(ภาษาไทย) ความเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยและของโลก

ความเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยและของโลก

                                                                        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัชพล ทรงสุนทรวงศ์             การท่องเที่ยวเป็นดัชนีบ่งชี้อย่างหนึ่งของรายได้รวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่ง GDP นี้ เป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานการครองชีพของคนในประเทศ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของการท่องเที่ยวและแนวโน้มจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทราบสถานการณ์และทิศทางที่เกิดขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง บทความนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ของโลกและแนวโน้มในอนาคตดังนี้ การท่องเที่ยวของประเทศไทยและแนวโน้มในอนาคต สำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย ตั้งแต่ปี 2554 – 2558 พบว่า  ในรอบ 5 ปี สัดส่วนคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2554 มีสัดส่วนร้อยละ 54.8 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 64.7 และ 65.2 ในปี 2556 และ ปี 2558 ตามลำดับ คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ  โดยไปเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  30.9 รองลงมาคือ ภาคตะวันตก ร้อยละ 28.9 ภาคเหนือ ร้อยละ 25.4   ภาคตะวันออก ร้อยละ 17.6   ภาคใต้ ร้อยละ 13.7  ภาคกลาง ร้อยละ 10.8  และเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศร้อยละ 3.5 วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางท่องเที่ยว เรียงจากมากไปหาน้อย 5 อันดับ คือ 1) เยี่ยมครอบครัว ญาติ เพื่อน 2) พักผ่อนหย่อนใจ 3) ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม 4) ตั้งใจหรือแวะไปรับประทานอาหาร 5) ซื้อของหรือช็อปปิ้ง สำหรับการเดินทางส่วนใหญ่ไปกับครอบครัวหรือญาติ คิดเป็นร้อยละ 64 รองลงมา คือ เดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนหรือเพื่อนที่ทำงาน ร้อยละ 19.3 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการจัดการเดินทางเอง ร้อยละ 90.8  รองลงมา คือ มีหน่วยงานหรือคณะจัดการให้ ร้อยละ 8.2 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (2560) คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในปี 2560 มีประมาณ 35.3 ล้านคน เติบโตจากปี 2559 คิดเป็นร้อยละ 8.4 และนำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กระแสการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเรียนรู้และปรับตัวตาม ได้แก่
  1. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ    ประเทศไทยและประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายทั่วโลกมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก นักท่องเที่ยวสูงอายุที่มาท่องเที่ยวในไทย มีสัดส่วนจากร้อยละ 15 ในปี 2554 เพิ่มเป็น ร้อยละ 19 ในปี 2558 นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y 3 เท่า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนอกจากจะช่วยขยายตลาดนักท่องเที่ยวสูงอายุแล้ว ยังสร้างโอกาสให้ธุรกิจใหม่ๆ ด้วย จากการสำรวจผู้เกษียณอายุในต่างประเทศพบว่า ผู้เกษียณอายุมีแนวโน้มที่จะมองหาสถานที่เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณในที่ที่มีค่าครองชีพถูกลง ความคิดนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และไทยถูกจัดเป็นประเทศจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ เห็นได้จากที่ประเทศไทยได้รับความนิยมจากผู้สูงอายุทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวยุโรป ธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ทางตรง ได้แก่ ธุรกิจการให้บริการที่พักระยะยาว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  2. การแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวสูงขึ้น การแข่งขันระหว่างประเทศในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนปรนกฎระเบียบการออกวีซ่า การลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว หลายประเทศเน้นเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชีย ธุรกิจการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งสร้างความแตกต่างด้านการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวอาจสร้างผลเสียด้านราคาได้
  3. ยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล พฤติกรรมการท่องเที่ยวและการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นผลจากพัฒนาการทางด้านดิจิทัล ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเน้นการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ และการใช้สื่อออนไลน์ที่เหมาะสม EIC ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กอยากไปเที่ยวตามภาพที่เพื่อนแชร์ร้อยละ 52 นักท่องเที่ยววางแผนเดินทางโดยดูรีวิวออนไลน์ ร้อยละ   73 การจองออนไลน์ในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มโตร้อยละ 17 ต่อปี   เกิดกระแสใช้โทรศัพท์มือถือแทนคนนำเที่ยว โดยดูแผนที่ ร้อยละ67   หาร้านอาหารถูกปาก ร้อยละ 56   หากิจกรรมถูกใจ ร้อยละ 51 จำนวนรีวิวและคอมเมนต์ในทริปแอดไวเซอร์โตเร็ว จาก 20 ล้านคน ในปี 2548 เป็น 180 ล้านคน ในปี 2558
