การบริหารการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

การบริหารการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0          การเปลี่ยนแปลง คือ การเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปยังสิ่งหนึ่ง เป็นกระบวนการกลายสภาพจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ เช่น การเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนจากการทำงานแบบใช้กระดาษเป็นระบบคอมพิวเตอร์มากขึ้น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เกิดได้ทุกที่ และตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจจะรวดเร็ว เช่น เหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 ที่มาอย่างรวดเร็วทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งโดยเฉพาะในจังหวัดอยุธยาเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ทัน การเปลี่ยนแปลงบางอย่างมาครั้งเดียวจบ บางอย่างมาเป็นระลอกต่อเนื่องยาวนาน บางอย่างคาดการณ์ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี บางอย่างคาดการณืไม่ได้ เช่น อูเบอร์แท็กซี่ แกร็บคาร์ ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงบางอย่างสามารถวางแผนได้ บางอย่างไม่สามารถวางแผนได้ ในการเผชิญการเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นต้องอาศัยความพร้อม ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า “ความเปลี่ยนแปลง คือ กฎของโลกนี้ คนที่สนใจเพียงอดีต มุ่งแต่ปัจจุบัน ย่อมพลาดโอกาสที่จะมาในอนาคตอย่างแน่นอน” จากคำกล่าวนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แม้ความสนใจของเราอาจจะอยู่ที่ปัจจุบันแต่เราคงต้องมองไปถึงอนาคตด้วย แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่า ในตอนนนี้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจของเราหรือไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืนในภาพของความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เนื่องจากทุกสิ่งบนโลกนี้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมไปตลอดเวลา ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเราจะสามารถควบคุมได้หรือไม่สามารถควบคุมได้ก็ตาม ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นจึงจะอยู่รอดในยุคของการเปลี่ยนแปลง John F. Kennedy อดีตประธานาธิบดีคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา   Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์   Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เคยกล่าวไว้ว่า “อนาคตเป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยหันกลับไปมองอดีต ผู้ที่จะชนะในอนาคต คือ ผู้ที่ “อ่าน” อนาคตได้ถูกต้อง” การอ่านอนาคตได้ถูกต้อง คือ การอ่านได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรม เทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้า ความเปลี่ยนแปลงของตลาด ซึ่ง Bill Gates สามารถอ่านออกและมองเห็น จนทำให้อุตสาหกรรมของโลกปฏิวัติจากยุค 2.0 ซึ่งเป็นระบบอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากในโรงงาน โดยใช้พลังงานจากไฟฟ้า ไปสู่ยุค 3.0 ซึ่งเป็นการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเกิดระบบอัตโนมัติอื่นๆ เช่น หุ่นยนต์ แขนกล ถูกนำเข้ามาใช้ในโรงงานแทนที่แรงงานมนุษย์ จากคำกล่าวของบุคคล 2 ท่านข้างต้น ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง แต่ในปัจจุบันจะมีคนมากน้อยเพียงใดที่จะให้ความสำคัญ ตระหนัก ล่วงรู้ และเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งรูปลักษณ์ ความหลากหลายในการใช้งาน ความสามารถต่างๆ ที่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโทรศัพท์มือถืออาจมาจาก เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น ข้อมูลที่สามารถเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น หรือการแข่งขันที่สูงขี้น ซึ่งถ้าผู้ผลิตอยู่กับที่ไม่มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน ในวันหนึ่งก็จะหมดความสามารถในการแข่งขันและไร้ที่ยืนในตลาด ดังเช่นหลายๆ แบรนด์ดังในอดีตที่ล้มหายตายจากไปจากตลาดนี้แล้ว เช่น Motorola Nokia Siemens Ericsson   ความเปลี่ยนแปลงของตลาดโทรศัพท์มือถือ   แม้โนเกียจะเข้ามาล้มยักษ์ใหญ่อย่างโมโตโรล่าลงได้ แต่ต่อมาโนเกียเองก็ถูกโจมตีจากคู่แข่งค่ายอื่นถึง 3 ระลอกด้วยกัน ระลอกแรกจาก Black Berry (BB) ซึ่งถือเป็น Office Chat ที่มีแป้นพิมพ์ที่ดี คงทน มีระบบความปลอดภัยที่ดี ระลอกที่ 2 คือการเกิดของไอโฟนในปี 2007 ซึ่งเปลี่ยนโฉมการใช้งานโทรศัพท์มือถือจากเดิมที่ใช้ระบบปุ่มกด กลายเป็นระบบสัมผัสหน้าจอ และจากเดิมที่โทรศัพท์มือถือมีฟังก์ชันการทำงานที่ติดตั้งมาให้แล้วในเครื่อง กลายเป็นแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ตามความต้องการ ซึ่งโนเกียก็พยายามตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการร่วมกับบริษัทไมโครซอฟท์เพื่อพัฒนาโปรแกรม Windows Mobile ขึ้น แม้จะทำได้ไม่ดีนักแต่โนเกียร์ก็ยังถือว่าพอจะมีความสามารถในการแข่งขันอยู่บ้าง ระลอกสุดท้าย การเกิดของแอนดรอยด์ และการเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์มือถือซัมซุง ยิ่งทำให้โนเกียถูกเบียดออกจากธุรกิจนี้ โดยในช่วงหลังก็ถูกซื้อโดยบริษัทไมโครซอฟท์ที่ร่วมมือกันพัฒนาโปรแกรม Windows Mobile นั่นเอง การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง องค์การมักแสดงออกต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยรูปแบบการตอบสนองต่างๆ ดังนี้
  1. การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (to resist change) เป็นการไม่ยอมรับ และไม่เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงนั้น รูปแบบนี้มักไม่ทำให้องค์การอยู่รอดในธุรกิจได้
  2. การไล่ตามการเปลี่ยนแปลง (to follow change) เป็นการปรับเปลี่ยนและพัฒนาองค์การตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งรูปแบบนี้อาจทำให้องค์การอยู่รอดได้ ถ้าอยู่ในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วมาก แต่หากองค์การอยู่ในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ก็คงเป็นการยากที่องค์การจะอยู่รอดในธุรกิจได้ ตัวอย่างสำคัญคือกรณีของโนเกียที่ได้กล่าวข้างต้นนั่นเอง
  3. การยอมรับการเปลี่ยนแปลง (to embrace change) เป็นรูปแบบขององค์การที่รับรู้ ตระหนัก และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ รูปแบบนี้จะทำให้องค์การไม่พลาดที่จะปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะองค์การในลักษณะนี้จะเฝ้าดู และคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทันทีหากมีความจำเป็น
  4. การนำการเปลี่ยนแปลง (to lead change) เป็นรูปแบบขององค์การที่มักจะนำไปล่วงหน้า คาดการณ์ได้แม่นยำ รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือมีความเปลี่ยนแปลง และขยับตัวไปก่อนที่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นจริง ในบางครั้งองค์การลักษณะนี้ก็เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียเอง เช่น การพลิกโฉมการใช้งานโทรศัพท์มือถือของไอโฟน จากค่าย Apple เป็นต้น
