(ภาษาไทย) การจัดทำงบประมาณของประเทศไทย

แนวปฏิบัติในการจัดทำงบประมาณของประเทศไทย ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าเมื่อจะเริ่มจัดทำงบประมาณประจำปี สำนักงบประมาณจะจัดทำปฏิทินงบประมาณและข้อแนะนำในการจัดทำงบประมาณประจำปีนั้นๆ เพื่อแจ้งให้ส่วนราชการต่างๆ ทราบ ปกติจะจัดทำปฏิทินงบประมาณและแจ้งส่วนราชการประมาณต้นเดือนพฤศจิกายนในแต่ละปี ซึ่งปฏิทินงบประมาณเป็นใบแจ้งกำหนดเวลาในการจัดทำงบประมาณของฝ่ายบริหารโดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงเวลาและกิจกรรมที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและและหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนจบและเสร็จตามกำหนดการที่กำหนดไว้ในปฏิทินงบประมาณ การที่ต้องจัดทำปฏิทินงบประมาณนั้นก็เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสถาบันการคลังต่างๆ เช่น สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรีได้ทราบว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องปฏิบัติและยังใช้ปฏิทินงบประมาณเป็นเครื่องมือในการติดตามเร่งรัดการจัดทำงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ทั้งนี้เพราะในแต่ละปีจะมีเวลาในการจัดทำงบประมาณเพียง 9 เดือน หากกิจกรรมใดๆ จัดทำล่าช้าไปจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ……ต่อรัฐสภาได้ภายในระยะเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ ในการแจ้งปฏิทินงบประมาณนั้น สำนักงบประมาณจะมีหนังสือแจ้งข้อแนะนำในการจัดทำ งบประมาณทั้งในด้านรายได้และรายจ่ายให้รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ เช่น ในปีงบประมาณ 2561 นั้น ปฏิทินงบงบประมาณจะเริ่มในวันที่ 11 ตุลาคม 2559 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561และจะไปสิ้นสุดในวันที่ 7 กันยายน 2560 จากนั้นสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2561 ขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณมีกิจกรรมหลักที่จะต้องดำเนินการ 3 กิจกรรม ได้แก่ การจัดทำงบประมาณ การอนุมัติงบประมาณของรัฐสภา และการบริหารและการควบคุมงบประมาณ โดยแต่ละกิจกรรมมีวิธีปฏิบัติโดยสรุปดังนี้ 1. การจัดทำงบประมาณ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะเริ่มต้นที่ส่วนราชการเจ้าของงบประมาณต่างๆ โดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐอื่นจะจัดทำแผนงานประจำปี แล้วแปลงแผนงานประจำปีออกเป็นความต้องการเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายตามที่ส่วนราชการนั้นๆ เห็นสมควร เมื่อส่วนราชการพิจารณาแผนดำเนินงานและงบประมาณรายจ่ายแล้ว ก็จะจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณตามความต้องการของส่วนราชการภายในวงเงินที่สำนักงบประมาณจัดสรรให้ แล้วส่งให้สำนักงบประมาณผ่านกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาคำของบประมาณรายจ่าย จากนั้นสำนักงบประมาณโดยกองจัดทำงบประมาณด้านต่างๆ ที่รับผิดชอบจะพิจารณารายละเอียดคำของบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐอื่น การพิจารณารายละเอียดคำของบประมาณดังกล่าวนักวิเคราะห์งบประมาณจะร่วมพิจารณารายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ เมื่อได้ข้อยุติแล้วก็จะนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงบประมาณ คณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีจะพิจารณากลั่นกรองงบประมาณรายจ่ายที่กองวิเคราะห์ต่างๆ เสนอมาจนครบทุกส่วนราชการ เมื่อพิจารณากลั่นกรองคำของบประมาณให้อยู่ในกรอบของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้นตามที่ประมาณการไว้แล้ว สำนักงบประมาณก็จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง แล้วเสนองบประมาณรายจ่ายที่จำแนกเป็นกระทรวง กรม แผนงาน งาน/โครงการ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว สำนักงบประมาณจะมีหนังสือเวียนแจ้งให้ส่วนราชการจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐอื่นแล้วจะพิจารณาทบทวนรายละเอียดเกี่ยวกับงานที่จะทำ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับงานที่จะทำ ซึ่งอาจจะมีการตัดทอนหรือปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในขั้นนี้ได้ จากนั้นก็จะดำเนินการจัดพิมพ์เอกสารร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.