เมื่อความมั่นคงที่ดี = ความสามารถที่ตัวเรามี (When Job Security = Your Employability)

เมื่อความมั่นคงที่ดี = ความสามารถที่ตัวเรามี

ให้เราลองนึกถึง ตอนที่กำลังรอเรียกสัมภาษณ์งานอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

บริเวณตรงนั้นก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรม นั่งรอต่อแถวเรียกรอการสัมภาษณ์ร่วมกันอยู่หลายสิบคน

ณ ตรงที่เรารออยู่หน้าห้องสัมภาษณ์งานอย่างทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวลนั้น

 

แล้วจู่ๆ  ก็มีหนุ่มหล่อ บุคลิกท่าทางดูดี ดูมีความมั่นใจมากๆคนหนึ่ง เขามีเจ้าหน้าที่ของที่นั่น ให้การต้อนรับแบบแขก VIP ถูกเชิญเข้าไปในห้องสัมภาษณ์อย่างยิ้มแย้ม  เมื่อห้องประตูห้องนั้นปิดลง….ปัง!

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ของบริษัท ที่พาชายหนุ่มคนนั้นมา ก็หันมายิ้มให้กับคุณ และบรรดาคนที่รออยู่ทั้งหมด แล้วกล่าวว่า…

“ขอบคุณค่ะทุกท่าน…ขอบคุณที่สนใจมาสมัครงานกับเรา แต่วันนี้ เราได้คนที่เหมาะสมแล้ว….ขอเชิญทุกท่านกลับได้…สวัสดี…”


คุณจะรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นี้ค่ะ…

แน่นอนค่ะ…เราทุกคนจะไม่ได้เจอเหตุการณ์ตรงๆแบบนี้หรอก

แต่นี่เป็นสถานการณ์จริงๆ หลังบ้าน ของงานฝ่ายบุคคลแทบทุกที่ล่ะค่ะ

เมื่อเราสามารถเจอและเชื้อเชิญ คนอย่างหนุ่มหล่อ ที่บริษัทรอคอยมาได้ โอกาสของผู้สมัครที่เหลือทั้งหมดที่รออยู่….ก็จะถูกปิดประตูไปทันที!

 

คำถามที่สำคัญ คือ….เราอยากเป็น VIP แบบหนุ่มหล่อคนนั้นบ้างไหม ที่มีใครมาเชิญ มาต้อนรับรอให้เราไปร่วมงานด้วย?  แล้วถ้าตอบว่า…อยากซิ  ดีจะตาย งั้นคุณก็ต้องห้ามพลาดเนื้อหาหลังจากนี้ค่ะ

 

ทราบรึไม่คะ?….ว่าทำไมสภากาชาด ถึงต้องมาขอบริจาคอวัยวะด้วย

คำตอบง่ายๆ ใครก็รู้คือ…ก็เพราะตอนนี้เราสามารถเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้กันได้ แม้ว่าเจ้าของอวัยวะนั้นจะเสียไปแล้ว แต่หากหัวใจ หรือ ไต หรือ ตา ยังใช้ได้ ก็ยังเป็นที่ต้องการ เพราะยังนำไปช่วยชีวิตคนอื่นๆได้น่ะซิ

 

ใช่ค่ะ…เป็นอย่างงั้น 

คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำงานของเราด้วย?

งั้นลองมาคิดตามนะคะ  ว่า…ถ้าองค์กรหรือบริษัทของเราเปรียบเหมือนร่างกายของคน  แล้วพอเกิดปัญหา หรือ ภาวะวิกฤติ ซึ่งก็เหมือนกับการที่ร่างกายกำลังป่วย หรือ บางรายก็อาจเหมือนบาดเจ็บสาหัส  แล้วถ้าตัวเราเป็นหมอ เราจะทำยังไงบ้างเพื่อให้ร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยนั้นอยู่รอด?!

 

ถ้ามีอวัยวะบางส่วน ที่รู้สึกว่า กำลังเน่า (คือ ส่วนงานที่เลี้ยงตัวเองไม่ได้ แถมเป็นส่วนที่ไม่มีก็ยังไม่ตาย) เราซึ่งเป็นหมอจะยอมตัดออก เพื่อให้ร่างกายส่วนที่สำคัญ ส่วนที่เหลือไปรอดหรือเปล่า? 