ร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น อีเลฟเว่น เปิดให้บริการ ซักอบรีด 24 ชม. โดยเปิดบริการในสาขานำร่อง 6 สาขา หากเราประกอบธุรกิจร้านซักอบรีด คำถามคือ ที่ยืนของธุรกิจจะอยู่ตรงไหน และจะแข่งขันอย่างไร เนื่องจากเซเว่น อีเลฟเว่น มีศักยภาพมากเพราะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ มีความสะดวกรวดเร็ว และยังเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ความเปลี่ยนแปลงนี้บอกให้รู้ว่า คู่แข่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกันเสมอไป คู่แข่งอาจมาจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิมเลยก็เป็นได้ แต่ก็สามารถเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจของเรา ในตลาดเดียวกับเรา พร้อมด้วยศักยภาพและขีดความสามารถที่สูงกว่าเรา โดยที่เราไม่สามารถเรียกร้อง หรือประท้วงใดๆ ได้เลย   ทำไมจึงต้องเปลี่ยนแปลง? คำตอบจากคำถามนี้อาจมาจากเหตุผล 4 ประการดังต่อไปนี้
  • ถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน โดยที่องค์การอาจไม่อยากเปลี่ยน แต่ความต้องการลูกค้าเปลี่ยนไป ผลักดันให้องค์การต้องเปลี่ยนแปลง เช่น ในปัจจุบันความต้องการใช้ฮาร์ทดิสต์ (Hard disk) เริ่มน้อยลงเนื่องจากมีระบบคลาวด์ (Cloud) เข้ามาช่วยในการเก็บรักษาข้อมูล ดังนั้น อุตสาหกรรมฮาร์ทดิสต์ ซึ่งในอดีตเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก กลับประสบปัญหาขึ้นและปัญหานี้คงจะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน หากผู้ประกอบการไม่เร่งปรับตัว หรือยังตายใจกับความสำเร็จในอดีต ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้ก็อาจต้องปิดตัวลงก็เป็นได้
  • ไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ กรณีนี้องค์การอาจมองเห็นข้อเสียจากระบบในปัจจุบัน เช่น เกิดความสูญเสียมาก มีประสิทธิภาพต่ำ มีของเสียเป็นจำนวนมาก เหล่านี้ผลักดันให้องค์การจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อให้ความบกพร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดในระยะยาว
  • พอใจแล้วแต่อยากทำให้ดีขึ้น กล่าวคือ ผลการดำเนินงานขององค์การอาจเป็นที่น่าพอใจแล้ว แต่องค์การยังต้องการที่จะพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องการที่จะสร้างความพร้อม ขยายศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อรองรับการเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง
  • อยากไปถึงวิสัยทัศน์ เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ องค์การมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ขึ้น แล้วช่วยกันผลักดันองค์การให้ไปถึงวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ ถือเป็นการใช้วิสัยทัศน์เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงอย่างชาญฉลาด
โกดัก เจ้าพ่อแห่งวงการกล้องฟิล์มที่ถูกกล้องดิจิทัลเข้ามาตีตลาด โดยในปี 1998 บริษัทโกดักมีพนักงาน 170,000 คน และมียอดขาย 85% ของกระดาษถ่ายภาพทั่วโลก พนักงานเคยนำเสนอแผนในธุรกิจกล้องดิจิทัลต่อผู้บริหาร แต่ผู้บริหารบอกว่าไม่สวย สู้ฟิล์มไม่ได้ เนื่องจากรูปจากกล้องดิจิตอลในยุคแรกๆ มีความละเอียดเพียง 10,000 พิกเซล ซึ่งไม่คมชัดเมื่อเทียบกับกล้องฟิล์ม และโกดักก็ยังคงพัฒนากล้องฟิล์มของตนเองต่อไป แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี รูปแบบธุรกิจของโกดักก็ต้องประสบปัญหา สุดท้ายเมื่อผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้กล้องดิจิทัลมากขึ้น และตัวกล้องดิจิทัลเองก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ๆ มีความละเอียดมากขึ้น จนธุรกิจของโกดักต้องล้มละลายลงเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงหลังโกดักพยายามออกสินค้าใหม่ เช่น กล้องโพลารอยด์ที่สามารถดูรูปตัวอย่างได้คล้ายกับกล้องดิจิทัล แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเพราะไม่ใช่ความต้องการของลูกค้าไปเสียแล้ว ในขณะที่คู่แข่งของโกดัก คือ ฟูจิ สามารถปรับตัวได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงรอดพ้นมรสุมในครั้งนี้ไปได้ และยังคงอยู่ในตลาดกล้องดิจิทัล กล่าวคือ เมื่อฟูจิเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงกำหนดกลยุทธ์ขึ้น 3 ประการ คือ
