ประเภทของการวิจัยเชิงคุณภาพ

ประเภทของการวิจัยเชิงคุณภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพงศ์ มีสมนัย สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

       การวิจัยเชิงคุณภาพนั้น ในทางวิชาการสามารถแบ่งได้ประเภทของการวิจัยชนิดนี้ได้หลายประเภทแล้วแต่ว่าจะใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการจำแนกประเภท เช่น
         John W. Cresswell จัดแบ่งไว้ 5 ประเภทได้แก่ 1) narrative research, 2) phenomenology, 3) grounded theory, 4) ethnography และ 5) the case study.
         สำหรับ Sharan B. Merriam[1] แบ่งไว้ 6 ประเภทได้แก่ 1) basic qualitative research, 2) phenomenology, 3) grounded theory,4) ethnography, 5) narrative analysis and 6) critical qualitative research.
         ในขณะเดียวกัน Lichtman[2] แบ่งไว้ 10 ประเภท ได้แก่ 1) ethnography, 2) grounded theory, 3) phenomenology, 4) the case study, 5) feminist theory, 6) generic approach, 7) narrative analysis, 8) postmodernism, 9) post-postmodernism, and 10) mixed methods. สำหรับนักวิชาการของไทยบางคนกล่าวว่า การวิจัยเชิงคุณภาพมี 6 รูปแบบได้แก่ 1) การวิจัยเชิงขาติพันธุ์วรรณนา 2) การวิจัยแบบรายกรณี 3) การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล 4) การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยา 5) การวิจัยแบบสนทนากลุ่ม และ6) การวิขัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม[3]
        สำหรับบทความนี้ได้แบ่งการวิจัยเชิงคุณภาพได้เป็น 5 ประเภท[4] ดังนี้

  1. การวิจัยเชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) ชาติพันธุ์วรรณนาเป็นสาขาหนึ่งของชาติพันธุ์วิทยาและมานุษยวิทยาที่ศึกษาและอธิบายวัฒนธรรมและพฤติกรรมแบบต่าง ๆ ของกลุ่มคน ระบบ แบบแผนทางสังคม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของกลุ่มคนนั้น ๆ โดยใช้วิธีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงแห่งประเด็นศึกษา มากกว่าจะใช้วิธีการตามหลักทั่วไป อาทิ การตั้งสมมุติฐาน การสัมภาษณ์ และการทำแบบสอบถาม การวิจัยเชิงคุณภาพประเภทนี้เป็นการวิจัยที่ใช้วิธีการอธิบายและตีความวัฒนธรรมกลุ่มคนที่ร่วมวัฒนธรรมเดียวกันโดยการใช้วิธีการเก็บข้อมูลในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายๆ วิธี เช่น

              1) การสังเกต (Observation) หลักการสำคัญของการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา คือ การเข้าไปอยู่ในสังคม หรือสนามที่ศึกษาเพื่อทำการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ในการศึกษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีความเป็นอยู่ ความเชื่อ กาดำเนินชีวิตต่างๆอย่างละเอียด พิสดาร (Intensive Field Work)

             2) การสัมภาษณ์ (Interview) ควรจะเป็นไปในลักษณะของการสนทนา (Conversation) มากกว่าที่จะเป็นการสัมภาษณ์ตามรูปแบบที่ใช้กันทั่วไป การสนทนาควรเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล ประสบการณ์ระหว่างนักวิจัยกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญของสังคมมากกว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ที่นักวิจัยเป็นฝ่ายถามคำถามต่างๆ และรับฟังคำตอบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ลักษณะของคำถามที่ใช้ในการสนทนาจะเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ และบุคคล ในการสัมภาษณ์นี้อาจจะจัดรูปแบบทั้งลักษณะเป็นทางการ (Formal Interview) และไม่เป็นทางการ (Informal Interview) ก็ได้