กล่าวได้ว่า 3 กระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยต้องเผชิญ ซึ่งธุรกิจควรปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่การดำเนินธุรกิจแบบเดิมมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การแพร่หลายของโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนในประเทศไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั้งการซื้อของ การจ่ายเงิน หรือการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการท่องเที่ยว ที่ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหา วางแผน และจองทริป ผ่านโทรศัพท์มือถือ     เพย์พาล (อ้างใน วันเพ็ญ พุทธานนท์, 2560) ได้กล่าวถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล สอดคล้องกับข้อมูลของ EIC ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนี้
  1. อนาคตการท่องเที่ยวอยู่บนโลกออนไลน์ กว่าร้อยละ 50 ของนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจองผ่านออนไลน์ การวางแผนท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อถือและพึ่งพาข้อมูลจากช่องทางออนไลน์สูงมาก
  2. การท่องเที่ยวโดยไม่มีการวางแผนจะเพิ่มมากขึ้น นักท่องเที่ยวจะจองทริปภายใน 1 สัปดาห์ หลังตัดสินใจเดินทางร้อยละ 54 จองตั๋วล่วงหน้าไม่เกิน 1 สัปดาห์ ก่อนวันเดินทางจริง ร้อยละ 38 นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มที่มีการท่องเที่ยวแบบกะทันหันมากที่สุด
  3. การจองทริปกำลังย้ายไปสู่สมาร์ทโฟน เกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่สำรวจจองการท่องเที่ยวผ่านสมาร์ทโฟน นักท่องเที่ยวจากจีนจองการเดินทางผ่านสมาร์ทโฟน ร้อยละ 73
นักการตลาดจึงไม่ควรสนใจแต่เพียงข้อมูลด้านประชากรในปัจจุบัน แต่ควรสนใจการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของประชากรในโลก และเทคโนโลยีสารสนเทศทางการท่องเที่ยว ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อรูปแบบการท่องเที่ยวและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทนำเที่ยวต้องนำเสนอบริการที่ออกแบบเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้า พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และน่าจดจำ เนื่องจากลูกค้าต่างคาดหวังว่าจะได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ดีที่สุด การท่องเที่ยวโลกและแนวโน้มในอนาคต องค์การท่องเที่ยวโลก (United Nations World Tourism Organization: UNWTO) ได้รายงานว่า ปี 2559 การท่องเที่ยวโลกเติบโต ร้อยละ 3.9 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทาง 1.23 พันล้านคน คาดการณ์ว่าปี 2573 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทาง 1.8 พันล้านคน ในขณะที่สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council: WTTC) รายงานว่า ปี 2559 รายได้จากกการเดินทางและท่องเที่ยวโลกมีมูลค่า 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างจีดีพีร้อยละ 10.2 ของจีดีพีทั่วโลกรวมกัน นอกจากนี้อาเซียน (ASEAN) รายงานว่า ปี 2559 มีนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้บริโภคในอาเซียนกว่า 629 ล้านคน การท่องเที่ยวของอาเซียนเติบโตร้อยละ 6.5 แคมเปญ Visit ASEAN@50 ดึงนักท่องเที่ยวได้กว่า 121 ล้านคน สร้างรายได้ 29 ล้านล้านบาท (ราว 828 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) (หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, 2560 ข) สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTCC)  (อ้างใน ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 2560) รายงานถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกในปี 2016-2026 ไว้ว่า จีดีพีภาคการท่องเที่ยวจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี โดยในปี 2026 การท่องเที่ยวจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งหมด 370 ล้านตำแหน่งงานทั่วโลก ซึ่งถือเป็น 1 ใน 9 ของตำแหน่งงานทั้งหมดในโลกเลยทีเดียว ทั้งนี้ เอเชียจะมีการเติบโตของจีดีพีภาคการท่องเที่ยวมากที่สุดร้อยละ 7.1 โดยอินเดียเติบโตร้อยละ 7.5 ส่วนจีนเติบโตร้อยละ 7 ส่วนภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราร้อยละ 4-6 ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลี่ยร้อยละ 5.8 เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 5.6 แอฟริการ้อยละ 4.2 ตะวันออกกลางร้อยละ 4.9 และแอฟริกาเหนือร้อยละ 4.2  ด้านภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 4 คือ ละตินอเมริกาเติบโตร้อยละ 3.7  อเมริกาเหนือร้อยละ 3.5 แคริบเบียนร้อยละ 3.4 และยุโรปโตเพียงร้อยละ 2.8 และประเทศจีนจะมีการลงทุนทางการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังมีการคาดการณ์ว่า จีดีพีการท่องเที่ยวของสหรัฐจะยังเติบโตมากกว่า ขณะที่ประเทศอินเดีย ในปี 2026 จะอยู่ใน 10 อันดับประเทศด้านการท่องเที่ยว รวมถึงเมียนมา นามิเบีย แทนซาเนีย ยูกันดา เวียดนาม และแซมเบีย  และเมื่อดูมิติของการใช้จ่าย รายงานระบุว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และอังกฤษ ถือเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงสุด 4 อันดับแรกของโลกในปี 2026 ด้วย มาสเตอร์การ์ด (2560) ได้รายงานผลการสำรวจการเดินท่องเที่ยวและการใช้จ่ายเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2560 (Mastercard Asia Pacific Destinations Index 2017) ในการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council Global Summit) ที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 26 เมษายน 2560 ว่า กรุงเทพมหานครเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่สิงคโปร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงสุด ในช่วงปี 2558 – 2559 สิงคโปร์มีอัตราการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 18 นับเป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางในกลุ่มประเทศ 20 อันดับแรกด้านการใช้จ่าย ที่มียอดการใช้จ่ายอย่างน้อย 200 เหรียญสหรัฐต่อวัน โดยสิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งที่มียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงถึง 254 เหรียญสหรัฐต่อวัน ตามด้วย ปักกิ่ง (242 เหรียญสหรัฐต่อวัน) เซียงไฮ้ (234 เหรียญสหรัฐต่อวัน) ฮ่องกง (242 เหรียญสหรัฐต่อวัน) และไทเป (208 เหรียญสหรัฐต่อวัน) จากผลการสำรวจดังกล่าว พบว่า ปี 2559 เป็นปีที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยแรงขับเคลื่อนของความมั่งคั่งในกลุ่มประเทศกำลังเติบโต (Emerging Markets) ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้มีความคึกคักตามไปด้วย นับเป็นภูมิภาคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีอัตราเติบโตสูงที่สุดในโลก นับจากสัดส่วนของจีดีพีที่สูงถึงร้อยละ 8.5 ของจีดีพีรวมของเอเชียแปซิฟิก และร้อยละ 8.7 ของอัตราการว่าจ้างงานในปี 2558 (World Tourism and Travel Council, 2016 อ้างใน มาสเตอร์การ์ด, 2560) ประเทศไทย มีรายได้รวมต่อจีดีพี ในปี 2559 สูงสุดในอาเซียน เป็นมูลค่า 82,524 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จีดีพีรวมของประเทศร้อยละ 20.6 การเติบโตของรายได้ท่องเที่ยวปี 2560-2570 ประมาณร้อยละ 7.3 อาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง สามารถเดินทางได้บ่อยครั้งไม่จำกัดฤดูกาลเหมือนตลาดในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา สมาชิกอาเซียนหลายประเทศมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง ทั้งด้านจำนวนประชากรและกำลังซื้อสูง เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา ส่วนประเทศไทยมีจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ เป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่ประเทศอื่น ผ่านความร่วมมือกับสายการบินต่างชาติ การสร้างเครือข่ายการตลาดร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวชาติอาเซียน การเติบโตนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสอันดีที่ไทยจะได้รับประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการพัฒนาสาธารณูปโภค (หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, 2560 ก) กล่าวโดยสรุป นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มีมุมมองเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีความแตกต่างหลากหลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวจึงต้องการเส้นทางใหม่และโจทย์ใหม่สำหรับการออกเดินทางครั้งต่อไป จากเดิมที่รูปแบบของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมีอยู่อย่างจำกัด มุ่งเน้นการท่องเที่ยวธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่แต่ละท้องถิ่นมีอยู่ เช่น ทะเล ป่าเขา ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ที่อาศัยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของท้องถิ่นนั้นๆ เผยแพร่ผ่านทางโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ เรื่องเล่าการท่องเที่ยวจึงวนเวียนอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น ทีวี และนิตยสารการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สำเร็จรูปที่ทุกคนทำได้เหมือนๆ กันหมด ในโลกยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียมีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง ทำให้เรื่องเล่าการท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม การที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถสร้างข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตัวเอง ทำให้เรื่องเล่าการท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่การรับรู้ของกันและกัน สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ไลฟ์สไตล์ทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวัน และเรื่องใกล้ตัวถูกนำมาเสนอให้น่าสนใจ จนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม มีการสร้างสรรค์สินค้าและบริการแบบใหม่ที่น่าสนใจ ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตเป็นของตัวเอง เอกสารอ้างอิง ประชาชาติธุรกิจออนไลน์. (2560). จับเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 ทัวริสต์ แห่เยือนไทยพุ่งขึ้น No. 2 ของ โลก [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1470891590 สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 มาสเตอร์การ์ด. (2560). ผลสำรวจสุดยอดจุดหมายปลายทางในเอเชียแปซิฟิกของมาสเตอร์การ์ด ประจำปี
  1. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก www.prd.go.th/download/article/article_20170427110607.docx
สืบค้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 วันเพ็ญ พุทธานนท์. (2560). ไทยโดดเด่นในเอเชีย ก้าวสู่ดิจิทัลด้านท่องเที่ยว. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.posttoday.com/digital/445453 สืบค้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์. (2560). คอลัมน์ วงล้อเศรษฐกิจ: ต้องปรับลุกส์ ธุรกิจ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/economic- wheel/news_269147 สืบค้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2559). คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/news/activity/A11-10-59-1.pdf สืบค้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ. (2560)(ก).  นักท่องเที่ยวเมษาพุ่ง ! คาด 4 เดือนตัวเลขทะลุ 11.8 ล้านคน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.thansettakij.com/content/141362สืบค้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ. (2560)(ข).  WTTC วิชั่นซีอีโอโลก เมื่อโลกเปลี่ยนท่องเที่ยวต้องปรับตัว. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.thansettakij.com/content/144550 สืบค้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560  

606 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.