Cruise Tourism บริบทการท่องเทียวเรือสำราญ

ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2560 โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยว Cruise Tourism ประกอบกับนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 เห็นชอบสั่งการให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง วางแผนการพัฒนาท่าเทียบเรือทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ในการพัฒนาและการเตรียมความพร้อมรองรับแผนงานและยุทธศาสตร์ของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่จะพัฒนาไปสู่อาเซียน และพัฒนาจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล โดยกำหนดให้พัฒนาประเทศไทยเป็น Cruise and Yacht Destination (บุญเสริม ขันแก้ว, 2558)
การท่องเที่ยวเรือสำราญได้รับความนิยมมากในหลายทวีปในโลก เช่น ในปี ค.ศ. 2014 นักท่องเที่ยวเรือสำราญทั่วโลกมีจำนวนประมาณ 22,247,000 คน ซึ่งร้อยละ 8.5 เป็นจำนวนนักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารเรือสำราญในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยผู้โดยสารเรือสำราญมีจำนวนประมาณ 459,551 คน หรือเพียงร้อยละ 2.08 ของจำนวนผู้โดยสารเรือสำราญทั่วโลก หรือจำนวนเรือที่มาให้บริการในเอเชียและแปซิฟิกจำนวน 62 ลำ ประเทศไทยมีศักยภาพการท่องเที่ยวและมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในระดับโลก ทำให้เกิด ข้อได้เปรียบหลายประการสำหรับการท่องเที่ยวเรือสำราญ เช่น มีประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิประเทศและที่ตั้งเหมาะสม ที่จะเป็นเมืองท่าเรือสำราญ (Home Port) แต่การท่องเที่ยวทางทะเลของไทยก็ยังมีปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดอีกมากมาย ยังมีจำนวนเรือสำราญและการท่องเที่ยวทางทะเลมีอยู่ไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น และประเทศไทยยังไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางซึ่งในแถบเอเชียยังเป็นประเทศสิงคโปร์และสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากประเทศไทยปัจจุบันมีท่าเรือโดยสาร (Cruise Terminal) เพียงท่าเดียวที่แหลมฉบัง ซึ่งยังขาดการพัฒนาและบริหารเพื่อรองรับเรือสำราญอย่างเต็มประสิทธิภาพ การแวะจอดในประเทศไทย เรือสำราญต้องเทียบท่าร่วมกับเรือสินค้า โดยท่าเทียบที่ให้บริการหลักในไทยมีอยู่ 5 แห่ง ท่าที่มีเรือสำราญมาใช้บริการมากที่สุด คือ การนำเรือมาจอดทอดสมอที่อ่าวป่าตองและจอดเทียบท่าเรือน้ำลึก จังหวัดภูเก็ต รองลงมา ได้แก่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ท่าเรือเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี ท่าเรือจังหวัดกระบี่ และท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ตามลำดับ อีกทั้งประเทศไทยยังมีข้อเสียเปรียบหลายประการที่ต้องการการแก้ไข เช่น ปัญหาท่าเทียบเรือที่มีอยู่ยังไม่ได้มาตรฐาน กฎและระเบียบพิธีการยังไม่เป็นสากล ไม่มีหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบทำให้ขาดการพัฒนาอย่างเป็นเอกภาพและขาดความต่อเนื่อง ระบบการขนส่งที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในธุรกิจ (วัฒนา โชคสุวณิช, 2558)
บริบทการท่องเที่ยวเรือสำราญในประเทศไทย
1. สถานการณ์การท่องเที่ยวเรือสำราญของประเทศไทย
ประเทศไทยให้บริการเรือสำราญมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี แต่เท่าที่ผ่านมาบทบาทท่าเรือของประเทศไทยเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of Call) เป็นหลัก โดยเรือสำราญนำนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวโดยไม่ค้างคืนบนฝั่ง แล้วกลับขึ้นเรือเดินทางต่อไปยังท่าเรืออื่น โดยระยะเวลาและจำนวนวันมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับ ความน่าสนใจของท่าเรือ ส่วนบทบาทการเป็นท่าเรือหลัก (Homeport) ของท่าเรือไทยยังมีน้อย เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคหลายประการ เช่น ข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคของท่าเรือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ในอดีตสายการเดินเรือหลัก ๆ เช่น Princess Cruise เคยใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือหลัก แต่ด้วยความวุ่นวายจากปัญหาทางการเมือง สายการเดินเรือตัดสินใจย้ายท่าเรือหลักไปยังประเทศสิงคโปร์
