การจัดการที่พักโฮมสเตย์

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (2547) ให้ความหมายของโฮมสเตย์ (Home Stay) หรือที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท ว่าหมายถึงบ้านที่อยู่ในชุมชนชนบทที่มีประชาชนในชุมชนเป็นเจ้าของบ้าน และเจ้าของบ้านหรือสมาชิก ในครอบครัวอาศัยอยู่ประจำและบ้านนั้นเป็นสมาชิกของกลุ่ม/ชมรม หรือสหกรณ์ที่ร่วมกันจัดเป็นโฮมสเตย์ในชุมชน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักอาศัยร่วมกับเจ้าของบ้านได้ ซึ่งสมาชิกในบ้านมีความยินดีและเต็มใจที่จะรับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งถ่ายทอดประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยว และพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวและทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เล่นน้ำตก ขี่จักรยาน ล่องแพ เดินป่าศึกษาธรรมชาติ เป็นต้น ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งในกลุ่มชาวไทยและชาวต่างประเทศ มีการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวในแหล่งชุมชน เพื่อศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม หัตถกรรมของท้องถิ่น โดยมีโฮมเสตย์ที่มีความหมายมากกว่าเป็นที่พัก เนื่องจากเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวอย่างหนึ่ง ซึ่งยึดเอารูปแบบที่พักเป็นศูนย์กลางและจัดให้มีกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของนักท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ดีการจัดกิจกรรมโฮมเสตย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เริ่มประสบปัญหาของการจัดกิจกรรม ที่หลากหลายแต่มีระดับคุณภาพที่แตกต่างกัน จึงเกิดแนวคิดของการจัดทำมาตรฐานโฮมเสตย์ขึ้น เพื่อเป็นการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพโฮมสเตย์ในปัจจุบันและในอนาคต การจัดตั้งโฮมสเตย์ การจัดตั้งโฮมสเตย์จำเป็นต้องแจ้งนายอำเภอในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ และขอรับ “ใบรับแจ้งการไม่เป็นโรงแรม” ตามข้อกำหนดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ส่วนโฮมสเตย์ตามข้อกำหนดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บ้านต้องมีความพร้อมในการเป็นโฮมสเตย์ โดยมีคุณสมบัติเบื้องต้น 6 ประการ คือ 1. เจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวต้องถือว่าการทำโฮมสเตย์เป็นเพียงรายได้เสริมนอกเหนือรายได้จากอาชีพหลักของครอบครัวเท่านั้น 2. มีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเหลือและไม่ได้ใช้ประโยชน์ สามารถนำมาดัดแปลงให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้ 3. นักท่องเที่ยวต้องเข้าพักค้างแรมในบ้านเดียวกับที่เจ้าของบ้านอาศัยอยู่ โดยมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตระหว่างกัน 4. สมาชิกในครอบครัวต้องมีความยินดีและเต็มใจที่จะรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาพักค้างแรมในบ้าน พร้อมทั้งถ่ายทอดวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นนั้นแก่นักท่องเที่ยว 5. เจ้าของบ้านและสมาชิกในครอบครัวให้ความร่วมมือกับชุมชนในการจัดการโฮมสเตย์เป็นอย่างดี 6. บ้านนั้นควรเป็นสมาชิกของกลุ่ม ชมรม หรือสหกรณ์ ที่ร่วมกันจัดการโฮมสเตย์ของชุมชนนั้น การจัดการโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบทควรที่จะมีการรวมกลุ่มจัดตั้งในรูปของกลุ่ม/ชมรม/สหกรณ์ ซึ่งสมาชิกและคนในชุมชนจะต้องมีความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในด้านการจัดการโฮมสเตย์ร่วมกัน โฮมสเตย์เป็นบ้านที่อยู่อาศัยที่เจ้าของบ้านอยู่อาศัยตามปกติ โดยไม่ต้องไปต่อเติมแบบแยกหลัง แต่อาจจะเพิ่มห้องหรือขยายบ้านบางบริเวณเป็นการอยู่ตามธรรมชาติดั้งเดิมที่ชีวิตความเป็นอยู่เดิมของเจ้าของบ้าน เพียงแต่อาจจะเพิ่มที่นอนหมอนมุ้ง ห้องน้ำห้องสุขาให้สะอาดขึ้น แต่คงไว้ซึ่งวีถีชีวิตความเป็นอยู่ แต่อาจต้องเพิ่มเวลาให้กับแขกที่เข้าพักบ้าง เพื่อใช้เวลาในการเล่าเรื่องราวในท้องถิ่นหรือวิถีชีวิตการทำกินให้ฟัง การจัดตั้งโฮมเสตย์ นอกเหนือจากการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพแล้ว เจ้าของบ้านต้องมีการเตรียมการให้บริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. การจัดอาหารสำหรับผู้มาพัก ใช้แนวทางการกินอยู่ของเจ้าของบ้านที่ทำอาหารรับประทานตามปกติ แต่ให้เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักว่าจะขัดบัญญัติของศาสนาหรือไม่ เช่น ผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือผู้รับประทานมังสวิรัติ และเน้นวัฒนธรรมการทำและการกินของแต่ละชุมชนที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสอย่างถึงแก่น ตัวอย่างเช่น วิถีชีวิตของชาวไทยภาคกลางที่ต้องไปทอดแห ลงข่าย วางลอบ ตกเบ็ด หรือแม้แต่ใช้ฉมวกแทงปลาในยามค่ำคืนตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง เป็นอีกเรื่องราวที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชาวบ้านเขารู้และเป็นอยู่ หรือถ้าไปพักแรมในฤดูน้ำลง กุ้งปลาจะออกจากท้องทุ่งลงสู่แม่น้ำที่มีน้ำลึกกว่า ชาวบ้านจะยกยอปลาและยอกุ้งฝอยมาทำปลาร้า กะปิ หรือพล่ากินเป็นอาหาร ซึ่งล้วนมีเสน่ห์และทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ หรือการหาผักหญ้าจากท้องถิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ดอกโสนริมคลอง ผักบุ้งริมน้ำมาทำแกงเทโพ หรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยให้นักท่องเที่ยวช่วยกันหาช่วยกันทำยิ่งไปในถิ่นชาวเขาหรือต่างชนชาติยิ่งมีวัฒนธรรมการกินและประกอบอาหารแตกต่างออกไปอีก ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความอยากเรียนรู้ เช่น อาจต้องไปเก็บผักกูดริมห้วยในหุบเขา ใบมันปลาในป่าหลังหมู่บ้าน หรือใบชะพลูมาแกงคั่วหอยขมจากท้องห้วย เป็นต้น 2. การจัดการละเล่น การแสดง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสนุกสนาน บันเทิงใจและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมด้านการละเล่นและการแสดง เจ้าของบ้านควรมีการจัดการแสดง อาจใช้ลูกหลานที่ได้รับการฝึกแสดงให้ชม หรืออาจจ้างเยาวชนหรือละครมาแสดง เช่น การรำโทน ร้องเพลงอีแซว ภาคกลาง ฟ้อนแหงนทางภาคเหนือ เพลงรองเง็งภาคใต้ และอาจเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากจะหัดเล่นและแสดงด้วย 3. การให้บริการนวด/อบตัวด้วยสมุนไพร ชุมชนเกือบทุกชุมชนมีให้บริการนวดมากขึ้น แต่ควรเป็นนวดแบบแผนโบราณของไทยและราคากันเอง เพื่อสร้างความผ่อนคลายจากสังคมเมืองและไม่ร้อนรน ด้วยเป็นความสุขที่มีอยู่อย่างเรียบง่าย บางชุมชนมีการจัดอบตัวด้วยสมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาของไทย

218 total views, 1 views today