ตรวจสุขภาพทางการเงินด้วยการบัญชี : เทคนิคการวิเคราะห์แนวดิ่งและแนวนอน (3)

          ในการตรวจสุขภาพทางการเงินหรือการวิเคราะห์งบการเงิน จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและเทคนิคการวิเคราะห์งบการเงิน โดยทั่วไปเทคนิคการวิเคราะห์งบการเงินมี 3 เทคนิค คือ

  1. การวิเคราะห์แนวดิ่ง
  2. การวิเคราะห์แนวนอน
  3. การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน

          แต่ละเทคนิคมีวิธีการวิเคราะห์ย่อยๆ ซึ่งให้ผลการวิเคราะห์แตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 เทคนิคแรกเท่านั้น

 

การวิเคราะห์แนวดิ่ง

          การวิเคราะห์แนวดิ่งเป็นการวิเคราะห์งบการเงินใดงบการเงินหนึ่ง ณ จุดหรือช่วงเวลาหนึ่งๆ เพื่อให้ทราบถึงโครงสร้าง หรือสัดส่วนของรายการในงบการเงินนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับรายการฐาน ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100

          เช่น งบแสดงฐานะการเงิน จะใช้สินทรัพย์รวมเป็นรายการฐาน แล้วคำนวณแต่ละรายการในงบแสดงฐานะการเงินให้เป็นอัตราร้อยละของสินทรัพย์รวม เช่น ลูกหนี้การค้า 20% ของสินทรัพย์รวม สินค้าคงเหลือ 15% ของสินทรัพย์รวม เป็นต้น

          กรณีงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ จะใช้รายได้จากการขายหรือยอดขายสุทธิเป็นรายการฐาน แล้วคำนวณแต่ละรายการในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จให้เป็นอัตราร้อยละของยอดขายสุทธิ เช่น ต้นทุนขาย 65% ของยอดขายสุทธิ ต้นทุนทางการเงิน 3% ของยอดขายสุทธิ เป็นต้น

          การวิเคราะห์แนวดิ่ง เป็นการแปลงตัวเลขจำนวนเงินให้อยู่ในรูปอัตราร้อยละ โดยกำหนดรายการฐานมีค่าเท่ากับ 100 ทำให้สามารถนำอัตราร้อยละไปเปรียบเทียบกับต่างงวดเวลากันได้ หรือต่างกิจการได้

          รายการฐานที่เลือกใช้ต้องมีลักษณะ 2 ประการคือ 1) เป็นยอดรวมของรายการย่อยๆ และ 2) เป็นรายการที่มีความสัมพันธ์กับรายการย่อยๆ

 

การวิเคราะห์แนวนอน

          การวิเคราะห์แนวนอนเป็นการวิเคราะห์งบการเงิน งบการเงินหนึ่ง ณ 2 จุดหรือ 2 ช่วงเวลา เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลง (เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ของรายการแต่ละบรรทัดในงบการเงินนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับรายการฐานของปีก่อนซึ่งมี 2 แบบ คือ 1) แบบฐานเคลื่อนที่ หมายถึง ฐานของปีก่อนหน้าหนึ่งงวด และ 2) แบบฐานคงที่ หมายถึง ฐานของปีก่อนงวดใดงวดหนึ่งเพียงฐานเดียว

          ตัวอย่างเช่น                                                      หน่วย : ล้านบาท

                                                ปี 25x3          ปี 25x2          ปี 25×1

          ลูกหนี้การค้า                           105              90                80

          1) แบบฐานเคลื่อนที่ จะเปรียบเทียบเป็นคู่ๆ ติดกัน ผลการวิเคราะห์แนวนอนเป็นดังนี้

                                                  ปี 25×3 – ปี 25x2      ปี 25×2 – 25×1

              ลูกหนี้การค้า เพิ่มขึ้น (ลดลง)              15                        10      ล้านบาท

                             อัตราร้อยละ           = 16.67               = 12.50

 

          2) แบบฐานคงที่ จะเปรียบเทียบเป็นคู่ๆ โดยตรึงปีฐานให้คงที่ไว้ เช่น 25×1 เป็นปีฐาน ผลการวิเคราะห์แนวนอนเป็นดังนี้

                                                  ปี 25×3 – ปี 25x1      ปี 25×2 – 25×1

              ลูกหนี้การค้า เพิ่มขึ้น (ลดลง)              25                        10      ล้านบาท

                             อัตราร้อยละ           = 31.25               = 12.50

 

          ในทางปฏิบัติ ผู้วิเคราะห์นิยมใช้แบบฐานเคลื่อนที่ เพราะว่า มีข้อมูลปีก่อนอยู่ในงบการเงิน มีผลกระทบของอัตราภาวะเงินเฟ้อน้อยกว่า

          เมื่อนำข้อมูลผลการวิเคราะห์แนวดิ่งและแนวนอนตั้งแต่ 3 งวดขึ้นไปมาเปรียบเทียบกัน เรียกว่า การวิเคราะห์แนวโน้ม จะทำให้ผู้วิเคราะห์สามารถมองเห็นทิศทางของการเปลี่ยนแปลงสุขภาพทางการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

51 total views, 3 views today