เทคนิคเตรียมตัวสอบ สอบ IELTS

การสอบ IELTS (International English Language Testing System) คือ การสอบวัดความสามารถทางภาษา ซึ่งข้อสอบถูกออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถของผู้ที่ต้องการเรียนต่อหรือทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารโดยเฉพาะ โดยการทดสอบของ IELTS นั้นได้รับมาตรฐานที่เป็นสากล เป็นที่ยอมรับจากสถานศึกษาและสถาบันชั้นนำทั่วโลก นอกจากนี้การทดสอบยังครอบคลุมทักษะต่างๆ ทั้งการฟัง การอ่าน การเขียน และการพูดอีกด้วย

IELTS นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การสอบเพื่อการศึกษาต่อ (Academic Modules) และการสอบเพื่อการฝึกอบรม (General Training Modules) แต่โดยทั่วไปข้อสอบที่เป็นที่นิยมสำหรับคนไทยและนักเรียนนักศึกษาก็คือ การสอบเพื่อการศึกษาต่อ นอกจากรูปแบบการสอบที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทแล้ว ในการทดสอบของ IELTS จะครอบคลุมทั้ง 4 ทักษะ คือ

  1. การสอบการฟัง (Listening) ใช้เวลา 30 นาที

สำหรับพาร์ทการฟัง เราจะได้ฟัง CD ที่มีเนื้อหาประเภทบทสนทนาและบทพูดต่างๆ ซึ่งเราจะได้ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในเวลา 30 นาทีนี้ก็จะแบ่งเวลาสำหรับการตอบคำถามรวมถึงการตรวจสอบความเรียบร้อยของกระดาษคำตอบเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกจับการออกเสียงของเจ้าของภาษาให้ได้ พร้อมกับตั้งสติรับมือบทสนทนาที่มีความยาวและความเร็วในการพูดให้ดี

การเตรียมตัวสำหรับทำข้อสอบการฟังควรฝึกการฟังเยอะๆ โดยเปิดคลิปข่าว เช่น ข่าวช่อง BBC หรือดูภาพยนต์และซีรี่ย์ที่เป็นเสียงซาวน์แทร็กโดยไม่เปิด Subtitle นอกจากนี้การฝึกทำข้อสอบเก่าหรือฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงก็ช่วยพัฒนาทักษะการฟังและการตอบข้อสอบของเราได้

  1. การสอบการอ่าน (Reading) ใช้เวลา 60 นาที

ในพาร์ทการอ่านเราจะได้อ่านบทความทั้งหมด 3 บทความ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ไปจนถึงหนังสือหลากหลายประเภทแบบไม่เจาะจงแนวทางของเนื้อเรื่อง พร้อมทั้งตอบคำถามจำนวน 40 ข้อ

การเตรียมตัวในพาร์ทการอ่านนั้นเราต้องฝึกอ่านบทความหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นข่าวสั้นๆ ข่าวขนาดยาว นิยายหรือนิตยสาร ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งเป็นการฝึกเดาคำศัพท์และการเดาความหมายของรูปประโยค ที่สำคัญคือต้องอ่านหัวข้อที่หลากหลาย อย่าเลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบหรือสนใจเท่านั้น นอกจากนี้การท่องศัพท์ก็จะช่วยพัฒนาการอ่านของเราด้วย ดังนั้นเวลาอ่านบทความไหนแล้วเจอศัพท์ยากหรือคำที่เราไม่เข้าใจ ให้จดเอาไว้แล้วมาหาคำตอบทีหลังพร้อมทั้งท่องให้จำขึ้นใจ

ที่สำคัญอย่าลืมฝึกทำข้อสอบการอ่านแบบจับเวลา เพราะปัญหาหลักๆ ในการทำข้อสอบพาร์ทนี้ก็คือการทำไม่ทันเวลา ดังนั้นการฝึกให้ตัวเองชินกับการอ่านเร็ว จับใจความสำคัญและตอบคำถามให้ครบภายในเวลา 60 นาทีจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ

  1. การสอบการเขียน (Writing) ใช้เวลา 60 นาที

ข้อสอบเขียนจะมาพร้อมกับโจทย์ 2 เรื่อง เรื่องแรกจะมีข้อมูลในรูปแบบต่างๆ มาให้เพื่อให้เราเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านั้นและเขียนอธิบายอย่างน้อย 150 คำ ส่วนเรื่องที่สองจะเป็นการเขียนเรียงความที่เป็นทางการอย่างน้อย 250 คำ