             3) การศึกษาวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis) เอกสารมีอยู่หลายรูปแบบนับตั้งแต่หนังสือพิมพ์ทะเบียนประวัติ จดหมายติดต่อหรือ อาจจะเป็นจดหมายติดต่อระหว่างหน่วยงานหรือภายในหน่วยงาน บันทึกข้อความท้ายจดหมาย จดหมายเหตุบันทึกประจำวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นกิจวัตรประจำ ความคิดพื้นฐานของสังคมนั้น นอกจากนี้ยังมีบรรดาภาพถ่าย ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง คลิปวีดิโอ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะแสดงถึงบรรทัดฐาน ค่านิยม การดำเนินชีวิตของกลุ่มสังคมนั้นได้ในอีกลักษณะหนึ่งและยังสามารถใช้เป็นสิ่งยืนยันข้อมูลที่ได้มา จากการสังเกตและการสัมภาษณ์  นอกเหนือจากนี้สิ่งที่นักวิจัยสามารถที่จะนำมาศึกษาและวิเคราะห์ได้ อีก ได้แก่ นิทานพื้นบ้าน คำพังเพย คำสอน คำขวัญ เพลงกล่อมเด็ก เป็นต้น

            โดยสรุปการที่นักวิจัยต้องแฝงตัวเข้าไปคลุกคลีอยู่กับพื้นที่ในการศึกษา(ประชากรในชุมชนหรือท้องถิ่นที่ต้องการศึกษา) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและวิธีดำเนินชีวิตที่เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการแสดงออกของความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ของประชากรที่ศึกษาจนได้ข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์ แปลผล สรุป หรืออาจสร้างเป็นทฤษฎีที่จะสามารถใช้อธิบายพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของประชากรต่อไปได้ การวิจัยแบบชาติพันธุ์วรรณนานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น นักวิจัยต้องการว่าศึกษาวัฒนาธรรมองค์กรภาครัฐประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น วัฒนธรรมองค์การที่ให้ความสำคัญต่อคนมากกว่างาน วัฒนธรรมองค์การแบบราชการ วัฒนธรรมองค์การที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมองค์การที่ให้ความสำคัญต่อนวัตกรรม วัฒนธรรมองค์การที่มุ่งเน้นการให้บริการ ฯลฯ ที่มีผลต่อความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ส่งผลต่อไปที่พฤติกรรมการปฏิบัติราชการในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในองค์การประเภทใดประเภทหนึ่ง ในกรณีนี้นักวิจัยอาจใช้วิธีการสังเกต หรืออาจแฝงตัวเข้าไปคลุกคลีอยู่กับผู้รับบริการหรือข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การที่ต้องการศึกษาแล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และอธิบายผลของวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อพฤติกรรมการให้บริการประชาชนของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การนั้นๆ ได้