ใช่ค่ะ…การ layoff พนักงานของหลายๆองค์กร ก็เกิดจากแนวคิดนี้ คือ ยอมตัดบางอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิตไว้ให้ได้

ที่นี้ ย้อนกลับมาว่า…เราคิดว่า จะมีใครจะยอมตัดหัวใจ ควักตา  ผ่าเอาสมองออกไป เพื่อรักษานิ้วมือ รักษาแขนขา ไว้หรือเปล่า?

แน่นอนว่า…ไม่มีค่ะ  ถ้าเป็นหมอจริงๆ คงจะบอกว่า…บ้าเหรอ  ถ้าขาดอวัยวะสำคัญพวกนั้นไป ไม่นานอวัยวะอื่นๆก็ตายอยู่ดี!!!

 

ค่ะ…มาถึงจุดนี้ เราเริ่มเห็นภาพอะไรบางอย่างหรือยังคะ? ว่า….

ในการทำงานนั้น ถ้าตัวเราเอง คือ คนที่สามารถทำงานเป็นสมอง  เป็นหัวใจ

หรือ เป็นอวัยวะสำคัญๆ ที่หากบริษัท ขาดเราไปแล้วจะถึงกับเดี้ยงนั้น

จะมีใครคิดจะตัดเรา เอาเราออกจากหน่วยงาน งั้นเหรอ?

(ยกเว้น กรณีบริษัทจะตาย แล้วคิดจะให้เราตายไปพร้อมๆกันนั่นแหละ)

 

แล้วนอกจากนี้ หากเรามีความสามารถเป็นระดับอวัยวะสำคัญ  เป็นสมอง

เป็นหัวใจ  เป็นไต ที่ไม่ใช่มีแค่บริษัทเดียวที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีร่างกายอื่นๆ ซึ่งก็คือ บริษัทอื่นๆในธุรกิจคล้ายๆกัน  กำลังรออวัยวะสำคัญเหล่านี้อยู่ คุณคิดว่า…หน่วยงานเหล่านั้น จะยินดีและดีใจ ที่จะรอรับอวัยวะที่พวกเขาต้องการหรือเปล่า ?

ก้อยกล้ายืนยันเลยค่ะ ว่า ….รออยู่แน่นอน  และพร้อมจะดูแลอย่างดี ให้สมกับที่กำลังหา กำลังรอคอยอยู่ด้วย

 

แน่นอนค่ะ ว่า….การจะกลายเป็นอวัยวะ หรือ ฟันเฟืองที่สำคัญ จนที่ไหนๆ ก็ต้องรักษาไว้  หรือ ต้องรออ้าแขนรับ ในยุคปัจจุบันนั้น  ไม่ใช่ว่า…อยู่เฉยๆ แล้วมันจะเป็นได้เอง  หรือ แค่ทำงานไปนานๆ แล้วเราจะสำคัญขึ้นมาเอง 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องพัฒนาและสร้างขึ้นมาค่ะ  นั่นคือ….

การมี ความสามารถในการที่บุคคลจะได้รับการจ้างงานอยู่ตลอดเวลาหรือที่ภาษาทางการ เรียกว่า  Employability นั่นเองค่ะ 

คำอธิบายที่เป็นทางการหน่อย สามารถสรุปสั้นๆได้ว่า…..  

คำนี้มาจาก  Employ =การว่าจ้าง + Ability =ความสามารถ”

มารวมกัน จึงหมายถึง คุณค่าของตัวบุคคลที่มีความสามารถให้ได้รับการว่าจ้างตามที่องค์กรต้องการเสมอ แม้ในสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  ซึ่งสิ่งนี้รวมถึงความรู้ความสามารถในเรื่องงาน ทักษะ ทัศนคติ ที่เด่นชัดและแตกต่างจากผู้อื่น  ซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นเป็นที่ต้องการในการจ้างงานและธำรงรักษาไว้ขององค์กรของเขาเอง  ตลอดจนกระทั่งเป็นที่ต้องการขององค์กรอื่นๆในการว่าจ้างอีกด้วย

 

คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ….แล้วเราจะมีไอ้ความสามารถที่ว่า ไอ้ Employability นี้ได้ยังไง?  
ง่ายๆ คือ มีบันได 3 ขั้น ดังนี้ค่ะ

รู้เรา –>รู้เขา –> รู้ How (ทำอย่างไร)                                                  

 

ขั้นแรก – รู้เรา :รู้จักเข้าใจตัวเองให้ชัด

โดยเราควรรู้ เข้าใจถึงจุดเด่น และจุดที่ต้องปรับปรุง ในความสามารถของเรา โดยเฉพาะที่มันเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในการทำงาน ในอาชีพ ที่เราทำอยู่  อย่างเช่น ถ้าเราเป็นวิศวกร เราอาจเก่งเรื่องเทคนิคมาก  มีข้อมูลเยอะและคิดวิเคราะห์วางแผนได้ดี  แต่มีจุดที่ต้องปรับปรุง คือ เราดันไม่เก่งภาษาอังกฤษทั้งๆที่ ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่และลูกค้าต่างชาติ  พอรู้แบบนี้แล้ว เราก็จะได้รู้ว่าทักษะภาษาอังกฤษนี่เอง  ที่เราต้องเพิ่มให้ตัวเองด่วน

เพื่อให้เราเข้าใจง่ายขี้น เรามาทำรายการจุดเด่น จุดที่ควรปรับปรุง ในตอนนี้ของเรากันเลยดีกว่า มาทำกันเลยค่ะ

Exercise1

อะไร คือ คุณสมบัติที่เป็นข้อดีที่สุด 5 ข้อของตัวเรา? 

คุณสมบัติที่ดี อาทิเช่น  

เชี่ยวชาญในสายงานที่ทำ  เก่งคอมพิวเตอร์   มีความคิดสร้างสรรค์  มีความรับผิดชอบ  รอบคอบ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่  มีใจรักบริการ  ประสานงานดี ฯลฯ

(เขียนลงในที่ว่างด้านล่างได้เลย หรือ หากระดาษมาเขียนก็ได้ค่ะ)

  1. __________________________________________
  2. __________________________________________
  3. __________________________________________
  4. __________________________________________
  5. __________________________________________

 

ปัจจุบัน ทักษะหรือความรู้ใด ที่เราต้องการพัฒนามากที่สุด 5 ด้าน?

ความรู้และทักษะต่างๆ อาทิเช่น  ภาษาต่างประเทศ  การใช้คอมพิวเตอร์ ทักษะการเป็นผู้นำที่ดี  การนำเสนอผลงาน การพูดในที่สาธารณะ  การเจรจาต่อรอง  การสอนงานให้คนอื่น  การบริหารเวลา  ฯลฯ

(เขียนลงในที่ว่างด้านล่างได้เลย หรือ หากระดาษมาเขียนก็ได้ค่ะ)

  1. __________________________________________
  2. __________________________________________
  3. __________________________________________
  4. __________________________________________
  5. __________________________________________

 

 

ขั้น2 – รู้เขา :รู้จักเข้าใจลูกค้า ทั้งภายในภายนอกบริษัท

แจ็ค เวลช์ (Jack Welch)โค้ชด้านความสำเร็จชื่อดังระดับโลก กล่าวไว้ว่า…

บริษัทไม่ใช่ผู้ที่ให้ความมั่นคงในการทำงานกับใครได้หรอก มีแต่เพียงลูกค้าที่พึงพอใจเท่านั้น ที่ให้ได้” (Companies don’t give job security, only satisfied customers do)

ใช่ค่ะ…ตัวเราเองแม้จะเป็นพนักงานประจำ  แต่ทราบรึเปล่าค่ะ ว่าเราก็กำลังนำเสนอสินค้าและบริการของเราให้กับลูกค้าอยู่ทุกวัน  แม้เราไม่ใช่ฝ่ายขาย

เพราะ เราเองก็กำลังขายความรู้ ความสามารถ ขายผลงานของเราให้กับลูกค้าภายในบริษัท คือ เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง ของเราอยู่ในทุกๆวัน นอกจากนี้ ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของบริษัท ไม่ว่าจะในส่วนไหน  เราก็กำลังให้บริการลูกค้าอยู่เสมอ อย่างก้อยในฐานะที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็กำลังส่งมอบสินค้าและบริการให้นักศึกษา อยู่ทุกวันเช่นกัน