สำหรับพาร์ทการเขียน เราควรฝึกเขียนตั้งแต่การเขียนแบบพารากราฟสั้นๆ ไปจนถึงการเขียนเรียงความ หรือ Essay ขนาดยาว อย่าลืมร่างโครงสร้างของเนื้อหาก่อนเขียนทุกครั้ง จะช่วยทำให้เรามีไอเดียลื่นไหลและเขียนได้อ่านง่าย ไม่วกวน นอกจากนี้อย่าลืมขอให้อาจารย์ ติวเตอร์ หรือเพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษช่วยอ่านและตรวจสอบหลักไวยากรณ์ต่างๆ ให้พร้อมนำมาปรับปรุงทุกๆ ครั้งที่ฝึกเขียนด้วย

  1. การสอบการพูด (Speaking) ใช้เวลา 11-14 นาที

การสอบพูดจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน การพูดตอบคำถามตามที่ได้รับบัตรคำถาม และส่วนสุดท้ายคือการพูดเพื่อโต้ตอบกัน

หลายคนอาจจะอาย ไม่กล้าพูดเพราะกลัวผิด แต่เราต้องฝึกครับ ลองฝึกพูดคนเดียวหน้ากระจก เริ่มจากเรื่องง่ายๆ หรือเลือกหัวข้อที่คุณอยากจะฝึกพูด ลองอัดเสียงโดยใช้สมาร์ทโฟนว่าสำเนียงของเราเป็นอย่างไร ออกเสียงชัดเจนไหม ฟังรู้เรื่องหรือไม่ ที่สำคัญอย่าลืมเลือกใช้คำศัพท์ให้เหมาะสมด้วย

มือใหม่หลายคนอาจเครียดและกังวลในการสอบ IELTS เพราะนอกจากค่าสอบจะแพงแสนแพงแถมข้อสอบที่ได้ชื่อว่าโหดตามมาตรฐานสากลแล้ว การสอบ IELTS ยังเป็นผลการทดสอบสำคัญสำหรับอนาคตของใครหลายคน แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อม ตั้งสติ และเข้าสอบอย่างมั่นใจ เชื่อได้เลยครับว่าผลสอบที่ได้ต้องออกมาดีอย่างที่เราหวังแน่นอน   

 

Paragraph และ Words ต้องครบ

          ในการสอบไอเอล (IELTS) ต้องเขียนขั้นต่ำ 3 paragraph แบ่งเป็น

  • Introduction 1 paragraph
  • Body 1-3 paragraphs
  • Conclusion 1 paragraph

และต้องมี Words อย่างน้อย 250 words ดังนั้นหากเขียนบรรทัดละ 10 words จะต้องเขียนอย่างน้อย 25 บรรทัด ซึ่งอาจแบ่งได้ดังนี้

  • Introduction 4 บรรทัด
  • Body อย่างน้อย 6+6+6 บรรทัด
  • Conclusion 3 บรรทัด

 

Sentence เขียนประโยคตามโครงสร้าง

โครงสร้างประโยค

Sentence

Structure

Conjunction

Simple Sentence

(ประโยคอย่างง่าย)

S + V

S + V to be + adj.

*S Subject *V Verb

ใช้ “and” เชื่อม

S and S + V

S + V and V

Compound Sentence

(ประโยคโดยรวม)

S + V, Co. + S + V

*Co. Coordinating Conjunction

ใช้ and, but, so, or, for เชื่อม

Complex Sentence

(ประโยคเชิงซ้อน)

S + V Conj. S + V

Conj. S + V, S + V

*Conj. Subordinating Conjunction

ใช้ because, since, although, though, even though, when, before, after เชื่อม

 

– ตัวอย่างการเขียน Simple Sentence

I study English in the room.

My brother works at his home.

– ตัวอย่างการเขียน Compound Sentence

I have a cup of soup, and the soup make from some mushrooms.

I don’t know about I should buy a new brand watch, or I should buy a new bag.

I want to get a new LEVIS jean, or I get a new Onisuka shoes.

– ตัวอย่างการเขียน Complex Sentence]

I love mom because she makes me born.

My brother is rich because he works hard.

Although I am poor, I never ask anyone for money.

When I was young, my mom taught me how to cook fried egg, boiled egg and omelet.

 

 

 

Active / Passive

Tenses

Active

Passive

Present Simple

S + V1

S + is/am/are + V3

Past Simple

S + V2

S + was/were + V3

Future Simple

S + will/shall + V1

S + will/shall + be + V1

Prest. Cont.