  1. การวิจัยเชิงคุณภาพที่สร้างทฤษฎีจากข้อมูล(Grounded theory)[5] เป็นการสร้างทฤษฎีจากมุมมองของผู้ที่ศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม การวิจัยเชิงคุณภาพประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะที่ทฤษฎีถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่เป็นไปตามปรากฏการณ์จริงมากที่สุด การสร้างทฤษฎีจากข้อมูลนี้จะได้รับการสร้างและพัฒนาจากข้อมูลที่ถูกค้นพบ พัฒนา ได้รับการตรวจสอบ (verify) และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาสังเคราะห์[6] เป็นทฤษฎี   ทฤษฎีที่เกิดจากการวิจัยประเภทนี้จะประกอบไปด้วยชุดของแนวคิด(concept) ของปรากฏการณ์จริง โดยที่แนวคิดจะถูกเชื่อมโยงกันในรูปของข้อเสนอที่แสดงถึงความเกี่ยวพันกันในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงกรอบแนวความคิดสำหรับการอธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิจัยสนใจซึ่งอาจเป็นศึกษาการบริหารภาครัฐทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และระดับองค์การ ก็ได้
  2. การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา(Phenomenology) การวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยามุ่งให้ความสนใจเกี่ยวกับประสบการณ์ของชีวิตมนุษย์ เน้นการคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของคนที่เหมือนกัน และให้ความหมายของเรื่องที่ตนเองพบ การศึกษาปรากฏการณ์วิทยามักจะเริ่มจากคำถามว่า “อะไรคือสาระสำคัญของประสบการณ์ของผู้คนเหล่านี้” หรือ “อะไรคือความหมายของปรากฏการณ์ของผู้ที่มีประสบการณ์นั้นๆ” ดังนั้นการวิจัยแบบปรากฏการณ์วิทยาจึงเป็นการอธิบายประสบการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ร่วมประสบการณ์เดียวกัน เช่น การวิจัยเกี่ยวกับการทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการ(committee) คณะทำงาน ทีม(team) การทำงานกลุ่มเฉพาะกิจ(ad hoc) หรือการบริหารโครงการในด้านต่างๆ ขององค์กรภาครัฐว่ามีการวางแผน การดำเนินการตามแผน และการประเมินผลอย่างไร การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การประสานงาน การจัดการความเครียด การบริหารความขัดแย้ง การบริหา/การจัดการการเมืองในองค์การ ฯลฯ เป็นอย่างไรตัว อย่างเช่นในการศึกษาปรากฏการณ์วิทยาของการบริหารโครงการจะศึกษาจากประสบการณ์ในการทำงานของบุคคลต่างๆ ที่ร่วมงานในโตรงการ ตั้งแต่ผู้อำนวยการโครงการ ผู้บริหารในหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานบริหารโครงการ ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารโครงการ และการดำเนินงานโครงการในทุกๆ กิจกรรม เป็นต้น ผลการศึกษาจะทำให้ทราบว่าการบริหารโครงการในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางการบริหารชนิดหนึ่งช่วยให้องค์การสามารถดำเนินงานที่มีลักษณะพิเศษที่องค์การไม่เคยดำเนินการมาก่อนให้บรรลุเป้าหมายได้ผลงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพภายในในเวลา และค่าใช้จ่ายที่กำหนดได้จริงหรือไม่ และจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการร่วมทำงานในโครงการสามารถนำไปใช้กับงานในลักษณะอื่นๆ ได้หรือไม่ อย่างไร
  3. การวิจัยเชิงคุณภาพแบบใช้เรื่องเล่าหรือการเล่าเรื่องราว (Narrative) ของผู้ถูกวิจัย การวิจัยประเภทนี้เป็นการทำความเข้าใจเรื่องราวชีวิตของบุคคลจากการเล่าเรื่องประสบการณ์ของบุคคลนั้นๆ เอง นักวิจัยจะนำข้อมูลมาสร้างความหมายผ่านประสบการณ์ของบุคคล(ผู้เล่าเรื่อง)ในกระบวนการคิดทบทวนในเรื่องที่เล่า(oral version of personal experience ) เป็นส่วนสำคัญ ข้อมูลที่สำคัญของการวิจัยประเภทนี้คือ คำบอกเล่าของผู้ถูกวิจัย หรืออาจเก็บข้อมูลวิธีอื่นๆ ประกอบเรื่องเล่าก็ได้ เช่น การสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกันกับผู้ถูกวิจัย จากนั้นจะนำข้อมูลจากเรื่องที่เล่ามาวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามวิจัย เช่น ในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์แบบใช้เรื่องเล่า นักวิจัยต้องการทราบว่าทำไมนักบริหารภาครัฐจึงได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่น นักบริหารทำงานอย่างไรจึงได้รับรางวัล เป็นต้น

