การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณ (Development of critical thinking)

การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณ (Development of critical thinking)

ในการพัฒนาการคิดเชิงจารณญาณ  ผู้บริหาร บุคลากรหรือบุคคลทั่วไปสามารถพัฒนาตนเองเพื่อฝึกฝนนิสัยแห่งการเป็นนักคิดเชิงวิจารณญาณขึ้นมาได้ รายละเอียดมีดังนี้

  • พัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกโต้แย้งความคิดเห็นของตน

ผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานต้องเป็นผู้มีใจที่เปิดกว้าง เผื่อใจไว้เสมอว่าสิ่งที่ตนคิดอ่าน ตัดสินใจอาจจะไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล และต้องมีการท้าทายความคิดเห็นของตนเองเสมอ เพื่อป้องกันความผิดพลาดและอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความเห็นของตน

2) พัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยเป็นผู้ที่เปิดใจกว้าง และไม่คิดว่าตนเองได้รับรู้หรือรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว

ในความเป็นจริงของหน่วยงาน ยังคงมีหลายละเอียดในหลากหลายด้านที่เราอาจจะยังไม่รับรู้ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกองค์การ  และจากบุคคลต่างๆที่มีความหลากหลาย ทั้งทัศนคติ และความเป็นจริงต่างๆที่มีข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบและรับทราบจำนวนมาก  แต่ผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานควรเปิดใจเผื่อไว้ในสิ่งที่ตนไม่รู้ สิ่งที่คนอื่นอาจจะรู้มากกว่ายังคงมีอยู่  หรือยังคงมีสิ่งที่ยังไม่ค้นพบในหน่วยงาน

3) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกให้เป็นผู้มีความคิดรอบคอบไม่ด่วนสรุป    ผู้บริหารในองค์การภาครัฐ และนักปฏิบัติที่ดี ควรอุปนิสัยในการวิเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง ด้วยความรอบจากปรากฏการณ์ต่างๆ ในองค์กรหรือหน่วยงาน โดยที่ไม่ควรด่วนสรุป เพราะจะทำให้การติดสินใจมีความคลาดเคลื่อนและผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริง

4) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกตนให้เป็นผู้มีจิตใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย

ผู้บริหาร และบุคลากรภาครัฐต้องเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเสมอ  และควรเป็นผู้ปรารถนาเสรีภาพทางความคิด ไม่มีข้อจำกัดทางความคิดจากกรอบประเพณี หรืออำนาจที่ทำให้ต้องเชื่อตามอย่างไม่มีเหตุผล การเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย จะทำให้สามารถดำรงรักษา หลักการ ความถูกต้องและเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจที่มีคุณภาพ รวมถึงดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและพิทักษ์ผลประโยชน์อันชอบธรรมของหน่วยงานได้

5) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยแสวงหาความรู้เพื่อตอบข้อสงสัย

ผู้บริหารและบุคลากรของรัฐควรเป็นผู้รักความรู้ ชอบค้นคว้าขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ มีลักษณะของผู้ที่เรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องเป็นคนช่างสังเกต  มีข้อสงสัยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เชื่อหรือคล้อยตามสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ และควรเป็นนักตั้งคำถามที่ดีต่อปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์การได้

6) ควรฝึกที่จะเป็นผู้ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตนเองว่า “ฉันดีกว่า ฉันถูกกว่าผู้อื่นเสมอ”

การคิดเชิงวิจารณญาณจะถูกปิดกั้นหากผู้บริหาร หรือบุคลากรทั้งหลาย มีความสำคัญมั่นหมายในตนเองว่า “ฉันดีกว่า ฉันถูกกว่าผู้อื่นเสมอ” คนที่มีแนวโน้มเอาตนเองเป็นศูนย์กลางในการวินิจฉัยให้เหตุผล  มักคิดว่าสิ่งที่ตนคิดหรือนำเสนอนั้นนั้นดีกว่าคนอื่นและโดยธรรมชาติ การคิดในลักษณะนี้จะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้จากผู้อื่น ปิดกั้นการพิจารณาข้อเท็จจริง ทำให้เรามีความลำเอียงเข้าข้างตนเองซึ่งนับเป็นอุปสรรคของการคิดเชิงวิจารณญาณ

7) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยฝึกที่จะหลีกเลี่ยงการเลือกรับข้อมูลเฉพาะที่สนใจ

ผู้บริหารหรือบุคลากรที่ดีควรรับข้อมูลให้ครบถ้วนจากทุกด้านและหลีกเลี่ยงการที่จะรับข้อมูลเฉพาะที่สนใจ    เพราะถ้าบุคคลมีนิสัยการรับรู้เฉพาะเรื่องที่สนใจเท่านั้นจะเป็นอุปสรรคปิดกั้นการคิดเชิงวิจารณญาณได้  ทำให้เราเลือกรับรู้เฉพาะข้อมูลที่เราสนใจ  แทนที่จะพิจารณาข้อมูลทั้งหมดอย่างครบถ้วน

8) การพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณโดยให้เป็นผู้ที่ไม่ลำเอียงกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลฝั่งหนึ่งฝั่งใด

ผู้บริหารหรือบุคลากรที่ดีต้องเปิดใจกว้างรับข้อมูลและพิจารณาตัดสินในประเด็นนั้นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ขึ้นกับบุคคลที่อยู่ฝั่งเดียวหรือตรงข้ามกับเรา การได้ข้อมูลจากบุคคล หรือทุกกลุ่มโดยไม่ลำเอียงจะสนับสนุนการตัดสินใจหรือการคิดเชิงมีวิจารณญาณให้มีคุณภาพได้

9) ผู้บริหารหรือบุคลากรไม่ควรทำเป็นแสร้งรู้ในทุกเรื่อง

ในบริบทขององค์การอาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตของภารกิจ กลุ่มงานรวมถึงสภาพปัญหาที่ทั้งผู้บริหารและบุคลากรต้องทำการตัดสินใจ  ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถที่จะล่วงรู้สิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องไปทุกเรื่องซึ่งเป็นข้อจำกัดของมนุษย์ทุกคน   การแสร้งรู้ไปทุกเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผิดพลาด นิสัยการคิดเช่นนี้จะกลายเป็นความคุ้นเคยที่ทำให้เราเชื่อว่าเป็นความจริง และจะทำให้เราสับสนระหว่างการคาดเดาของเรากับความรู้จริงของเราได้ และส่งผลต่อการตัดสินใจที่ทำให้คลาดเคลื่อนไปจากความจริง

10) ผู้บริหารหรือบุคลากรอย่าได้มีอคติต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ธรรมชาติขององค์การและสิ่งต่างๆในสังคมนั้นล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา    แต่ว่าคนส่วนใหญ่นั้นกลับไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  เพราะนำมาซึ่งความรู้สึกไม่มั่นคง มีความรู้สึกกลัว ไม่มั่นใจในอนาคตและเกรงว่าจะแย่ไปกว่าเดิม ในการฝึกที่จะเป็นนักคิดเชิงวิจารณญาณที่ดีนั้น มีความจำเป็นจะต้องระวังอย่าได้มีอติต่อการเปลี่ยนแปลง ต้องสามารถเห็นโดยรอบได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความจริง ที่จะสนับสนุนการตัดสินใจให้พ้นจากอคติ อารมณ์ และความรู้สึกส่วนตัวที่ยึดติดได้  และทำให้การตัดสินใจมีคุณภาพ ถูกต้อง บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งบุคคลและองค์การ

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2545). ลายแทงนักคิด. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย.

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2547). การคิดเชิงวิพากษ์. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย.

155 total views, 1 views today