  1. เอาเงินออกจากธุรกิจกล้องฟิล์มให้เร็วที่สุด เนื่องจากฟูจิรับรู้แล้วว่าเป็นช่วงขาลงของธุรกิจนี้ และอะไรก็ตามที่จะสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจกล้องฟิล์มให้รีบดำเนินการให้เร็วที่สุด
  2. รีบเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปสู่ธุรกิจดิจิทัล ที่ไม่ใช่แค่กล้องดิจิทัลเท่านั้น แต่ฟูจิยังจับมือกับ Xerox เพื่อก้าวสู่ธุรกิจการพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Printing)
  3. สร้างธุรกิจใหม่จากความรู้ (Know-how) ที่มีอยู่เดิม โดยต่อยอดเทคโนโลยีด้านการเคลือบผิวฟิล์มไปสู่ธุรกิจเครื่องสำอาง กลายเป็นไลน์ธุรกิจใหม่ของฟูจิในที่สุด
  โกดักและฟูจิ คู่แข่งธุรกิจกล้องฟิล์มในอดีต อีกรูปแบบหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง คือ Disruptive change เป็นความเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ทำลายล้างธุรกิจหรือสินค้าเดิมที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น ไอแพ็ด กำเนิดขึ้นเพื่อให้มีการใช้งานที่ใกล้เคียงกับโน๊ตบุ้ค เริ่มแรกผู้บริโภคมักใช้ดูหนัง เล่นเกมส์ พิมพ์งานบ้าง เนื่องจากมีขนาดเล็ก กระทัดรัดกว่าโน๊ตบุ้ค แต่ในเวลาไม่นาน ไอแพ็ด ได้พลิกโฉมหลายธุรกิจ เช่น การสั่งของออนไลน์ การอ่านหนังสือออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ ภาพยนตร์ เพลง รายการทีวี จนกลายเป็นอุปสรรคของทีวีดิจิทัล เนื่องจากคนดูเริ่มน้อยลง ส่วนใหญ่หันไปดูทีวีในระบบออนไลน์ โฆษณาหลายชิ้นลดการทำตลาดทางทีวีดิจิทัล หันมาทำตลาดทางทีวีออนไลน์กันมากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจการศึกษาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากการเรียนออนไลน์สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเจตนาเริ่มแรกของไอแพดนั้นไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเข้ามาล้มล้างธุรกิจต่างๆ ที่กล่าวมา หากแต่ในบางธุรกิจเห็นช่องทางนี้ในการทำธุรกิจของตน จึงเกิดเป็นแรงกระเพื่อมให้ธุรกิจอื่นๆ ทำตาม บางธุรกิจปรับตัวได้ทันโดยการนำธุรกิจเข้าสู่ออนไลน์ก่อน เพื่อลดผลกระทบ แต่บางธุรกิจปรับตัวไม่ทัน เพราะไม่ตระหนักกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็มีอันต้องล้มหายตายจากไป   ไอแพ็ด ผู้พลิกโฉมธุรกิจต่างๆ   อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมคืออุตสาหกรรมรถยนต์ รถยนต์เทสล่า (Tesla) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นรถยนต์กระแสหลักภายในปี 2020 ความพิเศษของมันคือพลิกมุมมองต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่มองว่ามีสมรรถนะต่ำ ความเร็วต่ำ ความสามารถต่ำ แต่เทสล่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าระดับ Hi-end ที่มีขีดความสามารถสูง ควบคุมด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งถ้ารถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง จะป็นการพลิกโฉมธุรกิจยานยนต์อย่างสิ้นเชิง บริษัทรถยนต์และธุรกิจต่อเนื่องของอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิมๆ จะได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล สิ่งที่ตามมาคือการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่จะต้องปรับตัว ปรับไลน์การผลิตใหม่ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากนี้ธุรกิจน้ำมันจะได้รับผลกระทบมหาศาลเช่นเดียวกัน เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าจะเลิกใช้น้ำมันโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงย่อมจะผลทั้งในทางดีและทางร้าย ซึ่งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้   รถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า รถยนต์กระแสหลักในอนาคต   การจัดการกับความเปลี่ยนแปลง   การจัดการกับความเปลี่ยนแปลง  