 

ดังนั้น เราจะเป็นที่ต้องการ  เป็นคนที่ใครๆก็อยากว่าจ้างได้  เราก็จำเป็นต้องเข้าใจลูกค้า ทั้งภายในและภายนอกบริษัท  ว่าพวกเขากำลังคาดหวังบริการแบบไหนจากเรากันแน่  อย่างเช่น

เจ้านาย        อยากให้เรามีความสามารถในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ กล้าตัดสินใจในขอบเขตได้  ไม่ต้องมารอถามทุกครั้ง

เพื่อนร่วมงาน  อยากให้เราทำงานเป็นทีม และมีการสื่อสารกันอย่างชัดเจน

ลูกน้อง         อยากให้เราช่วยสอนงาน และสามารถแนะนำการทำงานได้

 

เชื่อเถอะค่ะ ว่า…เมื่อเรามีความเข้าใจ และรู้จักพัฒนาทักษะ และความสามารถเหล่านี้ขึ้นมาในตัวเราได้….ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ เราก็เป็นที่ถูกใจของใครๆได้เสมอ

โดยเราควรรู้ เข้าใจถึงจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุง ในความสามารถของเรา โดยเฉพาะที่มันเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในการทำงาน ในอาชีพ ที่เราทำอยู่  อย่างเช่น ถ้าเราเป็นวิศวกร เราอาจเก่งเรื่องเทคนิคมาก  มีข้อมูลเยอะและคิดวิเคราะห์วางแผนได้ดี  แต่มีจุดที่ต้องปรับปรุง คือ เราดันไม่เก่งภาษาอังกฤษทั้งๆที่ ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่และลูกค้าต่างชาติ  พอรู้แบบนี้แล้ว เราก็จะได้รู้ว่าทักษะภาษาอังกฤษนี่เอง  ที่เราต้องเพิ่มให้ตัวเองด่วน

 

ขั้น3 – รู้ How :รู้วิธีสร้างความสามารถที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเรา

ขั้นสุดท้ายนี้ คือ หัวใจ  ของการพัฒนาตัวเราให้เป็นคนที่จะกลายเป็น คนที่องค์กรไหนๆก็ไม่อยากขาดเลยล่ะค่ะ  เมื่อเข้าใจว่าตัวเองต้องพัฒนาตรงไหน (ขั้นแรก) เพื่อให้ตรงกับความต้องการโดยทำความเข้าใจลูกค้าทั้งภายในภายนอกองค์การ (ขั้นสอง)แล้ว  ก็ถึงเวลาที่เราต้องรู้วิธีพัฒนาทักษะและความสามารถที่เหมาะกับตัวเราขึ้นมา  ในขั้นนี้ คือ ให้เราเจาะจงเลือกทักษะหรือความสามารถที่เราต้องการจะพัฒนาขึ้นมา แล้วหาวิธีพัฒนาที่เหมาะกับเรา  เช่น บางคนต้องการเพิ่มแค่ความรู้บางอย่าง และเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านสื่อต่างๆได้   ส่วนบางคนอาจต้องหาโค้ช ต้องมีพี่เลี้ยงคอยสอน บางคนนิยม การทดลองลงมือทำ เพื่อให้ได้ประสบการณ์ตรงเลย  สรุปแล้วขั้นนี้ คือ การเลือกความรู้ หรือ ทักษะ (ซึ่งต้องใช้การฝึกฝน) แล้วก็เลือกแนวทาง การได้มาซึ่งทักษะนั้นๆ ให้เหมาะกับตัวเรานั่นเองค่ะ 

 

มาถึงตรงนี้ ข่าวดีก็คือ ความสามารถพวกนี้เราเองก็มีและสร้างเองได้นะ

ดังนั้นขอให้เรามั่นใจได้แล้วนะคะ  ว่า ตัวเราเองก็สามารถสร้างความมั่นคงให้การทำงานให้ตัวเราได้เลย โดยไม่ต้องง้อบริษัทอีกต่อไป เพราะเวลานี้ ความมั่นคงในการทำงานที่ดี = ความสามารถที่ตัวเรามี นั่นเอง

28 total views, 1 views today