ทิศทางการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของธุรกิจ SMEs สู่ AEC ตอนที่ 5

ทิศทางการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของธุรกิจ SMEs ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

จากการวิเคราะห์ถึงผลกระทบของธุรกิจ SMEs เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นั่น พบว่า การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสามารถในทางการแข่งขัน ดังนั้น ธุรกิจ SMEs ควรมีแนวทางการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ดังนี้

  1. การจัดการบริการลูกค้า จะต้องจัดสรรทรัพยากรและแบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกรด A B C และ D ตามหลักการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งจะทำให้บริษัทประหยัดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในการทุ่มทรัพยากรที่ไม่จำเป็นกับลูกค้าบางกลุ่ม รวมทั้งควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำธุรกรรมติดต่อกับลูกค้า เช่น SMS, E-commerce, Facebook เป็นต้น เพื่อสร้างกิจกรรมทางการตลาด หรือการส่งเสริมการขายในการดึงดูดใจลูกค้าต่อไป
  2. การพยากรณ์อุปสงค์ ควรมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเก็บข้อมูลในเรื่องของปริมาณ ประเภท รูปแบบ ขนาด สีสัน ลวดลาย ฯลฯ ตามความต้องการลูกค้าในแต่ละช่วงเพื่อพยากรณ์วางแผนรองรับอุปสงค์ได้อย่างถูกต้อง
  3. การสื่อสารด้านการกระจายสินค้า จะต้องมีการวางระบบการติดต่อสื่อสารภายในบริษัท ไม่ว่าจะเป็นในรูปของกระดาษหรือเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งจะช่วยให้ลดช่องว่างของความผิดพลาดได้ รวมทั้งควรมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพด้วย
  4. การจัดการสินค้าคงคลังและดำเนินการกับคำสั่งซื้อ ตามหลัก ABC Analysis ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญวัตถุดิบกับสินค้าที่มีปริมาณคำสั่งซื้อมาก เพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น เดิมสั่งวัตถุดิบเดือนละ 1 ครั้งในปริมาณที่มาก ควรปรับเป็นการทยอยส่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  5. การขนถ่ายวัสดุ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จะเลือกใช้เครื่องมือ สายพาน รถวิ่งบนราง รถพ่วง หรือ รถโฟล์กลิฟต์ ที่เหมาะสมกับสภาพของคลังสินค้า
  6. การเลือกที่ตั้งของโรงงาน ผู้ผลิตสร้างโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าซึ่งควรให้อยู่ใกล้ลูกค้าหรือแหล่งวัตถุดิบ จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้
  7. การบริหารคลังสินค้าและการจัดเก็บ โดยใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการคลังสินค้า เช่น WMS, Barcode, RFID ฯลฯ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำมาช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสินค้าอีกครั้ง และยังสามารถวิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้าว่าสินค้าใดที่ขายดีในแต่ละช่วงฤดูกาล
  8. พัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการให้มีความหลากหลาย ด้วยการค้นคว้าวิจัย นวัตกรรมใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น และมีความแตกต่างเพื่อให้ขายได้ราคาสูงขึ้น
  9. การผลิตสินค้า ควรพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน
  10. สร้างตราสินค้าให้เป็นที่เชื่อถือได้ในด้านสินค้ามีคุณภาพและความปลอดภัย
  11. สร้างพันธมิตรธุรกิจอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ประกอบการในภาคการผลิตและผู้ให้บริการโล จิสติกส์ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน
  12. สร้างระบบ E-Logistics ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งทางด้าน Hardware, Software และ People Ware มาใช้ในการบริหารกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางด้านโลจิสติกส์ มีทั้งสั่งซื้อ/นำเข้า-ส่งออกสินค้าโดยเชื่อมโยงเป็นระบบบูรณาการทั้งด้านการเงิน – บัญชี การตลาด การบริหารงานโลจิสติกส์และระบบการสร้างมูลค่าเพิ่มต่างๆ เช่นระบบ ERP : Enterprise Resource Planning เป็นต้น เพื่อเป็นการเชื่อมโยงองค์กรระหว่างกัน ไม่ว่าจะเชื่อมกับลูกค้า หรือคู่ค้าก็ตาม
  13. คำนึงถึงต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบ ได้แก่ ต้นทุนสินค้าคงคลัง ต้นทุนการขนส่ง และที่สำคัญต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ เพื่อที่สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน เช่น มีการหาทางเลือกในการขนส่งหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับงบประมาณค่าขนส่ง หรือมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์มาบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ มีการวิเคราะห์จำนวนวันเฉลี่ยที่ใช้ในการเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป และจำนวนวันที่สินค้าอยู่ในสายการผลิต โดยการบริหารแบบ Just in Time (JIT) เพื่อให้ต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ในระดับที่เหมาะสมระหว่างต้นทุนสินค้าคงคลังกับต้นทุนการขนส่งเข้าสายการผลิต

สรุป

ธุรกิจ SMEs มีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และยังเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูเสริมสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจ SMEs มีความสามารถทางการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพโดยนำหลักการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์มาใช้ในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตามความสำเร็จด้านการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของธุรกิจ SMEs นั้นยังต้องอาศัยการพัฒนาและสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งระบบสาธารณูปโภค กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อมาสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจ สำหรับตัวธุรกิจ SMEs เองแล้ว ควรมีการเลือกบริหารจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ อย่างเหมาะสม และสนองตอบความต้องการของลูกค้าซึ่งมีความแตกต่างกันตามประเภทของสินค้า และสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันในแต่ละอุตสาหกรรม การบริหารจัดการและการวิเคราะห์จุดเหมาะสมจึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์และการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด ประกอบกับการวิเคราะห์ลักษณะและพฤติกรรมของผู้บริโภคควบคู่ไปด้วย


บรรณานุกรม

กองอาเซียน 3 กระทรวงการต่างประเทศ. 2554. แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน.

กรุงเทพฯ : คาริสม่ามีเดีย.

สิทธิชัย ฝรั่งทอง. 2555. กลยุทธ์ธุรกิจพิชิตอาเซียน. กรุงเทพฯ :เอ็กซ์เปอร์เน็ท.

TURAC. 2555. บทวิเคราะห์ผลกระทบของประชมคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อผู้ประกอบการ SMEs ในสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย (High Impact Sectors). กรุงเทพฯ : สสว.

534 total views, 5 views today