ประเทศไทยปัจจุบันมีท่าเรือโดยสาร (Cruise Terminal) เพียงท่าเดียวที่แหลมฉบังแต่ยังขาดการพัฒนาและบริหารเพื่อรองรับเรือสำราญอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยท่าเทียบที่ให้บริการหลักในไทยมีอยู่ 5 แห่ง เมืองท่าที่มีเรือสำราญมาใช้บริการมากที่สุด คือ การนำเรือมาจอดทอดสมอที่อ่าวป่าตองและจอดเทียบท่าเรือน้ำลึก จังหวัดภูเก็ต รองลงมา ได้แก่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ท่าเรือเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี ท่าเรือจังหวัดกระบี่ และท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ตามลำดับ เรือสำราญที่แวะเทียบท่าส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 80.5 แวะโดย ไม่ค้างคืนบนฝั่ง มีเพียงส่วนน้อย คือ ร้อยละ 16.2 ที่แวะพักค้างคืน โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาลงท่าเรือคลองเตยพักค้างคืนบนฝั่งถึงร้อยละ 54.8 และที่ท่าเรือแหลมฉบังมีการพักค้างคืนร้อยละ 40.9 โดยที่เรือสำราญบางส่วนใช้ท่าเรือทั้ง 2 แห่งนี้เป็นจุดสิ้นสุดเส้นทางการเดินเรือ (Turnaround) ทั้งนี้ CLIA ได้คาดการณ์ว่า แนวโน้มจำนวนวันเทียบท่าของประเทศไทยลดลงจากเฉลี่ยร้อยละ 14 ในช่วงปี 2556 – 2558 เหลือเพียงร้อยละ 7
ภูเก็ตได้รับคัดเลือกเป็นท่าเรือแวะพักของสายการเดินเรือฝั่งทะเลอันดามันตลอดมาอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากการพัฒนาท่าเรือหลักในสิงคโปร์และความหลากหลายของเมืองท่าเชื่อมโยงในเส้นทางเดินเรือระยะสั้นที่สามารถเชื่อมโยงกับภูเก็ตได้ โดยวัฒนธรรมในด้านการท่องเที่ยวของคนเอเซียสัดส่วนของผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมครอบครับมีอัตราส่วนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในเอเซีย ทำให้กลุ่มผู้โดยสารที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้สูงในเอเซียมีสัดส่วนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเรือสำราญ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในเอเซีย โดยใช้เรือสำราญขนาดกลางและใหญ่มาแวะพักท่องเที่ยวแบบเช้ามาเย็นกลับ ลักษณะสำคัญของกลุ่มนักท่องเที่ยวเรือสำราญสำหรับท่าเรือแวะพักจึงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องการท่องเที่ยวในระยะเวลาสั้นหรือเพียง 1 วัน
เรือสำราญที่มาภูเก็ตจอดเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต แต่เนื่องจากท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตออกแบบเป็นท่าเรือสินค้าเป็นหลัก และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเรือสำราญ ขนาดของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ความยาว ไม่เกิน 180 เมตร จำนวน 2 ท่า ความยาวของเรือที่อนุญาตให้เข้าเทียบท่า 268 เมตร ความกว้างไม่เกิน 27.5 เมตร และร่องน้ำลึกไม่เกิน 9.4 เมตร และหน้าท่ารองรับเรือขนาดไม่เกิน 20,000 DWT ทำให้ไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบันได้ และบริเวณท่าเรือมีเพียงโกดังสินค้าไม่มีอาคารผู้โดยสาร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้าออก จะกางเต้นท์ชั่วคราวเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวบริเวณลานสินค้า นอกจากนี้ ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตยังมีข้อจำกัดด้านทำเลที่ตั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตจึงได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วง 6 เดือน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน หากเป็นเรือสำราญขนาดเล็กไม่มีปัญหาเข้าออกได้ แต่ถ้าเป็นเรือสำราญขนาดใหญ่เจอลมตีทำให้เรือต้านลมออกไม่ได้ อีกทั้งท่าเรือน้ำลึกอยู่ห่างไกลจากเมืองทำให้เดินทางเข้าเมืองลำบาก และไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ
จากปัญหาการเข้าเทียบท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตดังกล่าว ภูเก็ตจึงมีการนำเรือมาจอดทอดสมอที่อ่าวป่าตอง เป็นลักษณะโป๊ะลอยน้ำเทียบเรือชั่วคราวทางด้านตะวันตกของเกาะภูเก็ตที่หาดป่าตองและหาดกะหลิมสำหรับการใช้งานชั่วคราวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวระหว่างพฤศจิกายน-เมษายน โดยเรือสำราญต้องทอดสมอลอยลำ และขนถ่ายนักท่องเที่ยวลงเรือเล็ก (Tender) มาขึ้นท่าเทียบเรือชั่วคราวที่มีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำ (Floating Pontoon) เป็นโป๊ะจอดเรือชั่วคราวเพื่อขนถ่ายผู้โดยสารขึ้นฝั่งที่หาดป่าตองหรือหาดกะหลิม
อย่างไรก็ดี การนำเรือมาจอดทอดสมอที่อ่าวป่าตองแม้เรือขนาดใหญ่สามารถจอดทอดสมอได้พร้อมกันหลายลำ ผู้โดยสารขึ้นฝั่งในบริเวณหาดสาธารณะสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็ว แต่ใช้เวลาในการขนถ่ายผู้โดยสารจำนวนมาก เป็นอุปสรรคในขณะที่มีมรสุม หน้าอ่าวป่าตองไม่มีพื้นที่ในการจอดรถบัสเพื่อรับหรือส่งผู้โดยสารบริเวณถนนหน้าโป๊ะเทียบเรือ ทำให้การจราจรติดขัด ผู้โดยสารไม่ปลอดภัย เสียภาพพจน์การท่องเที่ยว อีกทั้งบริเวณท่าเรือขาดสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำ ข้อมูลการท่องเที่ยวในบริเวณโป๊ะเทียบเรือ