           สำหรับรางวัลนักบริหารดีเด่นที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยมอบแก่ผู้บริหารในราชการฝ่ายพลเรือนดีเด่น (หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ารางวัลครุฑทองคำ)นั้น จะต้องเป็นผู้บริหารราชการพลเรือนที่มีผลงานสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและระบบราชการ นักวิจัยสามารถใช้เรื่องเล่าของผู้ได้รับรางวัลมาใช้ตอบคำถามว่าทำไมจึงได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่น หรือนักบริหารทำงานอย่างไรจึงได้รับรางวัล นักวิจัยอาจได้คำตอบจากการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมและระบบราชการที่ผู้ที่ได้รับรางวัลบอกเล่าให้ทราบ หรือบุคคลอื่น เช่น สื่อมวลชนที่มาทำการสัมภาษณ์ เป็นต้น โดยนักวิจัยสามารถใช้ข้อมูลจาการเล่าเรื่องของผู้ได้รับรางวัลครุฑทองคำเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญให้เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการทั่วไป ผลงานที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อทางราชการและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และการนำค่านิยมสร้างสรรค์ไปเป็นหลักปฏิบัติในการบริหารงาน  เช่น การกล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน เป็นต้น เรื่องเล่าต่างๆ เหล่านี้นักวิจัยสามารถนำมาเรียบเรียงให้เป็นเรื่องราวการได้รับรางวัลนักบริหารดีเด่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น เช่น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการที่ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางการทำงานของนักบริหารซึ่งจะส่งผลให้งานของทางราชการมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น

  1. การวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา (Case study) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่นักวิจัยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นรายกรณีในทุกแง่ทุกมุม อย่างละเอียดและรอบครอบด้วยการเจาะลึกถึงสภาพของปัญหา ผลกระทบที่มีต่อบริบท สาเหตุของปัญหาจากกรณีที่นักวิจัยศึกษา ฯลฯ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสร้างคำอธิบายที่ลึกซึ้งจากกรณีเฉพาะเพื่อเป็นการแสดงตัวอย่างให้เห็นในเชิงประจักษ์ สำหรับเรื่องราวในกรณีศึกษาจะมีขอบเขตจำกัดเฉพาะเรื่องที่ต้องการศึกษาเท่านั้น เช่น ภูมิหลัง สถานภาพ และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมของสิ่งหรือผู้ที่ได้รับการศึกษา

           นอกจากกรณีที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว ยังสามารถที่ใช้วิธีการวิจัยแบบกรณีศึกษากับเรื่องราวต่างๆ ที่นักวิจัยสนใจทำการศึกษาได้อีก เช่น องค์การ การดำเนินงาน วิธีการและเทคนิคในปฏิบัติงาน ฯลฯ เป็นต้น

          สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพทางรัฐประศาสนศาสตร์สามารถที่จะเลือกทำการวิจัยทำได้ทุกประเภท เช่น ถ้าต้องการวิจัยเรื่องวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อพฤติกรรมการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวข้างต้นก็สามารถที่จะใช้วิธีวิจัยแบบการสร้างทฤษฎีจากข้อมูลได้โดยนักวิจัยที่ปฏิบัติงานในส่วนราชการนั้นๆ ทำการสังเกต หรือพูดคุยโดยคลุกคลีอยู่กับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรภาครัฐที่ตนเองทำงานอยู่ จะทำให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและวิธีการปฏิบัติราชการด้านการให้บริการสาธารณะที่เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการแสดงออกของความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ศึกษาจนได้ข้อมูลเพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์ แปลผล สรุป หรือสร้างเป็นทฤษฎีที่จะสามารถใช้อธิบายพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไปได้

         นอกจากนี้การวิจัยเรื่องของวัฒนธรรมองค์การที่มีผลต่อพฤติกรรมการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนี้ยังสามารถใช้การการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา การวิจัยเชิงคุณภาพแบบใช้เรื่องเล่าหรือการเล่าเรื่องราว หรือการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้นักวิจัยจะต้องออกแบบการวิจัยในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับลักษณะและธรรมชาติของประเภทการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นๆ ด้วย

          สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพทั้ง 5 ประเภท[7]  สามารถสรุปลักษณะเฉพาะที่สำคัญของการวิจัยแต่ละประเภทจำแนกตามจุดเน้น ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแสดงได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางแสดงลักษณะเฉพาะของการวิจัยเชิงคุณภาพจำแนกตาม ประเภท จุดเน้น ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และวิธีการรวบรวมข้อมูล

