ทิศทางการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของธุรกิจ SMEs สู่ AEC ตอนที่ 1

บทคัดย่อ

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ นักวิชาการ และนักปฏิบัติล้วนต่างให้ความสำคัญกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมากขึ้น ธุรกิจ SMEs ถือว่าเป็นผู้เล่นคนสำคัญซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่มาจากอุตสาหกรรมสำคัญ 6 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติก และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ดังนั้น ธุรกิจ SMEs เหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีปรับตัวการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์

คำสำคัญ : ธุรกิจ SME, โซ่อุปทาน, โลจิสติกส์, ห่วงโซ่คุณค่า, ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


บทนำ

         ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทุกธุรกิจต่างต้องเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเนื่องจาก ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเงินทุนน้อยกว่าธุรกิจในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด มีการดำเนินการในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ธุรกิจ SME ของไทยมีถึงร้อยละ 98.6 ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้น อนาคตอีกสองปีข้างหน้า (พ.ศ.2558) เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน บรรดาธุรกิจ SMEs ที่มีเป็นจำนวนมาก ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งในเรื่องของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจที่มีความรุนแรงสูงขึ้น เข้าข่ายลักษณะของปลาใหญ่กินปลาเล็ก ดังนั้นธุรกิจ SMEs จะอยู่รอดได้นั้น จึงไม่ใช่แค่เพียงมีการปรับตัวการดำเนินงานให้เกิดการซื้อขายและบริการเท่านั้น แต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ด้วย เพราะการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์นั้นสามารถสร้างและส่งผ่านคุณค่าไปยังลูกค้าได้ นอกจากนี้ การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์  ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความอยู่รอดให้กับธุรกิจ SMEs เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้

การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์

        การจัดการโซ่อุปทานเป็นการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิต โรงงาน ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้ค้าปลีก เพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้า โดยที่ทุกส่วนต้องมีการประสานงาน แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงระบบข้อมูล วัตถุดิบ สินค้าและบริการ เงินทุน รวมถึงการส่งมอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลาและความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การจัดการโซ่อุปทานเป็นการให้ความสำคัญกับการจัดการตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึง ปลายน้ำ นั่นเอง

         การจัดการโลจิสติกส์เป็นการเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนในการจัดหาวัตถุดิบ สินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายจากต้นทางไปยังผู้บริโภคปลายทางได้ทันเวลาและมีประสิทธิภาพ โดยมีการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์และติดตั้งซอฟแวร์ที่ทันสมัยเพื่อช่วยในการบริหารจัดการ ดังนั้น หัวใจหลักของการจัดการโลจิสติกส์จึงอยู่ที่การสร้างความ สัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการสื่อสาร และการดำเนินงานประสานกันระหว่างหน่วยงาน โลจิสติกส์ยังถือเป็นกิจกรรมสนับสนุนการ ทำงานภายในองค์กรเพื่อให้ทุกหน่วยงานภายในเชื่อมโยงเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)








 รูปที่ 1 ห่วงโซ่คุณค่า  (ที่มา : Michael E.Porter, 1985)

            ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่คุณค่า กล่าวได้ว่า การจัดการโซ่อุปทานจะเป็นการจัดการในภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในขณะที่ห่วงโซ่คุณค่าจะเป็นการจัดการภายในองค์กรของแต่ละองค์กรที่อยู่ในโซ่อุปทาน ส่วนการจัดการโลจิสติกส์จะเน้นไปที่การเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมตั้งแต่ขั้นตอนในการจัดหาวัตถุดิบ สินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายจากต้นทางไปยังผู้บริโภคปลายทาง ดังแสดงในรูปที่ 2ประโยชน์ของการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์คือสามารถลดต้นทุนต่างๆดังนี้

  • ต้นทุนการขายสินค้า เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการขาย การบริหารจัดการสำนักงาน และการกระจายสินค้า
  • ต้นทุนสินค้าคงคลัง เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการจัดการเพื่อให้มีสินค้าวางขายในตลาดโดยไม่ขาดตลาด และมีอยู่ในปริมาณไม่มากเกินความจำเป็นจนก่อให้เกิดต้นทุนการเก็บรักษา
  • ต้นทุนการจัดการคลังสินค้า เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการจับทิศทางการเคลื่อนไหวของสินค้า การกำหนดสถานที่จัดเก็บผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท การกำหนดทำเลที่ตั้งของคลังสินค้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายสินค้า
  • ต้นทุนกระบวนการสั่งซื้อ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมกระบวนการสั่งซื้อ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า การจัดการข้อมูลคำสั่งรวมไปถึงการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า เช่น การออกเอกสารคำสั่งซื้อ การป้อนข้อมูลคำสั่งซื้อ การยืนยันคำสั่งซื้อ เป็นต้น
  • ต้นทุนปริมาณ เป็นต้นทุนที่เกิดจากกิจกรรมการจัดการสั่งซื้อและการผลิต โดยผันแปรกับปริมาณสินค้าที่จัดหาและการผลิต หรือความถี่ในการสั่งซื้อ เช่น การจัดการวัตถุดิบ การวางแผน การสำรวจ การกำหนดผู้จัดส่งและสถานที่การผลิต ซึ่งการกำหนดตัวเลขของปริมาณที่เหมาะสมในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ และเวลาใช้ในการผลิตส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์
  • ต้นทุนการขนส่ง การขนส่งเป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นและต้นทุนส่วนสำคัญควรคำนึงถึง วิธีในการขนส่ง การรวบรวมสินค้าก่อนทำการขนส่ง การกำหนดเส้นทางการขนส่ง การวางแผนด้านเวลาใช้ในการขนส่ง รวมถึงเรื่องเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใช้สำหรับการขนส่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


รูปที่2 ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ และ ห่วงโซ่คุณค่า  
(ที่มา: ปรับปรุงจาก Supply chain council, 1996)
         จากประโยชน์ของการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุนต่างๆ ได้ ย่อมส่งผลต่อการสร้างกำไรทางธุรกิจ จึงถือได้ว่าการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ

376 total views, 1 views today