S + is/am/are + Ving

S + is/am/are + being + V3

Prest. Perfect

S + have/has + V3

S + have/has + been + V3

 

Detail ต้องเก็บรายละเอียดให้ครบถ้วน

Noun (คำนาม)

(คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่งที่ไม่มีตัวตน (abstraction, การ ความ))

Countable Noun

Uncountable Noun

โครงสร้าง        S + Vs  หรือ

                   Ss + V

– คำนามนับได้จะมาเดี่ยวๆ ไม่ได้ ต้องมี a + N, an + N, each + N, every + N, the + N (กรณีเป็นเอกพจน์) และ the + Ns, some + Ns, any + Ns, few + Ns (กรณีเป็นพหุพจน์)

– Possessive adj. : my, his, her, your, their, our, its

– มื้ออาหารไม่ต้องมี article เช่น lunch, dinner

โครงสร้าง        S + Vs

 

– คำนามนับไม่ได้ เช่น food, fruit, furniture, luggage, water, stuff, traffic, money, equipment, junk, โดยไม่จำเป็นต้องมี article หรืออาจใส่ the, some, any, little ได้

– Possessive adj. : my, his, her, your, their, our, its

 

**คำนามส่วนใหญ่มักลงท้ายด้วย tion, sion, ment, or, er, ist, ness

Pronoun (สรรพนาม)

Pronoun

Possessive adj.

Possessive Pronoun

Self (เอกพจน์) / Selves (พหุพจน์)

S

O

he

him

his

his

himself

she

her

her

hers

herself

it

it

its

its

itself

I

me

my

mine

myself

you

you

your

yours

yourself / yourselves

we

us

our

ours

ourselves

they

them

their

theirs

themselves

Modal Verb

          Modal Verb อยู่หน้าราก V (ราก V เป็น V ที่ไม่เติม s. es. ly. ed. ฯลฯ ต่อท้าย) ทำหน้าที่เป็น V ช่วย (Modal V + ราก V)

Modal Verb

รูปปฏิเสธ

can     (V1) สามารถ (สุภาพ)

cannot (เขียนติดกัน) / can’t

could   (V2) สามารถ (สุภาพกว่า can)

couldn’t

will     (V1) จะ (สุภาพ)

won’t

would  (V2) จะ (สุภาพกว่า will)

          would like = want (สุภาพกว่า want)

wouldn’t

shall    จะ (ใช้เฉพาะ I และ We)

shan’t

should ควรจะ (ใช้ได้กับทุกตัว)

shouldn’t

may    (V1) อาจจะ น่าจะ (ไม่ 100%)

may not ไม่มีรูปย่อ

might  (V2) อาจจะ น่าจะ (ไม่ 100% แต่ไม่เท่า may)

might not ไม่มีรูปย่อ

must   ต้อง

mustn’t

ought to = should

shouldn’t ใช้รูปเดียวกับ should

ตัวอย่างเช่น      She can go to the office.

          ปฏิเสธ  She cannot go to the office.

          คำถาม  Can she go to the office? / Could she go to the office? (สุภาพกว่า)

                   Could she please go to the office? (สุภาพมาก)

                   Would you like + N/Ving/to V1 ?

 

Vocab คำศัพย์ต้องมีความหลากหลาย

          เช่น

“ได้รับ” = get, gain, earn, acquire, receive, obtain

“ใหม่” = new, novel, current, recent, fresh, innovative, modern

“เร็ว” = brisk, prompt, fast, quick, speedy, high-speed, swift, express

“มีชื่อเสียง” = famous, renowned, notable, well-known, celebrated, illustrious, eminent,

prominent, distinguished, famed, noted

“โดดเด่น, แตกต่างในเชิงบวก” = distinction, exclusive

 

Meaning / Understanding / Logic / Order / Example เขียนให้เข้าใจง่ายๆ แต่ใช้โครงสร้างประโยคยากๆ

– การขึ้นต้นประโยค (ปัจจุบันนี้, ในปัจจุบัน ฯลฯ)

          Recently, S + V / Nowadays, S + V / Currently, S + V / Now S + V

– Order หรือลำดับในการเขียน Body

          Firstly, S + V => Secondly, S + V => ……. => Finally, S + V

– ระหว่างประโยค (จากนั้น, ต่อจากนั้น, ต่อไป ฯลฯ ซึ่งเป็น adj.)

          Then, S + V / Next, S + V / After that, S + V (prep. + N = adj.)

– สำหรับ Paragraph สุดท้าย (Conclusion)

          In conclusion, S + V / In summary, S + V / In short, S + V / In brief, S + V

To conclude, S + V / To summarize, S + V / To sum up, S + V / All in all, S + V

– การยกตัวอย่าง

          For example, S + V / For instance, S + V / S + V such as N, N and N

          เช่น For instance, stock market index in many countries downs, and America citizen go out to street for protesting.