ศ. ……เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ในการจัดทำงบประมาณนั้นจะจัดทำในสองส่วน คือ ในส่วนของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณกับในส่วนของสำนักงบประมาณ ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้ 1.1 การจัดทำงบประมาณของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ การที่จะให้งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และก่อให้เกิดผลดีที่สุดเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐอื่นผู้ใช้งบประมาณเป็นสำคัญ กล่าวคือ หากส่วนราชการผู้ใช้งบประมาณได้คำนึงถึงว่าในขณะที่ประเทศมีทรัพยากรอันจำกัด แต่มีความจำเป็นหลายอย่างหลายประการที่รัฐจะต้องดำเนินการเพื่อพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศอันเกินกำลังของทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว ส่วนราชการต่างๆ ก็ย่อมจะเสนอของบประมาณในลักษณะที่ประหยัดต่อการใช้ทรัพยากร และใช้จ่ายงบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกทั้งยังเป็นการของบประมาณเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยนัยกลับกัน หากส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานภาครัฐอื่นผู้ใช้งบประมาณคำนึงถึงแต่การขยายงานของตน แย่งยอดงบประมาณของหน่วยงานตนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่คำนึงถึงว่าประเทศมีทรัพยากรอันจำกัดและยังมีความจำเป็นอีกมากมายหลายอย่างที่รัฐบาลจะต้องจัดทำแล้ว ผลประโยชน์ของรัฐที่จะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการผู้ใช้อาจะเป็นไปในลักษณะได้ไม่คุ้มเสียและใช้จ่ายงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้ ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เจ้าของงบประมาณเป็นผู้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งในการจัดทำคำขอและใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน การจัดทำงบประมาณของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณมีฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ได้แก่ (1) หน่วยปฏิบัติการหรือหน่วยเจ้าของงาน/โครงการ ในการเตรียมงบประมาณในระดับนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับงานหรือโครงการจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาทั้งในด้านหลักการและรายละเอียดต่างๆ – การพิจารณาทางด้านหลักการ โดยจะดำเนินการ – กำหนดขอบเขตของงาน/โครงการที่จะต้องดำเนินการ – กำหนดวัตถุประสงค์ของงานหรือโครงการ – กำหนดวิธีการที่จะต้องดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด – พิจารณาลำดับความสำคัญของงานหรือโครงการ – พิจารณาขีดความสามารถของหน่วยงานในการดำเนินการ – กำหนดแผนความต้องการทรัพยากร – กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน/โครงการ – การพิจารณารายละเอียด ได้แก่ การพิจารณาว่าปริมาณงานที่จะทำเหมาะสมหรือไม่ กำลังคน เครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีอยู่เดิมเพียงพอหรือไม่ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กำหนดเหมาะสมและใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือไม่ ฯลฯ เมื่อดำเนินการตามวิธีการดังกล่าวแล้วหน่วยปฏิบัติของสำนักงบประมาณจะจัดทำคำของบประมาณให้เป็นไปตามแบบที่งบประมาณกำหนด ส่งให้หน่วยงบประมาณของส่วนราชการดำเนินการต่อไป (2) หน่วยงบประมาณของแต่ละส่วนราชการ จะรวบรวมคำของบประมาณของหน่วยปฏิบัติการหรือเจ้าของโครงการให้เข้าเป็นหมวดหมู่ตามงานหรือแผนงานเดียวกัน แล้วจะเสนอคำของบประมาณต่อหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป (3) หัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ ในการพิจารณาคำของบประมาณของหน่วยงานในสังกัดของส่วนราชการนั้นๆ หัวหน้าส่วนราชการมักจะใช้คณะกรรมการพิจารณางบประมาณเป็นการเฉพาะ หรืออาจใช้ที่ประชุมฝ่ายบริหารของส่วนราชการเพื่อพิจารณาก็ได้ โดยจะดูความซ้ำซ้อนของงาน วิธีการดำเนินงานมีความเหมาะสมหรือไม่ การจัดลำดับความสำคัญเหมาะสมแล้วหรือยัง การขอใช้ทรัพยากรในทุกๆ ส่วนเหมาะสมแล้วหรือไม่ ฯลฯ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็จะมอบหมายให้หน่วยงบประมาณจัดทำคำของบประมาณของส่วนราชการนั้นๆ แล้วเสนอกระทรวงพิจารณาและส่งให้สำนักงบประมาณต่อไป (4) รัฐมนตรีเจ้าของกระทรวง จะเกี่ยวข้องในสองส่วน ส่วนแรก จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายแล้วให้ส่วนราชการในสังกัดกำหนดแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ และจัดทำคำของบประมาณ ส่วนที่สองจะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยสั่งการ โดยเฉพาะในเรื่องการแบ่งสรรงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณที่กระทรวงได้รับให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด 1.2 การจัดทำงบประมาณของสำนักงบประมาณ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไว้ใน หมวดที่ 1 อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ มาตรา 6 อำนาจหน้าที่จัดทำงบประมาณไว้ ดังนี้ (1) เรียกให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเสนอประมาณการรายรับและรายจ่ายตามแบบและหลักเกณฑ์ พร้อมด้วยรายละเอียดตามที่ผู้อำนวยการกำหนด (2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ (3) กำหนด เพิ่ม หรือลดเงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงาน และตามกำลังเงินของแผ่นดิน (4) กำหนดระยะเวลาของเงินประจำงวด จะเห็นได้ว่าอำนาจหน้าที่ในการจัดทำงบประมาณของประเทศนั้นอยู่ที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนเดียว แต่ในทางปฏิบัติผู้อำนวยการสำนักงบประมาณย่อมจัดทำงบประมาณแต่เพียงลำพังไม่ได้ ต้องมอบหมายให้นักวิเคราะห์งบประมาณระดับต่างๆ คณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณจัดทำและพิจารณางบประมาณเป็นผู้ดำเนินการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย แนวทาง วิธีการและหลักเกณฑ์ในการจัดทำงบประมาณ และมอบหมายให้นักวิเคราะห์งบประมาณในระดับปฏิบัติเป็นผู้จัดทำ แต่จะมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณในคณะกรรมการพิจารณางบประมาณ และทำหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และนักวิเคราะห์งบประมาณให้จัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบาย แนวทาง วิธีการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และจะทำหน้าที่ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณากำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี รวมทั้งการชี้แจงข้อเสนองบประมาณต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอีกด้วย โดยปกติสำนักงบประมาณจะเริ่มจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อนส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ กล่าวคือ จะพิจารณากำหนดปฏิทินงบประมาณและข้อแนะนำในการจัดทำงบประมาณ ประมาณกลางเดือนตุลาคมในแต่ละปีเพื่อแจ้งส่วนราชการต่างๆ ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน และจะเตรียมการในการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมทั้งแนวทาง วิธีการและหลักเกณฑ์ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของสำนักงบประมาณในเวลาไล่เลี่ยกัน การจัดทำและพิจารณางบประมาณของนักวิเคราะห์งบประมาณ นักวิเคราะห์งบประมาณจะเป็นเจ้าหน้าที่ขั้นต้นที่ทำหน้าที่พิจารณาคำของบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาครัฐอื่น โดยจะดำเนินการใน 2 ส่วน คือการวิเคราะห์เพื่อกำหนดวงเงินงบประมาณ และการวิเคราะห์งบประมาณเพื่อจัดทำรายละเอียดงบประมาณ กล่าวคือ ส่วนแรก การวิเคราะห์เพื่อกำหนดวงเงิน ในส่วนนี้นักวิเคราะห์งบประมาณจะวิเคราะห์และจัดทําข้อเสนองบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานในความรับผิดชอบโดยพิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้ -คำของบประมาณของส่วนราชการนั้นๆ ได้ดำเนินงานภายในขอบเขตของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ หรือไม่ มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ มีความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นอย่างไร สอดคล้องกับนโยบาย/เป้าหมายหลักของหน่วยงานนั้นๆ หรือไม่ – วัตถุประสงค์ของงานที่ขอตั้งงบประมาณชัดเจนหรือไม่ – วิธีการดำเนินการ/แผนดำเนินงานที่ส่วนราชการเสนอมาเหมาะสมหรือ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปฏิบัติให้สำเร็จ -งาน/โครงการได้จัด priority ตามความสำคัญ ความจำเป็น หรือความเร่งด่วนหรือไม่ โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับนโยบาย/เป้าหมายหลักของหน่วยงาน – คำของบประมาณสอดคล้องกับขีดความสามารถในการดำเนินงานของส่วนราชการหรือไม่ – ยอดคำของงบประมาณ มาก – น้อย สูง – ต่ำ กว่าที่ควรหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วจึงจะกำหนดวงเงินให้แก่ส่วนราชการที่ของบประมาณตามความเหมาะสมและจำเป็นในการดำเนินงานและกำลังงบประมาณของประเทศ ส่วนที่สอง การวิเคราะห์งบประมาณเพื่อจัดทำรายละเอียดงบประมาณ เมื่อรัฐมนตรีอนุมัติยอดวงเงินงบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว นักวิเคราะห์งบประมาณจะวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานในความรับผิดชอบโดยพิจารณารายละเอียดต่างๆ ดังนี้ -ดูปริมาณงานที่ส่วนราชการขอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการนั้นจะเป็นไปได้จริงๆ หรือไม่ เพียงใด โดยพิจารณาจากข้อจำกัดหรือความเป็นไปได้ทางด้านทรัพยากรบุคคล จำนวนงบประมาณของส่วนราชการ -การกำหนดอัตรากำลังคนเพื่อการปฏิบัติงานเป็นแบบใด มาก/น้อยเกินไปหรือไม่ -การกำหนด ค่าใช้จ่ายสำหรับงาน/ราชการที่คิดค่าเฉลี่ยต่อหน่วยได้นั้น ส่วนราชการได้คำนวณค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย/หน่วย เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร – ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จ่ายประจำนั้น จะนำมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในปีก่อนๆ เพื่อดูว่าขอตั้งงบประมาณมานั้นมากเกินจริงหรือไม่ แล้วจึงกำหนดให้ตามความจำเป็นและเป็นไปด้วยความประหยัด เมื่อนักวิเคราะห์งบประมาณได้พิจารณารายละเอียดงบประมาณตามนัยดังกล่าวแล้วข้างต้นก็จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจัดทำเอกสารเสนอวงเงินและรายละเอียดเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อพิจารณาต่อไป จากนั้นผู้บริหารระดับฝ่ายและผู้บริหารระดับสายจะพิจารณาทบทวนข้อเสนอของนักวิเคราะห์งบประมาณ หากต้องแก้ไข/ปรับปรุงก็จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จแล้วจึงเสนอให้ผู้บริหารระดับกอง/สำนักพิจารณา ซึ่งตามปกติจะพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับหลักการและความเหมาะสมของวงเงินงบประมาณในแต่ละงาน/โครงการ แต่จะไม่พิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด หากเป็นว่าจะต้องปรับปรุง/แก้ไขในส่วนใดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จสิ้น จากนั้นจะจัดทำเอกสารเสนอวงเงินงบประมาณ/รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาต่อไป การจัดทำและการพิจารณางบประมาณของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่าย หลังจากที่คณะอนุกรรมการพิจารณางบประมาณได้รับข้อเสนอวงเงินงบประมาณและรายละเอียดจากฝ่ายต่างๆ แล้วจะประมวลข้อเสนอไว้โดยจำแนกเป็นรายด้านตามโครงสร้างแผนงานแล้วพิจารณาเป็นด้านๆ ไป การพิจารณาจะพิจารณาจากสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ – ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างแผน/แผนงาน/โครงการเป็นอย่างไร ประสานสอดคล้องกันหรือไม่ – ความสอดคล้องระหว่างงบประมาณของหน่วยงานกับนโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และยุทธศาสตร์ชาติ – ขีดความสามารถในการดำเนินงานตามแผน แผนงาน และ/หรือโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานภาครัฐอื่นว่าสามารถจะสร้างผลสัมฤทธิ์ได้มากน้อยเพียงใด – การใช้จ่ายงบประมาณที่สอดคล้องกับความเป็นจริง – ความเหมาะสมของรายละเอียดค่าใช้จ่ายในแต่ละหมวด ประเภท และรายการ – พิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณในแต่ละด้านให้อยู่ในกรอบของ “วงเงิน” ที่คณะกรรมการพิจารณางบประมาณกำหนดไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วจะจัดทำเอกสารสรุปวงเงินงบประมาณของแต่ละแผน แผนงาน และโครงการโดยจำแนกตามรายด้าน พร้อมสาระสำคัญและให้ข้อสังเกตในการพิจารณากำหนดงบประมาณรายจ่ายเพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาต่อไป ในส่วนของคณะกรรมการพิจารณางบประมาณนั้นจะพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการโดยพิจารณาในลักษณะเดียวกับคณะอนุกรรมการเพียงแต่จะไม่พิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด หากแต่จะพิจารณาในเรื่องที่เป็นหลักการ เช่น จำนวนเงินงบประมาณในแต่ละด้านอยู่ภายในกรอบจำนวนเงินที่กำหนดไว้หรือไม่ แผนงาน/โครงการใดขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ถ้าหากต้องปรับปรุงแก้ไขก็จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องและเหมาะสมก่อน เมื่อคณะกรรมการพิจารณางบประมาณได้พิจารณางบประมาณจนครบทุกด้านแล้ว ก็จะจัดเตรียม จัดทำข้อเสนอวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยอาจจำแนกเป็น (1) แผนงาน/โครงการ (2) ตามลักษณะงานและลักษณะทางเศรษฐกิจ และ (3) ตามส่วนราชการ เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป 2. การอนุมัติงบประมาณของรัฐสภา โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณของรัฐสภาจะมี 3 ขั้นตอน คือ – วาระที่ 1 เป็นการพิจารณาขั้นต้นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือไม่ ในกรณีที่สภาลงมติรับหลักการ สภาก็จะส่งร่างพระราชบัญญัติให้คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาต่อไป เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็ให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งบันทึกต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ในวาระนี้ถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรไม่รับหลักการรัฐบาลอาจต้องลาออก หรือยุบสภา – วาระที่ 2 เป็นการพิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี -วาระที่ 3 เป็นการพิจารณาอนุมัติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีซึ่งมีรายละเอียดของการดำเนินงานอนุมัติงบประมาณของสภาดังนี้ 2.1 ขั้นตอนและวิธีการอนุมัติงบประมาณของรัฐสภา การอนุมัติงบประมาณนี้ หมายถึง การพิจารณาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. …..โดยฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา โดยที่รัฐสภาของประเทศไทยมีสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ร่างพระราชบัญญัติฯ จะต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้วจึงส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรัฐสภานั้นจะต้องดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ และข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ววิธีการพิจารณาของสภาผู้แทนและวุฒิสภาก็คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ จะพิจารณาครั้งเดียวเสร็จเลยไม่ได้ จะต้องแยกพิจารณาเป็น 3 วาระ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของแต่ละสภาพิจารณา โดยมีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้ วาระการประชุมพิจารณา 1) วาระที่ 1 เป็นการพิจารณาขั้นต้นว่า สภาผู้แทนราษฎรจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฯ หรือไม่ ทั้งนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้อ่านคำแถลงงบประมาณ (budget message) ต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วและสมาชิกสภาได้อภิปรายกันจนกระทั่งประธานสภาฯ เห็นว่าเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็จะให้มีการลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่ โดยหลักทั่วไปของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถ้าสภาฯ ไม่รับหลักการแห่งพระราชบัญญัติฯ ก็มีแนวทางการดำเนินการอยู่ 2 ทาง แนวคือ (1) รัฐบาลต้องลาออก หรือมิฉะนั้นก็ต้อง (2) ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ ในกรณีที่สภาฯ ลงมติรับหลักการ สภาฯ ก็จะส่งร่างพระราชบัญญัติฯ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเรียกว่า “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ……” พิจารณาต่อไป โดยหลักการแล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นี้ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งซึ่งสภาฯ เลือกขึ้นเองส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการระดับบริหาร ซึ่งส่วนมากมีหน้าที่ทางด้านการเงิน การคลังของประเทศ หรือผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐบาลเป็นผู้เสนอ คณะกรรมาธิการฯ นี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นกรรมาธิการโดยตำแหน่งและโดยปกติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะได้รับเลือกเป็นประธานกรรมาธิการ และผู้ที่รัฐบาลมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจงแทนรัฐบาลก็คือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงร่างพระราชบัญญัติโดยตนเอง หรือพิจารณาตามคำขอแก้ของสมาชิกสภาคนอื่นๆ ที่มิได้เป็นกรรมาธิการก็ได้ การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงนี้ เรียกว่า “การแปรบัญญัติ” ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประมาณการรายจ่ายประจำปี พ.