แม้ว่าท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตได้รับการออกแบบให้เป็นท่าเรือสินค้าเป็นหลักแต่ปัจจุบันมีเรือท่องเที่ยว ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาท่าเรือภูเก็ตท่าให้สามารถรองรับเรือโดยสารท่องเที่ยวขนาดใหญ่ โดยทำการเปิดประมูลสัมปทานใหม่ เมื่อกรกฎาคม 2559 และบริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตให้มีความยาวหน้าท่า 360 เมตร รองรับเรือที่มีความกว้าง 47 เมตร และมีแผนการพัฒนาให้เป็นท่าเรือศูนย์กลาง (Home Port) แบบครบวงจร
2. การเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาการท่องเที่ยวเรือสำราญในประเทศไทย
รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและได้ผลักดันการพัฒนาการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้แต่งตั้งคณะทำงานอำนวยความสะดวกการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ โดยมีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานคณะทำงาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นคณะทำงานและเลขานุการ มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม ในการรองรับการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นท่าจอดเรือ (Home Port) และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเรือสำราญ
3. ผลการวิจัยสถานที่ตั้งของท่าเรือสำราญในกลุ่มท่องเที่ยวอันดามัน
ผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่มีความเห็นว่าท่าเรือสำราญในกลุ่มท่องเที่ยวอันดามันควรตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้
(1) แหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย จังหวัดภูเก็ตมีแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นหลายแห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เรือสำราญมาแวะพักเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสนุกสนานในพื้นที่ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวและสถานบันเทิง แหล่งท่องเที่ยวชุมชน
(2) ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ภูเก็ตเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในระดับโลก ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักและอยากมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรม เช่น ชายหาด เกาะ ดำน้ำ อาหารทะเล แหล่งชอบปิ้ง เป็นต้น
(3) ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวมีความหลากหลาย เช่น ภูเก็ตสามารถจัดโปรแกรมนำเที่ยวได้ 15-20 รายการนำเที่ยว
(4) สิ่งอำนวยความสะดวกเข้าออก ภูเก็ตมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าออกพร้อมกว่าเมืองอื่น เช่น สนามบินนานาชาติ
(5) เที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศจำนวนมาก ภูเก็ตมีเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศเข้าออกเป็นจำนวนมาก
(6) โครงสร้างพื้นฐานดี ภูเก็ตมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ถนนหนทางมีความสะดวกและ ความรวดเร็วในการเดินทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัดใกล้เคียง และมีท่าเรือภูเก็ตที่รองรับ เรือสำราญขนาดเล็กและขนาดกลางได้ในระดับหนึ่ง
(7) ยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางอันดามัน จังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางอันดามันที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปสู่จังหวัดพังงา กระบี่ ระนอง ตรัง และเชื่อมโยงไปมาเลเซีย สิงคโปร์ และเอเชียใต้
(8) ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องจำนวนและขนาดเพียงพอต่อความต้องการ จังหวัดภูเก็ตมีโรงแรมหลายระดับจำนวนมากเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเรือสำราญที่เริ่มหรือจบการเดินทาง บริษัทนำเที่ยวหลายแห่ง ที่มีประสบการณ์จัดนำเที่ยวเรือสำราญ และมีมัคคุเทศก์ที่มีจำนวนเพียงพอที่มีทักษะ ความชำนาญ และประสบการณ์ และพูดได้หลายภาษา
(9) หน่วยงานราชการประจำ ภูเก็ตมีสำนักงานของหน่วยงานราชการประจำอยู่หลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเจ้าท่าภูเก็ต ตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต ด่านศุลกากรภูเก็ต
(10) ความพร้อมการให้บริการอื่น ๆ ที่เรือต้องการ เช่น การซ่อมบำรุงเรือ การหาวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อซ่อมแซมเรือ ภูเก็ตมีความพร้อมเนื่องจากมีอู่ซ่อมเรือหลายแห่ง
อย่างไรก็ดี ผู้ให้ข้อมูลบางท่านมองว่าภูเก็ตเจริญมากแล้ว มีความหนาแน่นและเริ่มประสบปัญหา รถติด ซึ่งจะประสบปัญหามากขึ้น หากมีนักท่องเที่ยวเรือสำราญเพิ่มมากขึ้น แต่หากจะพิจารณาสร้างท่าเรือ อย่างจริงจัง ควรทำการศึกษาหาข้อมูลอย่างลึกซึ้งก่อนการตัดสินใจ

640 total views, 2 views today