 

Fluent ความคล่องแคล่วในการเขียน / Structure ต้องมีความหลากหลาย / Parallelism ความคู่ขนานในการเขียน

1 การใช้ Subject (S) ของประโยคซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นคำนาม (N)

– NN              เช่น Teacher Don

– adj. N          เช่น Beautiful girl

– adj. NN        เช่น Hansom teacher Don

– NNN            เช่น Toyota Altis Saloon

– adj. adj. N     เช่น Highly smart man, Smart tall man

2 ส่วนขยายประโยคซึ่งทำให้ประโยคยาวขึ้น

 

Adjective (ส่วนขยายคำนาม)

          Adj. อยู่หน้าคำนาม (adj. + N) หรือ อยู่หลัง V to be (V to be + adj.) ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วย al, able, ful, ic, ive, less, ous

 

Preposition (as, in, on, at, of, from, for, because of, like (เหมือน))

          Prep. อยู่หน้าคำนาม prep. + N หรืออยู่หน้า Ving prep. + Ving และสามารถอยู่ได้ทุกที่ในประโยค

– S + V + prep. + N    เช่น I study English in the room. / My brother is rich because of working hard.

– Prep. + N, + S + V   เช่น Like my friend, I study English. / In the morning, I go to market.

– S + prep. + N + V    เช่น A group of student works in the school. / Na-dej on the beach sleeps.

– S + V + prep. + N + prep. + N + prep. + N          เช่น A cat runs on the rooftops at my home on Chaengwattana road.

– Prep. + N, S + prep. + N + V + prep. + N เช่น In this day, a group of employees goes to pray at the temple.

 

Infinitive / Gerund

– Infinitive with “to” คือ V + to ……..

          – To อยู่หน้าคำนาม to + N หรืออยู่หน้าราก V to + V เช่น I would like to go to Central. /

He decides to go to the party.

          ปฏิเสธ  He does not decide to go to the party.

          ปฏิเสธ* He decides not to go to the party.

          – to + be (ราก V) + N/adj. เช่น I like Batman as whom I want to be stronger.

– Gerund คือ V ที่ตามด้วย Ving (V + Ving) เช่น go shopping ไม่ใช่ go to shopping

          ตัวอย่างเช่น      go camping / go swimming / go hiking /

                             Keep walking / keep on walking => on walking (prep. + Ving)

                             Stop smoking / quit smoking

                             Postpone meeting / put off meeting

                             consider / discuss / finish / enjoy

          เช่น               – My friends and I enjoy eating pizzas in our office.  

– I consider getting a new car.

                   ปฏิเสธ  I don’t consider getting a new car.

                   ปฏิเสธ* I consider not getting a new car.

V ที่เป็นได้ทั้ง Infinitive / Gerund

start    like     hate    begin   love    continue

          เช่น     I like to eat seafood. หรือ

                   I like eating seafood.

 

Adverb

          Adv. ส่วนใหญ่ลงท้ายด้วย –ly ทำหน้าที่ขยาย V, adj., adv., ประโยค ห้ามนำไปขยายคำนาม (N) เพราะเป็นหน้าที่ของ adj.

          Adv.    อยู่หน้า V, adj., adv., ประโยค

                   อยู่หลัง  ประโยค ขยายประโยคได้

 

Adjective clause (ประโยคที่ใช้ขยายคำนาม)

– Which => N + (Wh. + S + V)

          She has the book (which is on the table.) => which (S) + V

          The book (which she has) is on the table. => which (O) + S + V

          I like fried potatoes which are my favorite snacks.

– That => = which แต่ which เป็นทางการกว่า

          I’m an engineer that/who works in the factory. => works เป็น V ของ that (engineer)

– Who , Whom => Who เป็น S , Whom เป็น O

          I love my parents who are my idol.

I met the man whom I helped.

I like the movies that Tom Hank is an actor whom I like. => adj. clause 2 ชั้น

I like Superman (whom I look at) in the movie.

I like Superman (at whom I look) in the movie. => prep. + whom

I like Batman as whom I want to be stronger. => prep. + whom (เฉพาะ whom, which)

– Where

          The building (where he lives) is very old.

          The building (in which he lives) is very old. => in which (prep. + which) = where

          The building (which he lives in) is very old. => in which = where

          The building (that he lives in) is very old. => that = which

          John wants to go to the hotel (which his mom likes.) => ไม่มี prep. หน้า which เนื่องจากในวงเล็บจะแปลงได้เป็น His mom likes the hotel. ซึ่งโดยปกติหลัง likes จะไม่ต่อด้วย prep. => คำที่มักต้องต่อท้ายด้วย prep. ; depend on, responsible for, talk to, talk with

– Whose => Whose = its, her, his, their

          I met a man // His money was stolen = I met a man whose money was stolen.

          A man has a book // Anna reads his book = A man whose book Anna reads has a book.

 

สรุปโครงสร้าง Adjective clause

adj. clause ทำหน้าที่เป็น S ในประโยค

adj. clause ทำหน้าที่เป็น O ในประโยค

Which + V + O

Which + S + V

That + V + O

That + S + V

Who + V + O

Whom + S + V

Whose + N + V

Whose + N + S + V

 

51 total views, 7 views today