ศ. …..นั้นขั้นกรรมาธิการนั้น มีหลักเกณฑ์สำคัญๆ คือ 1. สมาชิกผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่สภารับหลักการแห่งพระราชบัญญัติ เว้นแต่สภาจะได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น และการแปรญัตตินี้ โดยปกติต้องแปรเป็นรายมาตรา 2. การขอแปรญัตตินี้ จะแปรขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายมิได้ ได้แต่แปรขอลดเท่านั้นอย่างไรก็ตามจะแปรขอลดรายจ่ายตามข้อผูกพันเหล่านี้มิได้ คือ ก. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ข. ดอกเบี้ยเงินกู้ ค. เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย สำหรับในกรณีที่มีปัญหาว่ารายจ่ายใดมีข้อผูกพันเช่นว่านี้หรือไม่ ให้เป็นอำนาจของประธานสภาฯ ที่จะวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้วให้เสนอร่างพระราชบัญญัติฯ นั้นโดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งบันทึกต่อประธานสภาฯ บันทึกนั้นอย่างน้อยต้องระบุว่าได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราใดบ้าง และถ้ามีการแปรญัตติ และมติคณะกรรมาธิการเกี่ยวด้วยคำแปรญัตตินั้นเป็นประการใดก็ให้ระบุไว้ในบันทึกนั้นด้วย เมื่อประธานสภาได้รับร่างพระราชบัญญัติฯ และบันทึกของคณะกรรมาธิการแล้ว ให้เสนอสภาเพื่อพิจารณาต่อไปเป็นวาระที่ 2 2) วาระที่ 2 การพิจารณาในวาระที่ 2 นี้ เป็นการประชุมเต็มสภา ซึ่งถ้าที่ประชุมมิได้ลงมติเป็นอย่างอื่นแล้ว ก็จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับดังนี้ คือ 1.จะต้องพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ แล้วจึงพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราไป 2.การอภิปราย จะกระทำได้แต่เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือที่ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ หรือที่กรรมาธิการวิสามัญสงวนความเห็นไว้ เมื่อได้พิจารณาตามข้อบังคับดังกล่าวข้างต้นนี้จนจบร่างพระราชบัญญัติฯ แล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทั้งร่างฯ เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง และในการพิจารณาครั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำได้ แต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความมิได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้งกันอยู่ เมื่อได้พิจารณาวาระที่ 2 เสร็จแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับสุดท้ายเป็นวาระที่ 3 3) วาระที่ 3 การพิจารณาในวาระนี้ ตามปกติไม่มีการอภิปราย ทั้งนี้หมายความว่า มีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้นที่จะต้องวินิจฉัย กล่าวคือ จะผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. …หรือไม่เท่านั้น จะไปพิจารณาอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติอนุมัติผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วก็เสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป วุฒิสภาจะดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยวิธีการเช่นเดียวกันที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ตั้งแต่วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 3 โดยที่วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา ทั้งนี้ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นพิเศษ ถ้าวุฒิสภาไม่พิจารณาให้เสร็จในกำหนดเวลากฎหมาย ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติฯ นั้น เมื่อวุฒิสภามีมติในวาระที่ 3 ว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทน หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมอย่างไร ก็ให้ประธานวุฒิสภาแจ้งให้สภาผู้แทนราษฎรทราบ ถ้าวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ก็ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป 2.2 วิธีการหาข้อยุติกรณีที่มีการไม่เห็นชอบด้วย หรือมีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจาณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเสร็จและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาแล้ว ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และให้วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจยกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วและยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ก็ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยแล้วและให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป ถ้าวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา วุฒิสภาก็จะส่งร่างพระราชบัญญัติตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีเช่นนี้สภาทั้ง 2 ต่างจะตั้งบุคคลที่เป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้นๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้แล้วให้คณะกรรมาธิการร่วมกันนั้นรายงาน และเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ตนได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว ก็ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ในกรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วย แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันเห็นชอบด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการร่วมดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาแล้ว ก็ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ และให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเพื่อเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป 2.3 กรณีที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่แล้วเสร็จและประกาศใช้บังคับไม่ทันในเวลาที่กำหนด โดยปกติการพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรัฐสภานั้นจะต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่แต่อาจจะมีกรณีเกิดขึ้นได้ว่ารัฐสภาไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2513 และ 2514 ซึ่งในเรื่องนี้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 16 ว่า “ถ้าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีออกใช้ไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรี “ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายเงินไปพลางก่อนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเมื่อนายกรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว สำนักงบประมาณก็จะแจ้งให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ทราบเพื่อถือปฏิบัติต่อไป 3. การบริหารและการควบคุมงบประมาณ 3.1 การบริหารงบประมาณ มีขั้นตอนในการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ดังนี้ – การจัดทำแผนปฏิบัติการ ส่วนราชการที่เป็นเจ้าของงบประมาณจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ (Operational Plan) เพื่อการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ แผนปฏิบัติงานนี้จะแสดงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อของงาน โครงการ ผู้รับผิดชอบ กิจกรรมที่สำคัญ จำนวนงบประมาณที่ได้รับ และเป้าหมายของงาน/โครงการ โดยการจำแนกตามงวดงบประมาณ การที่ต้องมีแผนปฏิบัติงานเพื่อใช้ประกอบการขอเงินประจำงวด การควบคุมการปฏิบัติงานและการรายงานผลการปฏิบัติงาน – การขอเบิกเงินประจำงวด ส่วนราชการจะ “ก่อหนี้ผูกพัน” หรือ จ่ายเงินงบประมาณได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว เงินประจำงวดหมายถึง “ส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันในระยะเวลาหนึ่ง” ทั้งนี้เพราะในการจ่ายงบประมาณจะไม่จ่ายครั้งเดียวหมดทั้งจำนวน แต่จะใช้วิธีการเฉลี่ยจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายงวด จึงแบ่งงบประมาณออกเป็นส่วนๆ ตามความจำเป็นและตามระยะเวลาที่จะต้องใช้จ่าย ฉะนั้น “ส่วนหรือจำนวนของงบประมาณที่แบ่งออกมาและอนุมัติให้ใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ในระยะเวลาหนึ่งนี้เอง คือ เงินประจำงวด”กรณีประเทศไทยจะแบ่งเป็น 3 งวดๆ ละ 4 เดือน ซึ่งจะมีจำนวนมาก/น้อยไม่เท่ากันในแต่ละงวด