ทิศทางการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของธุรกิจ SMEs สู่ AEC ตอนที่ 4

ผลกระทบของธุรกิจ SMEs จาก 6 อุตสาหกรรม เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

เมื่อพิจารณาผลกระทบของธุรกิจ SMEs จาก 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ตามลักษณะการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้  

SMEs จากอุตสาหกรรมอาหาร

ธุรกิจ SMEs ที่มาจากอุตสาหกรรมอาหารของไทย มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีการผลิต ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ และอีกทั้งยังได้รับมาตรฐานและการยอมรับของผู้บริโภคในอาเซียน แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันวัตถุดิบต้นน้ำเริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซ้ำยังมีต้นทุนด้านพลังงานและค่าแรงของแรงงานที่สูงขึ้นอีกด้วย ทำให้ธุรกิจ SMEs ไทย ไม่สามารถได้ผลกำไรต่อการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยได้อีกต่อไป

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำของธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมอาหารกล่าวได้ว่า ธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากสภาวะอุปสงค์ของตลาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่สามารถผลิตได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าและสำหรับธุรกิจอาหารภาคการเกษตร และประมงจะประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน อันเนื่องมาจากแรงงานต่างด้าวกลับไปทำงานในประเทศของตนเอง

สำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำนั้น ธุรกิจ SMEs ยังคงได้รับประโยชน์จากสภาวะอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และยังมีโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆเนื่องจากมีการเปิดเสรีการลงทุนได้มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีการลงทุน ที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีจะทำให้ธุรกิจ SMEs ที่ขาดความเข้มแข็งด้านเงินทุนถูกครอบงำจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ต้องกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตไปในที่สุดแทนที่จะเป็นเจ้าของกิจการ

SMEs จากอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล

ธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลของไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตรไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น กัมพูชา ลาว และอินเดีย เป็นต้น

เมื่อพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำ ถือว่า ธุรกิจ SMEs ไทย มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าเนื่องจากต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ถึงแม้ว่า จะมีการยกเลิกภาษีนำเข้าก็ตาม แต่ธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลในระดับอุตสาหกรรมต้นน้ำยังต้องเผชิญกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเหล็กอยู่นั่นเอง

สำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำ ธุรกิจ SMEs ไทยยังได้เปรียบในเรื่องของการได้รับความยอมรับการมีฝีมือและทักษะของแรงงาน แต่จะเสียเปรียบการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตเครื่องมือกลที่สูงกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน

ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น  เนื่องจากสิงคโปร์และมาเลเซียผู้ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตเครื่องจักรจะเข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยนั่นเอง

SMEs จากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง

ธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ยังขาดศักยภาพในการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากธุรกิจ SMEs มีข้อจำกัดในด้านของเงินทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมในด้านของผลิตภัณฑ์ การขาดศักยภาพในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยาง

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำนั้น จะเป็นในเรื่องของแรงงานต่างด้าว ที่สามารถเข้ามาใช้แรงงานได้อย่างถูกกฎหมายและสามารถที่จะเข้ามาลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานกรีดยางได้

ส่วนอุตสาหกรรมกลางน้ำจะได้รับผลในแง่บวกจากการที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปขั้นต้นไปยังตลาดอาเซียนได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปขั้นต้นนั้นต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานร่วมกันในการยอมรับ ( ของอาเซียน

สุดท้ายอุตสาหกรรมปลายน้ำ ธุรกิจ SMEs ไทยอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มากขึ้น โดยเฉพาะถุงมือยาง ซึ่งมีคู่แข่งที่สำคัญ คือ ประเทศมาเลเซีย และที่สำคัญธุรกิจ SMEs ไทย ยังขาดแคลนทักษะความรู้ อาจทำให้เสียเปรียบธุรกิจ SMEs จากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ได้

SMEs จากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก

ธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดโลก เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทย และเป็นอุตสาหกรรมเชื่อมต่อระหว่างอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่แข็งแกร่งของไทยกับอุตสาหกรรมปลายน้ำของไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น สำหรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมพลาสติก สามารถแบ่งได้เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรืออุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก และอุตสาหกรรมต้นน้ำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก คือ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมสารประกอบ ส่วนอุตสาหกรรมกลางนํ้า คือ อุตสาหกรรมที่นำเม็ดพลาสติกมาผ่านกระบวนการแปรรูปต่างๆ (Converter) เพื่อที่มาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทต่าง ๆ นอกจากผลผลิตบางประเภทในอุตสาหกรรมนี้จะถูกจำหน่ายให้ผู้บริโภคแล้วนั้น ผลผลิตบางส่วนจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปลายนํ้าต่างๆ ดังที่อธิบายไว้ในเบื้องต้น