  1. สร้างสำนึกความจำเป็นเร่งด่วน (Sense of Urgency)
    • โดยทั่วไปคนจะไม่เปลี่ยนถ้าไม่เห็นความจำเป็น
    • ผู้บริหารจะต้องชี้ให้เห็นถึงโอกาส วิกฤต หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดได้
    • ต้องทำให้ทุกคนในองค์การตระหนักว่า “ไม่เปลี่ยน ไม่ได้แล้ว”
    • ใช้การสื่อสารโดยการพูดคุย ปรึกษาหารือ ดีกว่าการสื่อสารทางเดียวโดยผู้บริหาร
    • เป้าหมายคือการสร้างการยอมรับสู่ “วิสัยทัศน์ร่วม” ของทุกคนในองค์การ
แนวทางการสร้างสำนึกความจำเป็นเร่งด่วนประกอบไปด้วย 4 แนวทาง ดังนี้
  1. โน้มน้าว จูงใจ ให้ข้อมูล ให้ผลประโยชน์ หรือชี้ให้เห็นประโยน์ให้เกิดการตระหนัก พูดคุยรับฟัง แลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดเข้าใจอันดีต่อกันภายในองค์การ
  2. ไฟไหม้บ้าน เปรียบเสมือนเหตุไฟไหม้ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินที่จะต้องแก้ไขโดยด่วน นั่นคือ การชี้ให้เห็นถึงวิกฤตที่จะเกิดขึ้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ภัยคุกคามต่างๆ ที่จะมาถึง คู่แข่งรายใหม่ ภาวะการขาดทุน ลูกค้าหันไปหาคู่แข่ง ยอดขายตกต่ำ เป็นต้น
  3. ผู้นำกดดัน ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ให้ทิศทาง ซึ่งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง หากผู้บริหารไม่ลงมานำการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์การ
  4. ผู้ปฏิบัติไม่พอใจ เกิดจากความไม่พอใจของพนักงานระดับล่าง ที่เห็นว่าตนเองได้รับผลกระทบ เช่น ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทำงาน ความสะดวกสบาย จึงรวมตัวกันเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
  1. สร้างทีมแนวร่วม
    • หากขาดแนวร่วม กิจกรรมคงไม่อาจสำเร็จได้ ผู้นำเพียงคนเดียวไม่อาจนำการเปลี่ยนแปลงได้
    • ลักษณะของแนวร่วมขึ้นอยู่กับขอบเขตและลัษณะของการเปลี่ยนแปลง
    • มีความคิดร่วมกัน และมีอำนาจเพียงพอเพื่อความคล่องตัวและราบรื่นในการตัดสินใจ
    • จัดตั้ง และมอบอำนาจเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งในทีมควรประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญต่างๆ ดังนี้
  1. ผู้มีตำแหน่งที่มีอำนาจ จำเป็นจะต้องมีผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อที่ในทีมจะได้มีผู้ตัดสินใจทำหรือไม่ทำในเรื่องใดๆ
  2. ผู้เชี่ยวชาญ หากภายในองค์การไม่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ อาจจำเป็นต้องดึงผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยให้มุมมอง ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ
  3. ผู้ที่เป็นที่ยอมรับนับถือ อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง เช่น พนักงานระดับล่างที่มีความอาวุโส ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในกลุ่มพนักงานระดับล่าง คนเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องดึงเข้ามาร่วมในทีมเพื่อทำความเข้าใจ เพราะหากคนเหล่านี้ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้ว พนักงานที่เหลือก็มักคล้อยตามไปด้วย
  4. ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ อาจจะเป็นคนในองค์การ หรือนอกองค์การก็ได้ เช่น เคยมีประสบการณ์ไปดูงาน หรือเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้นๆ มาก่อน