ส่วนการขอเงินประจำงวดจะต้องขอตามวิธีการและแบบที่สำนักงบประมาณกำหนด – การก่อหนี้และการใช้จ่ายเงินงบประมาณ การก่อหนี้ หมายถึง ข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายหรืออาจจะต้องจ่ายเป็นเงิน สิ่งของ หรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันอันเกิดจากการกู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อ หรือการจ้าง โดยใช้เครดิตหรือการอื่นใด ฉะนั้นการที่ส่วนราชการจะซื้อวัสดุครุภัณฑ์ หรือการจ้างทำของหรือสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งในการซื้อและการจ้างนี้ทำให้ส่วนราชการจะต้องก่อหนี้ขึ้น แต่ก่อนที่จะก่อหนี้ได้ ส่วนราชการจะต้อง (1) ได้รับอนุมัติเงินประจำงวด (2) ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในการซื้อและการจ้าง เมื่อได้มีการก่อหนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ส่วนราชการจะต้องดำเนินการขอเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างจากกรมบัญชีกลางซึ่งเมื่อได้อนุมัติให้แล้วจึงจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างต่อไป – การรายงานผลการปฏิบัติงาน หลังจากได้มีการปฏิบัติงานและได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณไปแล้วส่วนราชการจะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานตามแบบและวิธีการที่สำนักงบประมาณกำหนด ซึ่งจะต้องรายงานผลการปฏิบัติสองประเภท คือ (1) การรายงานผลการปฏิบัติงาน/โครงการ เฉพาะงาน/โครงการที่สำคัญๆ ต้องรายงานภายใน 15 วัน นับจากวันเริ่มดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง 3.2 การควบคุมงบประมาณ การควบคุมงบประมาณ หมายถึง “การที่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี ควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณและตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน แผ่นดิน” การควบคุมงบประมาณนี้จะมีลักษณะเป็นการตรวจก่อนจ่าย (pre – audit) นั้นคือ จะต้องมีการตรวจสอบการขอใช้จ่ายเงินงบประมาณก่อน แล้วจึงอนุมัติให้ส่วนราชการเบิกจ่าย และใช้เงินงบประมาณต่อไปได้ในการควบคุมงบประมาณจะกระทำใน 3 ส่วน คือ 3.2.1 การควบคุมงบประมาณโดยสำนักงบประมาณ โดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะควบคุม -กำหนดระยะเวลาของเงินประจำงวด -กำหนด เพิ่ม ลด เงินประจำงวดตามความจำเป็นของการปฏิบัติงานและกำลังเงินของแผ่นดิน -กำหนดระเบียบการใช้จ่ายให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ -อนุมัติให้ส่วนราชการโอน/เปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ แต่จะต้องไม่ขัดกับระเบียบและต้องได้รับอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี 3.2.2 การควบคุมงบประมาณโดยกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมงบประมาณโดยกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ -จัดให้มีการประมวลบัญชีการเงินแผ่นดิน -กำหนดระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน การนำส่งคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี -จัดให้มีการตรวจสอบการขอเงินเงิน จ่ายเงิน และการก่อนหนี้ผูกพันตลอดจนเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง -กำหนดและควบคุมระบบบัญชี รายงานและเอกสารเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินและหนี้ -กำหนดระเบียบและข้อบังคับว่าด้วยเงินทดรองราชการโดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 3.2.3 การควบคุมงบประมาณโดยคณะรัฐมนตรี กระทำใน 3 ลักษณะ คือ 1) การควบคุมการโอนและการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณ 2) การควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณ 3) การควบคุมการดำเนินงาน จากการควบคุมทั้ง 3 ลักษณะจะเห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรีจะไม่ควบคุมงบประมาณในรายละเอียด แต่จะควบคุมในระดับนโยบายและหลักการเท่านั้น โดยสรุปจะเห็นได้ว่าการควบคุมงบประมาณ (โดยสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง คณะรัฐมนตรี) เป็นการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ และตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นการตรวจก่อนจ่าย

194 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.