ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัลต่อภาครัฐ

เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัลมีความสำคัญต่อการบริหารภาครัฐในหลายประการ ได้แก่

  1. ช่วยสนับสนุนหลักธรรมาภิบาลและการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) กล่าวได้ว่าทิศทางของการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบันและอนาคตได้รับอิทธิพลจากพาราไดม์ที่เรียกว่าการกำกับดูแล (Governance) ซึ่งนักวิชาการที่สำคัญอย่างเช่น นิโคลัส เฮนรี่ (Nicholas Henry) ที่เห็นว่าการบริหารการปกครองที่ดีเป็นพาราไดม์ปัจจุบันของรัฐประศาสนศาสตร์ นอกจากนี้แล้วแนวคิดเรื่องการบริหารการปกครองที่ดี ก็ได้รับการยอมรับจากองค์กรสากลที่สำคัญต่างๆ เช่น ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) องค์การสหประชาชาติ (United nation) เป็นต้น ซึ่งแนวคิดนี้ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการของภาครัฐในประเทศต่างๆ ที่จะต้องให้มีความโปร่งใสของข้อมูลและสารสนเทศ และดัชนีเรื่องข้อมูลและสารสนเทศก็ได้ถูกนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดในการจัดอันดับของประเทศในด้านต่างๆ อีกด้วย เช่น การจัดอันดับของประเทศเรื่องการเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ขององค์การสหประชาชาติ โดยได้มีการนำเรื่องข้อมูลและสารสนเทศมาจัดทำเป็นตัวชี้วัดหลายตัว เช่นE-Government Development Index (EGDI), Telecommunication Infrastructure Index(TII), Online Service Index (OSI), E-Participation Index (EPI) เป็นต้น* หรือการที่องค์การความโปร่งใสสากล (Transparency International) ก็ได้มีการนำไปใช้ในการประเมินการรับรู้ต่อการทุจริตคอรัปชั่นของประเทศต่างๆ ทั่วโลก** ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการบริหารการปกครองที่ดีของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบันและในอนาคต
  2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐให้สูงขึ้น โดยเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัลจะเข้ามาบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่คนทำงานในภาครัฐจะต้องมีวิธีคิดแบบดิจิทัลมากขึ้น (digital mindset) มีทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น (digital skill) มีกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลมากขึ้น (digital process) โดยบุคลากรภาครัฐจะต้องปรับไปสู่การเป็น digital worker มากขึ้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพของรัฐที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนที่ลดลง เวลาที่ลดลง ค่าใช้จ่ายที่ลดลง เป็นภาครัฐที่ทำน้อยแต่ได้ผลมาก
  3. ช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐผ่านออนไลน์มากขึ้น รวมถึงสามารถลดช่องว่างของการเข้าถึงบริการของภาครัฐของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจัลจะเปลี่ยนรูปแบบของการให้บริการของภาครัฐเป็นรูปแบบการให้บริการแบบ 24 x 7 หรือเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันในหนึ่งสัปดาห์ โดยที่ไม่มีเวลาปิดเหมือนแบบเดิม ประชาชนผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูล และทำธุรกรรมการบริการกับภาครัฐได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์มือถือได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัลจะทำให้การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐต้องปรับไปสู่การให้บริการแบบออนไลน์และแบบ real-time มากขึ้น หรือที่เรียกว่า การบริหารภาครัฐแบบเชื่อมโยง (connected government) ที่ภาครัฐมีการเชื่อมโยงการทำงานเข้าด้วยกันโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการบริการสาธารณะ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ตลอดจนถึงทำให้ภาครัฐจะต้องมาให้ความสำคัญต่อการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐแบบออนไลน์ได้ง่ายขึ้น เช่น ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่ห่างไกล เป็นต้น
  4. ช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Big Data Analytics กล่าวได้ว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วได้ส่งผลกระทบชีวิตของผู้คนมีพฤติกรรมมาใช้งานผ่านเทคโนโลยีของดิจิทัลต่าง ๆ มากขึ้น เช่น เทคโนโลยี Augmented Reality หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ AR นั้น ที่มีการนำเอาสภาพแวดล้อมของโลกจริง มาผสมเข้ากับวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างในรูปแบบอนิเมชั่นที่สามารถดูผ่านมือถือ เทคโนโลยีเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมถึงการจะเข้ามาของเทคโนโลยีของเจนเนอเรชั่นที่ 5 ของการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือ (5th Generation of Cellular Mobile Communications) ในอนาคตอันใกล้ ยิ่งทำให้ผู้คนมีการเข้าถึงและสื่อสารในเรื่องต่างๆ ผ่านอุปกรณ์มือถือมากขึ้น มีชีวิตแบบ digital life มากขึ้น ส่งผลทำให้ข้อมูลสารสนเทศแบบดิจิทัลก็มีมากขึ้น ซึ่งแนวโน้มของข้อมูลที่มากขึ้นในการบริหารภาครัฐก็เช่นกันที่ประชาชนหันมาเข้าถึงบริการของภาครัฐผ่านมือถือมากขึ้น ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น กระทรวงพาณิชย์จะต้องมีข้อมูลการส่งออกของประเทศ และมาวิเคราะห์ตัดสินใจเชิงลึกในการกำหนดกลยุทธ์การขยายตลาดและปริมาณการส่งออกของประเทศไทยในตลาดโลกให้มากขึ้น หรือกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับประชากรกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อย เพื่อนำมาวิเคราะห์และตัดสินใจในการจัดสวัสดิการให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือกรมสรรพากร จะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายผ่านออนไลน์ของประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีในธุรกิจ e-Commerce เป็นต้น
  5. ช่วยทำให้เกิดการทำงานบูรณาการข้ามหน่วยงานภาครัฐได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางร่วมกัน โดยเฉพาะภายใต้แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ ที่ต้องเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric) ทำให้การบริหารภาครัฐไม่สามารถอยู่ในลักษณะที่แต่ละองค์การภาครัฐต่างคนต่างเก็บข้อมูลเหมือนเดิมได้ แต่องค์การภาครัฐต่างๆ ที่ต้องมีพันธกิจที่เชื่อมโยงกัน จำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานมากขึ้น เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลทำได้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันทั้งหมด เช่น ข้อมูลของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร จะต้องบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น หรือข้อมูลของกรมที่ดินและข้อมูลของกรมสรรพากร จะต้องบูรณาการเพื่อให้การจัดเก็บภาษีซื้อขายที่ดินมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เป็นต้น
  6. ช่วยทำให้ภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลได้ง่ายขึ้นในการนำมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น โดยเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัล เช่น เทคโนโลยีของ Cloud เทคโนโลยีการเชื่อมโยงสรรพสิ่ง (IoT) เทคโนโลยีของ Blockchain เป็นต้น เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาไล่ล่าทำให้องค์การภาครัฐจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหาร ระบบงาน กระบวนการทำงาน ตลอดจนวิธีการทำงานแบบใหม่ (disruptive technology) ทำให้ภาครัฐจะต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาใช้มากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนให้หน่วยงานภาครัฐก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลมากขึ้นอันจะส่งเสริมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น e-Commerce และสังคมดิจิทัลอันได้แก่วิถีชีวิตของผู้คน การที่ประเทศใดที่มีการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลก็จะเป็นช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้นในอีกทางหนึ่ง

 

27 total views, 1 views today

ประธานกรรมการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช