(ภาษาไทย) สถานการณ์การดำเนินธุรกิจก่อสร้างของประเทศไทยในกลุ่มประเทศ CLMV ตอนที่ 3

ประเทศเวียดนาม (Vietnam: V) ในช่วงที่ผ่านมาภาคก่อสร้างถือเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของเวียดนาม ด้วยสัดส่วนราวร้อยละ 7 ของ GDP แม้ในช่วงที่ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศประสบภาวะชะงักงัน แต่ภาคก่อสร้างยังสามารถขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าภาคก่อสร้างของเวียดนามจะขยายตัวเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 6.7 ในช่วงระหว่างปี 2557-2561 โดยได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ที่หลั่งไหลเข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายตัวของสังคมเมือง นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยในเวียดนาม โดยเฉพาะในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการและมีราคาอยู่ในระดับสูงมาก ขณะเดียวกันความต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนามยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การเข้าไปดำเนินธุรกิจก่อสร้างในเวียดนามมีโอกาสรออยู่มาก ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างในเวียดนาม ประชากรในเขตเมืองของเวียดนามมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประชากรในเขตเมืองของเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี หรือมีประชากรราว 9 ล้านคนย้ายออกจากพื้นที่นอกเขตเมืองเข้ามาอาศัยในเขตเมือง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าสัดส่วนจำนวนประชากรที่อาศัยในเขตเมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33 ของประชากรทั้งหมด ในปี 2557 เป็นร้อยละ 38 ในปี 2563 ซึ่งมีส่วนทำให้ความต้องการที่พักอาศัยในเขตเมืองเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงปี 2553-2563 เวียดนามมีแผนพัฒนาพื้นที่ในเขตเมืองให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอีกกว่า 364 ล้านตารางเมตร ต้องใช้เงินลงทุนอีกกว่า 36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ธุรกิจก่อสร้างในเวียดนามมีแนวโน้มสดใส การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังจากเผชิญภาวะฟองสบู่ในปี 2551 ซึ่งทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อปี 2557 ตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว สะท้อนได้จากสถิติการขายอสังหาริมทรัพย์ในกรุงฮานอยมียอดขายคอนโดมิเนียมทั้งสิ้น 10,700 ยูนิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จากปี 2556 ขณะที่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 มียอดขายคอนโดมิเนียม 3,990 ยูนิต เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 50 จากไตรมาส 4 ปี 2557 ส่วนสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในนครโฮจิมินห์เริ่มมีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดอพาร์ตเมนต์ ปัจจุบันอพาร์ตเมนต์ราคาประหยัดในนครโฮจิมินห์มีราคาอยู่ที่ราว 15 ล้านด่อง (ราว 660 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงมาก นอกจากนี้ ราคาที่ดินในจังหวัด Binh Duong ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการลงทุนแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของเวียดนาม ยังเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30-40 จากปี 2556 ซึ่งเป็นผลจากโครงการบ้านจัดสรรและโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่ผุดขึ้นมาก ทั้งนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามที่ฟื้นตัวและอยู่ในช่วงขาขึ้น นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการถือครองที่อยู่อาศัย เมื่อช่วงปลายปี 2557 รัฐบาลเวียดนามประกาศเปลี่ยนแปลงกฎหมายการถือครองที่อยู่อาศัย (Housing Law) โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในเวียดนามและบริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการในเวียดนามสามารถซื้อบ้านได้ ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายภาครัฐภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 10 ปี (ปี 2554-2563) ของเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือ การพัฒนาให้เวียดนามก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยภายในปี 2563 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวรัฐบาลเวียดนามต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนอย่างครบครัน เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาเวียดนามต้องประสบภาวะคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Bottleneck) ซึ่งเป็นผลจากการที่ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็วและไม่สอดคล้องไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศซึ่งค่อนข้างล่าช้า ภาวะดังกล่าวเป็นปัญหาหลักที่รัฐบาลเวียดนามต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศบรรลุเป้าหมายการเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลเวียดนามคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนราว 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงระหว่างปี 2554-2563 ขณะเดียวกันก็เร่งผลักดันโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้โอกาสในการลงทุนธุรกิจก่อสร้างในเวียดนามยังมีอยู่มาก ความต้องการวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในเวียดนามเพิ่มขึ้น จากการที่ธุรกิจก่อสร้างมีแนวโน้มสดใสทำให้ความต้องการวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในเวียดนามเพิ่มขึ้นตาม จึงนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะผลิตและส่งออกวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างไปจำหน่ายในเวียดนาม หรือเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในเวียดนาม ทั้งนี้ กระทรวงการก่อสร้าง (Ministry of Construction) ของเวียดนาม คาดการณ์ความต้องการใช้วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างไปจนถึงปี 2563 ทั้งนี้ตลาดวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างในเวียดนามมีระดับการแข่งขันค่อนข้างต่ำ เนื่องจากกระบวนการผลิตในเวียดนามส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงนัก ทำให้วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างมีคุณภาพค่อนข้างต่ำและไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถนำไปใช้กับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ อาทิ โรงแรม รีสอร์ต และที่พักอาศัยระดับบนได้ ขณะเดียวกันการออกแบบวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างของเวียดนามยังขาดความหลากหลาย ประกอบกับยังไม่มีความชำนาญในการทำตลาด ส่งผลให้วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างของไทยที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและมีคุณภาพ มีโอกาสเข้าไปขยายตลาดเวียดนาม โอกาสการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างในเวียดนาม สำหรับโครงการก่อสร้างในแต่ละภาคธุรกิจของเวียดนามที่น่าสนใจและถือเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
