ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking)

ประโยชน์ของการคิดเชิงวิจารณญาณ (Benefits of critical thinking)

สำหรับการบริหารงานในองค์กรภาครัฐไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล กลุ่มหรือองค์การและรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน อาจกล่าวได้ว่า การคิดเชิงวิจารณญาณนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญและมีประโยชน์ยิ่ง และประโยชน์หลากหลายประการ[1]  ซึ่งสมารถสรุปได้ดังนี้

1)การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสืบค้นความจริงแทนความเชื่อได้  เรามักถูกหล่อหลอมจากความคิด หรือสิ่งแวดล้อมจนเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ และกลายเป็นความยึดถือในความเชื่อว่าจริง โดยไม่ได้ตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้นคนในสังคมเดียวกันมักจะมีปรัชญาการมองโลก ทัศนคติ และค่านิยมต่างๆใกล้เคียงกัน เป็นเหตุให้คนในสังคมนั้นมักจะทำหลายสิ่งหลายอย่างสอดคล้องกัน  ตั้งสมมติฐานให้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นหรือพบเห็นบ่อยๆในชีวิตประจำวันโดยไม่สืบค้นความจริงว่า สมมติฐานนั้นถูกต้องหรือไม่ คนในสังคมจึงมักเชื่อถืออะไรตามๆกัน เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อ เรามักจะมีแนวโน้มสรุปว่าสิ่งนั้นเป็นจริงมากกว่าที่จะแย้งว่ามันอาจจะไม่จริงก็ได้ อันเป็นเหตุให้เรายึดความเชื่อที่ไม่ถูกต้องต่อไป  ซึ่ง Critical Thinking จะช่วยให้เราไม่หลงไปตามความเคยชินดังกล่าว    ประโยชน์ประการแรกนี้ “เป็นการสกัดความจริงให้แยกตัวหรือเผยตัวออกมาจากความเชื่อ” ซึ่งเราจะพบว่า เป็นประโยชน์ที่สำคัญต่อองค์การไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติ หากไม่สามารถคิดเชิงวิจารณญาณได้แล้ว  ก็เป็นการสุ่มเสี่ยง ที่บ่อยครั้งตัดสินใจโดยคล้อยตามไปกับความเชื่อ ขาดการตั้งคำถาม หรือข้อโต้แย้งกับสิ่งต่างๆได้

2) การคิดเชิงวิจารณญาณช่วยสังเกตความแตกต่างท่ามกลางความเหมือน ความแตกต่างของเหตุการณ์ที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ทำให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันในอนาคตเป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น  ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้  แต่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด     ในทางการบริหารงานภาครัฐ ประโยชน์จากการคิดวิจารณญาณในข้อนี้จะทำให้ผู้บริหารและบุคลากร เกิดการตรวจสอบความคิดของตน  ต่อปรากฏการณ์ในองค์กรว่า  แท้ที่จริงแล้วปรากฏการณ์ที่ดูผิวเผินคล้ายคลึงหรือเหมือนกันนั้น อาจจะมาจากปัจจัยสาเหตุที่แตกต่างกันหรือมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้ข้อสรุปเดียวกันสำหรับทุกเหตุการณ์ได้ 

3) ช่วยให้ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องไม่ถูกหลอก คนเรามีแนวโน้มถูกกระตุ้นเร้าความต้องการได้ง่าย เมื่อสิ่งที่มากระตุ้นเป็นสิ่งเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองต้องการ  เช่น การโฆษณาสินค้า  มักมีอิทธิพลกระตุ้นให้ทุกคนอยากรู้อยากเห็น อยากชิม อยากทดลองในสินค้านั้น  ยิ่งในสังคมทุนนิยมเสรีที่เน้นการบริโภคและการแข่งขันทางการค้า  จะพบว่าในแต่ละวันมีข้อมูลข่าวสารมากมายที่พยายามใช้เหตุผลชักจูงให้เราเชื่อ คล้อยตามด้วยวิธีการอันหลากหลาย Critical Thinking จะก่อให้เกิดการคิดหลากหลายแง่มุมและเกิดการตั้งคำถาม         สำหรับในองค์การหรือหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีข้อมูลข่าวสารและบุคลากรมากมาย ประโยชน์ข้อนี้สามารถช่วยให้ผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ ในการแยกแยะข้อมูลข่าวสารในองค์การจำนวนมาก ทำให้ไม่ถูกชักจูงได้โดยง่าย หรือตัดสินใจทางการบริหารที่ผิดพลาด สามารถแยกแยะบุคลากรที่ดีออกจากบุคลากรที่ไม่ดีได้

4) ช่วยทำให้ผู้บริหารและบุคลากรของหน่วยงานตัดสินตามข้อเท็จจริงโดยไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึก คนเรามีแนวโน้มใช้ความรู้สึกตัดสินสิ่งต่างๆมากกว่าใช้ข้อเท็จจริง  ประโยชน์ข้อนี้มีความสำคัญกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรซึ่งมีความเป็นทางการ ซึ่งได้ใช้อำนาจหน้าที่ และความชอบธรรมการกฎหมาย ซึ่งตามหลักแล้วจะต้องดำเนินการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแทน ความรู้สึกหรืออารมณ์ส่วนตัว และจะต้องมีเป้าหมายมุ่งไปที่ประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เป็นสำคัญ

 5) ทำให้บุคคลเกิดการพัฒนาเพราะพิจารณาครบถ้วนไม่บกพร่อง การคิดเชิงวิจารณญาณเป็นการท้าทายสมมติฐานและหลักเหตุผลที่ใช้ในการตัดสินใจ  ถือเป็นการท้าทายข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ดังนั้นจึงทำให้เกิดการคิดอย่างรอบคอบและครอบคลุม มากกว่าการสรุปหรือตัดสินใจโดยไม่ได้คิดวิพากษ์ หรือใช้วิจารณญาณ และเมื่อมีการพิจารณาอย่างครบถ้วนแล้วจึงสามารถแน่ใจได้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม  นำมาซึ่งการพัฒนาทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับสังคม และประเทศชาติได้

6) เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ในองค์การเพราะกล้าคิดแนวใหม่ไม่ปักใจในสิ่งเดิม เพราะการเริ่มต้นด้วยความสงสัยที่จะไม่เชื่อและไม่ยอมรับความคิดเดิมๆ หรือวิธีปฏิบัติเดิมเดิมๆ เนื่องจากเห็นว่าไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อันนำไปสู่การหาแนวคิดใหม่ ทางเลือกใหม่ที่เหมาะสม  ย่อมนำไปสู่การคิดเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น  การคิดเชิงวิจารณญาณจะทำให้องค์การเกิดมุมมองใหม่ๆ เนื่องจากเป็นการตั้งคำถาม ฝึกคิดโต้แย้ง โดยพ้นไปจากประสบการณ์และความรู้สึกหรือความเชื่อ มีส่วนช่วยและสนับสนุนองค์การภาครัฐเกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนบนพื้นฐานของความจริงได้

[1] ปรับจาก เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2547). การคิดเชิงวิพากษ์. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย.

 

186 total views, 1 views today