  1. ภาพอนาคต : ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
เป็นภาพของอนาคตที่พึงประสงค์ มีความชัดเจน เป็นไปได้ เป็นแรงบันดาลใจให้องค์การไปข้างหน้าว่าสิ่งที่ทำจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไร หน้าที่ของภาพอนาคต คือ เป็นเข็มทิศมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง ชี้จุดหมายและทิศทางในการเปลี่ยนแปลง สร้างแรงจูงใจให้ทำ และประสานกิจกรรมแต่ละส่วนในองค์การ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีใดๆ มาใช้ในองค์การ แน่นอนว่าจะต้องมีผลกับการเปลี่ยนแปลงขององค์การ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างองค์การ การปรับทักษะของพนักงาน คำถามคือ ทำแล้วได้อะไร เช่น ประสิทธิภาพดีขึ้น ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น ประหยัดขึ้น ฯลฯ อีกทั้ง พนักงานจะได้อะไร เช่น ทำงานได้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ยิ่งภาพชัดเจน ยิ่งทำให้คนมีความกังวลน้อยลง
  1. สื่อสารวิสัยทัศน์อย่างทั่วถึง
  2. ทำให้ทุกคนในองค์การเห็นพ้องต้องกัน ในวิสัยทัศน์ของการเปลี่ยนแปลง
  3. สื่อสารวิสัยทัศน์ออกไปทุกช่องทางในทุกกิจกรรม ทั้งทางสัญลักษณ์องค์การ ทั้งการสื่อสารอย่างเป็นทางการ เช่น เอกสาร สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ ป้ายประกาศ ฯลฯ และไม่เป็นทางการ เช่น คำสัมภาษณ์ของผู้บริหาร เป็นต้น
  4. พฤติกรรมของผู้บริหาร คือ พูดจริง ทำจริง ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ทุกคนในองค์การรับรู้ได้ว่าผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเป็นแบบอย่างที่ดีในการเปลี่ยนแปลง
  5. สื่อสารอย่างซื่อตรง เปิดเผย ง่าย กระชับ ชัดเจน
  6. เสริมพลัง เอาอุปสรรคออกไป
  7. สิ่งใหม่ที่เสริมสอดรับการเปลี่ยนแปลง เอาอุปสรรคออก สำรวจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องยกเลิก อะไรบ้างที่ต้องปรับเปลี่ยน และอะไรบ้างที่ต้องเพิ่มเติม เช่น การจัดสรรอำนาจหน้าที่ ความสัมพันธ์ในงาน ระบบงาน กระบวนการทำงานใหม่ การจัดสรรทรัพยากรใหม่ การปรับโครงสร้าง กฎ ระเบียบ การวางกำลังคน เป็นต้น
  8. บุคลากรต้องพัฒนาขีดความสามารถ (ทัศนคติ ทักษะ ความรู้ พฤติกรรม) โดยต้องจัดการอบรม พัฒนา สอนงาน และจำเป็นต้องมีสิ่งจูงใจ หรือการให้ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ด้วย
  9. สร้างความสำเร็จที่ “เห็นได้” ก่อน
  10. ผู้นำจะต้องทำให้องค์การเห็นความสำเร็จหรือความเปลี่ยนแปลงอย่างเร็วที่สุด และทำให้เห็นการพัฒนาที่ “เห็นได้” ชัดเจน ไม่มีข้อสงสัย
  11. เด็ดผลไม้ที่อยู่ต่ำก่อน (Low hanging fruit) หมายความว่า จัดการกับสิ่งที่ง่ายและเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จก่อน
  12. ความสำเร็จที่เห็นก่อน (quick wins) ตัวอย่างความสำเร็จ เลือกเรื่องที่เห็นผลเร็วและง่ายมาทำก่อน เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นของคนในองค์การ
  13. มีการวางแผน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือปล่อยไปตามยถากรรม
  14. ให้ recognition และ reward หมายถึง มีการมอบรางวัล หรือเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจและเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่สามารถดำเนินกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงได้เป็นผลสำเร็จ
  15. พยายามเอาชนะข้อสงสัยต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยการสื่อสารอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งทำการเปลี่ยนแปลงให้ประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

1,110 total views, 3 views today