  • ภาคคมนาคมขนส่ง รัฐบาลเวียดนามมีแผนพัฒนาเส้นทางหลวงตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ และโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านตามแนว GMS Economic Corridors ประกอบกับมีโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัด Hai Phong จังหวัด Khanh Hoa และจังหวัด Ba Ria-Vung Tau รวมทั้งยังมีโครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ในจังหวัด Dong Nai
  • ภาคพลังงาน รัฐบาลเวียดนามมีโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งในประเทศตั้งแต่ปัจจุบันไปจนถึงปี 2563 เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมัน Nghi Son ซึ่งเป็นโรงกลั่น น้ำมันแห่งที่ 2 ของเวียดนาม ในจังหวัด Thanh Hoa ทางตอนเหนือของประเทศ และโรงกลั่นน้ำมัน Long Son ในจังหวัด Ba Ria-Vung Tau ทางภาคใต้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2560 และ 2563 ตามลำดับ
  • ภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลเวียดนามต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในโครงการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ตระดับหรูเพิ่มขึ้นหลายแห่ง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางการเวียดนามคาดว่าภายในปี 2563 กรุงฮานอยจะมีความต้องการห้องพักโรงแรมระดับ 3-5 ดาวเพิ่มขึ้นราว 13,000 ห้อง ขณะที่นครโฮจิมินห์จะมีความต้องการห้องพักดังกล่าวเพิ่มขึ้น 7,000 ห้อง
  • ภาคที่อยู่อาศัย รัฐบาลเวียดนามอนุมัติโครงการพัฒนาและยกระดับเมืองไปจนถึงปี 2563 มูลค่า5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้ต่ำและบริเวณที่ระบบสาธารณูปโภคยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
ทั้งนี้ โอกาสและโครงการการลงทุนสำหรับธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างในประเทศ CLMV สรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2.12   ตารางที่ 1   โอกาสและโครงการการลงทุนสำหรับธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างในประเทศ CLMV
ประเทศ โครงการ
กัมพูชา – โครงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนหลายสาย อาทิ โครงการปรับปรุงถนนวงแหวนในกรุงพนมเปญ มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ – โครงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนสาย NR 55 มูลค่า 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ – โครงการพัฒนาและขยายท่าเรือหลายแห่ง อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือ Sihanoukville มูลค่า 87.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สปป. ลาว – โครงการก่อสร้างและพัฒนาถนนหลายสาย เช่น สายบ้านภูดู่ จ.อุตรดิตถ์-เมืองปากลาย แขวงไซยะบุลี (30 กม.) สายหงสา แขวงไซยะบุลี-เชียงแมน แขวงหลวงพระบาง (120 กม.) และบ้านฮวก จ.พะเยา-เมืองคอบ แขวงไซยะบุลี (175 กม.) – โครงการพัฒนาสนามบินปากเซ แขวงจำปาสัก – โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) – โครงการพัฒนาระบบน้ำประปา ที่เมืองหลวงพระบาง เป็นต้น
เมียนมา – โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานจำนวนมากเพื่อรองรับปริมาณการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามการเปิดประเทศของรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในโครงการทวาย ทั้งท่าเรือน้ำลึกและอู่ซ่อมเรือ ถนน ทางรถไฟ โรงไฟฟ้า โรงแรมและรีสอร์ต เป็นต้น
เวียดนาม – โครงการลงทุนภายใต้แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การลงทุนด้านการขนส่ง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างและพัฒนาท่าเรือเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์ เช่น โครงการก่อสร้างท่าเรือ Van Phong International Transshipment Port ในจังหวัด Khanh Hoa ทางภาคกลางตอนล่างของเวียดนาม และโครงการพัฒนาท่าเรือในจังหวัด Ba Ria-Vung Tau และจังหวัด Hai Phong ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญและเป็นประตูการค้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
ประเทศในกลุ่ม CLMV มีภูมิประเทศตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย  โดยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีทั้งพรมแดนติดกันและเชื่อมถึงกันกับไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดบริการก่อสร้างไปได้สะดวก โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากการคมนาคมในภูมิภาค ทำให้ประหยัดต้นทุนในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เครื่องจักรกล ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ  อีกทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยทำได้สะดวกรวดเร็วกว่าการรับเหมาก่อสร้างในประเทศที่อยู่ห่างไกล ธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างของไทยมีศักยภาพสูง จากเทคนิคและความชำนาญทางวิศวกรรม โดยเฉพาะวิศวกรไทยได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถและแรงงานไทยมีความชำนาญ ทั้งงานก่อสร้างอาคารและงานระบบ ประกอบกับไทยมีอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้าง นอกจากนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในกลุ่มประเทศ CLMV จะมีส่วนทำให้ความต้องการนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างจากต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างที่ผู้ประกอบการไทยประมูลงานได้ โดยวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างของไทยที่มีศักยภาพในการขยายตลาดไปประเทศ CLMV และมีมูลค่าส่งออกขยายตัวดี อาทิ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ แร่ยิปซัม สายไฟและสายเคเบิล เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เป็นต้น บรรณานุกรม EXIM Thailand, (2016). Trade and Investment Guidebook: Cambodia. Retrieved on 8 August 2017, from http://www.exim.go.th/doc/newsCenter/48407.pdf EXIM Thailand, (2016). Trade and Investment Guidebook: Lao PDR. Retrieved on 8 August 2017, from http://www.exim.go.th/doc/newsCenter/47568.pdf EXIM Thailand, (2016). Trade and Investment Guidebook: Myanmar. Retrieved on 8 August 2017, from http://www.exim.go.th/doc/newsCenter/47570.pdf EXIM Thailand, (2016). Trade and Investment Guidebook: Vietnam. Retrieved on 8 August 2017, from http://www.exim.go.th/doc/newsCenter/47488.pdf

246 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.