 วิธีการ/ประเภท

 จุดเน้น

 ขนาดกลุ่มตัวอย่าง

 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ชาติพันธุ์วรรณนา

เนื้อหา หรือค่านิยมและความเชื่อ

 —

สังเกตและสัมภาษณ์

 การใช้เรื่องเล่า

ประสบการณ์ส่วนบุคคลและการเรียงลำดับประสบการณ์

 1 ถึง 2 คน

เก็บและรวบรวมเรื่องราวต่างๆ จากตัวบุคคลหรือเอกสาร

 ปรากฏการณ์วิทยา

ผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกันในปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง

 5 ถึง 25 คน

สัมภาษณ์

การสร้างทฤษฎีจากข้อมูล

การพัฒนาทฤษฎีจากข้อมูลพื้นฐานที่ได้จากภาคสนาม

 20 ถึง 60 คน

สัมภาษณ์ แล้วกำหนดรหัสเพื่อจำแนกข้อมูล (Open Coding)และการเชื่อมโยงข้อมูลที่ให้รหัสแล้ว (Axial Coding) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูล (ข้อความ) ที่ให้รหัสแบบ open coding แล้วเข้าด้วยกันให้เป็นกลุ่ม

 กรณีศึกษา

องค์การ สิ่งที่มีตัวตน บุคคล หรือเหตุการณ์

 —

สัมภาษณ์ เอกสาร รายงานต่างๆ  การสังเกต

ที่มา: ดัดแปลงจาก Jeff Suaro. (2015). Five types of quality methods. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2561จาก เว็บไซต์ https://measuringu.com/qual-methods/.

          จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่าการวิจัยเชิงคุณภาพในแต่ละประเภทต่างก็มีเอกลักษณ์ หรือลักษณะเฉพาะของการวิจัยประเภทนั้น ๆ อยู่ ดังนั้นหากนักวิจัยประสงค์จะศึกษาในสิ่งใดก็ใช้ลักษณะเพาะของสิ่งนั้นเป็นตัวกำหนดประเภทของการวิจัยเชิงคุณภาพได้ เช่น ต้องการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ของบุคคลก็สามารถใช้วิธีวิจัยแบบการใช้เรื่องเล่าได้

          [1] Sharan B. Merriam. (2009). Qualitative Research: A Guide to Design and Implementation 3rd ed. San Francisco, CA. Jossey-Bass.

          [2] Marilyn Lichtman (2014). Qualitative Research for the Social Sciences. Thousand Oaks. Sage Publications. Inc.

          [3] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ณัฐวีณ์ บุนนาค (2555) การวิจัยเชิงคุณภาพทางไทยคดีศึกษา ในประมวลสาระชุดวิชาการวิจัยด้านไทยคดีศึกษา หน่วยที่ 2 นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลันสุโขทัยธรรมาธิราช

          [4] ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก John W. Creswell (2007). Qualitative Inquiry and Research Design: Choosing Among Five Approaches. 2nd ed. Thousand Oaks. Sage Publications. Inc.

          [5]  Grounded Theory อาจเรียกในชื่ออื่นๆ ได้อีก เช่น ทฤษฎีฐานราก ทฤษฎีจากฐานราก

          [6] การสังเคราะห์ (Synthesis)  เป็นกระบวนการบูรณาการปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่สองปัจจัยขึ้นไปซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคน สัตว์ สิ่งของรวมทั้งเหตุการณ์และสิ่งที่อยู่ในรูปของแนวคิดเข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่หรือเกิดปรากฏการใหม่ โดยที่ปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่เข้ามาสู่กระบวนการสังเคราะห์นั้นบางปัจจัยอาจจะได้ผ่านการวิเคราะห์แยกแยะสืบค้นมาก่อนแล้ว สภาวะรูปของปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆที่นำมาเป็นองค์ประกอบในการสังเคราะห์นั้นอาจเป็นไปได้ทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม

         [7] ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Jeff Suaro. (2015). Five types of quality research. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562.จากเว็บไซต์ https://measuringu.com/qual-methods/.

261 total views, 1 views today