาจจะเหลือน้อยเนื่องจากความจำเป็นในการหาเลี้ยงชีพของแต่ละคน และมีรถเกี่ยวข้าวรับจ้างที่สามารถเกี่ยวข้าวเป็นสิบๆ ไร่ในวันเดียว
  2. การมีความขยัน อดทน รับผิดชอบ ลักษณะเหล่านี้พิจารณาได้จากชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพของคนในชนบท เช่น การตื่นนอนแต่เช้า และขยันอดทนในการประกอบอาชีพ ดังที่ปรากฏในเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเพลงลูกทุ่งที่ว่า “ตื่นนอนก่อนไก่ แบกคันไถหลังโกง” นอกจากนี้คนชนบทส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ บางปีฝนแล้งทำให้เรือกสวน ไร่นา ต้องประสบภัยแล้ง บางปีปริมาณน้ำมากเกินจนน้ำท่วม ชาวชนบทก็ไม่ย่อท้อ สู้อดทนขยัน ต่อสู้เพื่อครอบครัวตลอดมา เสร็จจากงานในไร่นา ก็ออกหากุ้ง หอย ปู ปลา เก็บผัก หักฟืน สำหรับบริโภคในครอบครัว ถ้าได้มามากก็จะแบ่งปันเพื่อนบ้านด้วย เมื่อว่างจากงานในไร่นา ชาวชนบทส่วนหนึ่งก็จะไปรับจ้างขายแรงงานในเมือง ส่วนหนึ่งก็จะไปช่วยงานวัด งานประเพณีหรืองานบุญในชุมชน ส่วนแม่บ้านในชนบทนอกจากรับผิดชอบงานในบ้าน ช่วยงานในเรือกสวน ไร่ นา แล้ว ยังหาอาชีพเสริมต่างๆ เช่น ทอผ้า ทอเสื่อ จักสาน หรือทำดอกไม้ประดิษฐ์ไปจำหน่าย เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอีกด้วย
  3. การให้ความเคารพและให้เกียรติผู้อาวุโส ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของคนชนบทคือการเคารพเชื่อฟังและให้เกียรติผู้อาวุโสเนื่องจากเห็นว่าผู้อาวุโสมีประสบการณ์ที่ดีกว่า ดังคำกล่าวที่ว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” และเป็นผู้ที่หวังดีเสมอกับลูกหลาน ดังนั้นในการจะดำเนินการใดที่เป็นเรื่องสำคัญจึงมักจะปรึกษาผู้อาวุโส หรือเชิญผู้อาวุโสมาเป็นที่ประธาน หรือเป็นผู้เริ่มดำเนินการเป็นคนแรก เช่น การโกนผมนาค การผูกข้อมือในงานสมรส หรืองานบายศรีสู่ขวัญ การแสดงความเคารพผู้อาวุโสจะพบเห็นในเทศกาลสงกรานต์ ที่มีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโส และโดยเฉพาะในอดีต การเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มักจะนิยมเลือกผู้อาวุโสที่ตนเคารพนับถือในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันด้วยหลายๆ เหตุผล เราจะพบเห็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่อายุยังไม่มากเพิ่มมากขึ้น
4. ลักษณะของบ้านในชนบท                 ลักษณะบ้านในชนบทอาจจะแตกต่างกันออกไปบ้างในแต่ละภาค สิ่งที่ควรพิจารณาความสำคัญของบ้าน คือ รูปแบบของบ้าน หน้าที่ของบ้าน วัสดุที่ใช้สร้างบ้าน บริเวณบ้าน และรั้วบ้าน ปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่อาจเป็นตัวกำหนดลักษณะบ้านในสังคมชนบท (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข, 2550 หน้า 130 – 131) คือ
  1. ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม เนื่องจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบทแต่ละภาคแตกต่างกัน การสร้างบ้านจึงขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของชาวชนบทแต่ละภาค แต่ปัจจุบันการสร้างบ้านในชนบทได้เลียนแบบการสร้างบ้านในเมืองมากขึ้น
  2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ บ้านในสังคมชนบทภาคกลางและภาคเหนือนิยมสร้างแบบมีใต้ถุนสูง เพื่อป้องกันน้ำท่วม
  3. วัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างบ้าน ส่วนหนึ่งนำมาจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในพื้นที่หรือในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้าน เช่น ใช้ไม้เนื้ออ่อนเป็นพื้นบ้าน หรือฝาบ้านการยกพื้นเรือน หรือพื้นบ้านให้มีใต้ถุนสูง นอกจากเพื่อป้องกันน้ำท่วมถึง แล้วยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกหลายประการ (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 13 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2533 หน้า 11) คือ เพื่อให้มีความปลอดภัยจากสัตว์ร้ายหรือคนร้ายในเวลาค่ำคืน  ใช้ใต้ถุนเป็นที่เก็บของและเครื่องใช้เกี่ยวกับการเกษตร หรือใช้เป็นที่ประกอบอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น ทำร่ม ทอผ้า ทอเสื่อ ปั่นฝ้าย ตำข้าว พักผ่อนในเวลากลางวัน เลี้ยงสัตว์ จัดงานประเพณี เป็นต้น
นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในที่นี้ผู้เขียนเห็นว่ายังมีปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีส่วนในการกำหนดลักษณะของบ้านในชนบทนั่นก็คือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ที่ทำให้ลักษณะของบ้านในชนบทอาจแตกต่างกันออกไปบ้าง นั่นก็คือหากฐานะทางเศรษฐกิจดีบ้านก็จะมีขนาดใหญ่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านหลากหลาย แต่หากมีฐานะยากจนบ้านก็จะมีขนาดเล็ก วัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างบ้าน ส่วนใหญ่นำมาจากสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในพื้นที่ และขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก

บรรณานุกรม

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และพรพิไล เลิศวิชา “วัฒนธรรมหมู่บ้านไทย” กรุงเทพฯ: บริษัทอทิตตา พริ้นติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, 2537 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 พรทิพย์ โภไคยอุดม “รายงานการวิจัย ชนบทศึกษา: การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ผสานแนวพุทธ” สำนักงานจัดการศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546 สมศักดิ์ ศรีสันติสุข “สังคมวิทยาชนบท แนวคิดทางทฤษฎีและแนวโน้มในสังคม” กรุงเทพฯ:  บริษัท เอ็กซเปอร์เน็ท จำกัด, 2550 ส่วนวิจัยและพัฒนา สำนักมาตรฐานอุดมศึกษา สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย “รายงานการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ชนบทศึกษาในบริบทการพัฒนาประเทศ”, ธันวาคม 2538 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 13 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2533  

1,361 total views, 2 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.