แนวคิดราคาในตลาดร่วมสมัย

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางการตลาดและธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากทางเลือกของสินค้ามีความหลากหลาย และลูกค้าความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและธุรกิจต่าง ๆ ได้ง่าย ทำให้การดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดจึงมีบทบาทที่สำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ ปัจจุบันลูกค้าเป็นผู้กำหนดลักษณะของผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตนเอง ดังนั้น ธุรกิจที่สามารถออกแบบและวางแผนการดำเนินการให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุดจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ตามหลักการลูกค้าจะแสวงหาสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดสำหรับตนเองทั้งในด้านคุณภาพ บริการและการส่งมอบ ทำให้ธุรกิจจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าทั้งในด้านผลิตภาพ คุณภาพ บริการหลังการขาย และต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตามแม้ว่าสินค้าหรือบริการของธุรกิจจะมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าก็ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือ ราคาซึ่งเป็นทรัพยากรทางการเงินที่ลูกค้าต้องใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์จะมีคุณภาพตรงตามความต้องการของลูกค้าแล้วก็ตาม แต่หากคุณค่าที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ารับรู้เมื่อเทียบกับราคาที่ธุรกิจกำหนดไม่สอดคล้องกัน ลูกค้าก็จะแสวงหาทางเลือกผลิตภัณฑ์อื่นหรือตราสินค้าอื่นที่ทดแทนกันได้ ดังนั้น การกำหนดราคาจึงนับว่ามีความสำคัญที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง นักการตลาดระดับมืออาชีพจะมีกลยุทธ์ในการกำหนดราคาที่มีประสิทธิภาพ และจะใช้ราคาเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ โดยนักการตลาดจะใช้กลยุทธ์ในการกำหนดราคาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนสถานะจากผู้เยี่ยมชมสินค้า (Visitor) มาเป็นลูกค้าใหม่ (New customer) เปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าที่มีการซื้อสินค้าอย่างสม่ำเสมอ (Regular purchaser) เปลี่ยนลูกค้าที่มีการซื้อสินค้าอย่างสม่ำเสมอให้เป็นผู้สนับสนุนที่มีความจงรักภักดี (Royal supporter) และผู้สนับสนุนที่มีความจงรักภักดีให้เป็นลูกค้าที่พร้อมจะบอกต่อสินค้าให้กับผู้อื่น (Advocate) ของธุรกิจได้ทันที (Kurtz D.L., 2015)

ภายใต้บริบทของการตลาดร่วมสมัยจะแบ่งออกเป็น

  1. การตลาดเชิงการซื้อขาย (Transaction marketing) และ
  2. การตลาดสายสัมพันธ์ (Relationship marketing)

โดยการตลาดเชิงการซื้อขายจะแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 รูปแบบ (Lindgreen A., et al. 2004; Blythe. J., 2014; Ranchhod A. and Gurau C., 2007) กล่าวคือ (1) การตลาดเชิงการซื้อขายดั้งเดิม (Traditional transaction marketing) ที่มีสภาพตลาดของการซื้อสินค้าทางเศรษฐศาสตร์หรือซื้อเพื่อประโยชน์ต่อชีวิต และการตลาดฐานข้อมูล (Database marketing) ที่มีสภาพตลาดของการซื้อสินค้าทางเศรษฐศาสตร์ควบคู่กับการจัดทำสารสนเทศทางการตลาด

ส่วนการตลาดสายสัมพันธ์สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็น 3 แบบ ดังนี้ (1) การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing) ที่มีสภาพตลาดของการซื้อสินค้าโดยมีการสื่อสารโดยตรงระหว่างกลุ่มผู้ขายและผู้ซื้อ มีการสร้างสารสนเทศเพื่อสื่อสารระหว่างกัน (2) การตลาดแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction marketing) ที่มีสภาพตลาดของการซื้อสินค้าโดยมีการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อเป็นรายบุคคล การสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศระหว่างกันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาของการซื้อขายในรูปแบบของการสนทนาส่วนตัว และ (3) การตลาดแบบเครือข่าย (Network marketing) ที่มีสภาพตลาดของการร่วมมือกันของธุรกิจในรูปแบบเครือข่าย เพื่อสร้างช่องทางในการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยอาศัยจุดเด่นและความถนัดในการทำการตลาดของธุรกิจในเครือข่าย และธุรกิจในเครือข่ายก็จะสร้างเครือข่ายในระดับล่าง ๆ ลงมาที่เรียกว่า ลูกข่าย ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างนักขายจำนวนมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคเป็นรายบุคคล ดังนั้น การตลาดแบบเครือข่ายจึงต้องมีการสร้างช่องทางการสื่อสารทั้งในระดับธุรกิจต่อธุรกิจ และธุรกิจกับปัจเจกบุคคลที่มีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการตลาดแบบเครือข่าย โดยอาศัยระบบสารสนเทศสมัยใหม่เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขายสินค้า

8 total views, 1 views today