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำนั้นกล่าวได้ว่า ธุรกิจ SMEs ไทยจะสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบราคาถูกจากประเทศอาเซียนได้มากขึ้น สามารถเข้าถึงบริการด้านการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ที่จำเป็นได้ง่าย และสามารถเข้าถึงแรงงานที่มีต้นทุนต่ำได้ แต่จะขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้อาจย้ายไปทำงานในประเทศอื่นที่มีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สูงกว่า

ส่วนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่า ธุรกิจ SMEs ไทยจะสามารถส่งออกได้สูงขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงตลาดต่างๆ ได้ง่ายและมากขึ้น ทั้งยังสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนได้อีกด้วย เนื่องจากสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเข้าถึงแรงงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ง่ายขึ้น แต่จะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดสินค้าราคาถูกและสินค้าที่ด้อยคุณภาพให้กับประเทศอื่นๆ และยังขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือเนื่องจากแรงงานเหล่านี้อาจย้ายไปทำงานในประเทศอื่นที่มีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่สูงกว่า

SMEs จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาจากขั้นตอนการผลิตเพื่อทดแทนนำเข้าสู่การผลิตเพื่อส่งออก จึงมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

เมื่อพิจารณาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำพบว่า ธุรกิจ SMEs ไทยต้องอาศัยการนำเข้าเส้นใยจากประเทศอินโดนีเซีย ดังนั้น เมื่อประเทศไทยเข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ธุรกิจ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และจำเป็นต้องมีการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ตามทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้าและต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมปลายน้ำธุรกิจ SMEs ไทย สามารถที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังลาว เวียดนาม และกัมพูชาซึ่งจะส่งผลให้เกิดความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบและมีศักยภาพการแข่งขันการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยขาดแคลนแรงงาน และมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า นอกจากนี้แล้วธุรกิจ SMEs ไทยในอุตสาหกรรมปลายน้ำยังต้องพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ สิ่งที่ต้องระวังคือความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อการปรับตัวด้านต้นทุนการผลิต

SMEs จากอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

ธุรกิจ SMEs จากอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีกระบวนการผลิต และการสร้างมูลค่าครบตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยอุตสาหกรรมต้นน้ำจะเป็นการวิจัย พัฒนาและออกแบบ การทำเหมืองอัญมณี ซึ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมกลางน้ำจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพและเจียระไนอัญมณี ซึ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อุตสาหกรรมเจียระไน การเผา/หุงพลอย และการขัดเงา ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องประดับ ซึ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตตัวเรือน (???) และเครื่องประดับ อุตสาหกรรมการผลิตและสกัดโลหะมีค่า อุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์ และเครื่องจักร อุตสาหกรรมปลายน้ำยังรวมไปถึงการตลาดและการจัดจำหน่ายอีกด้วย

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต้นน้ำ คือ การที่ธุรกิจ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบราคาถูกจากประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น พลอยจากพม่า ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลางน้ำจะสามารถเข้าถึงบริการด้านวิจัยและพัฒนาต่างๆ ที่จำเป็นได้ง่ายและมากขึ้น ทั้งยังสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนได้ สามารถเข้าถึงแรงงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้จะย้ายไปทำงานในประเทศอื่นที่ให้ค่าตอบแทนที่สูงกว่า

สำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำ ธุรกิจ SMEs จะมีช่องทางในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนและประเทศนอกกลุ่มอาเซียน และยังเข้าถึงบริการทางด้านการตลาดต่างๆ ที่จำเป็นได้ง่ายและมากขึ้น สามารถเข้าไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน เข้าถึงโรงงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากประเทศเพื่อนบ้าน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายอีกด้วย สิ่งที่ต้องระวังสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำคือ อาจเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้แก่สินค้าราคาถูกและสินค้าที่ด้อยคุณภาพจากประเทศอาเซียนอื่นๆ

258 total views, 1 views today