กรอบการจัดทํารายงานความยั่งยืน

         กรอบการจัดทํารายงานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับและนำมาถือปฏิบัติในประเทศไทย ใช้แนวทางขององค์การแห่งความริเริ่มว่าด้­วยการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งโดยสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และเครือข่าย Ceres โดยเผยแพร่แนวทาง (Guidelines) สำหรับการรายงานความยั่งยืนเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2543 เรียกว่า ฉบับ G1 จากนั้นได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2556 ได้ปรับปรุงเป็นฉบับ G4 และต่อมา ในปี พ.ศ. 2559 ได้ยกระดับจากแนวทางเป็นมาตรฐาน เรียกว่า มาตรฐานการรายงานความยั่งยืน (Sustainability Reporting Standards) โดยมักเรียกกันย่อ ๆ ว่า  GRI Standards (ใช้แทนฉบับ G4) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป  
            GRI Standards ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
        1.
มาตรฐานที่ใช้กับทุกองค์กร (Universal Standards) เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ทุกองค์กรที่จัดทำรายงานความยั่งยืนจะต้องรายงาน โดยให้รหัสมาตรฐานนี้ว่า GRI 100 ประกอบด้วย

– GRI 101  :  ข้อแนะนำ เป็นจุดเริ่มต้นในการใช้มาตรฐาน

– GRI 102  : การเปิดเผยข้อมูลทั่วไป

– GRI 103 : การรายงานแนวทางของฝ่ายบริหารในการจัดการเพื่อความยั่งยืน
          2. มาตรฐานเฉพาะ (Topic-specific Standards) เป็นข้อมูลเฉพาะประกอบด้วย

– GRI 200 : การรายงานด้านเศรษฐกิจ

– GRI 300 : การรายงานด้านสิ่งแวดล้อม

– GRI 400 : การรายงานด้านสังคม

ทั้งนี้ องค์กรสามารถเลือกรายงานเพื่อเปิดเผยข้อมูลสำหรับแต่ละหัวข้อที่มีสาระสำคัญ

        หากเปรียบเทียบกับ ฉบับ G4  แล้ว พบว่า GRI Standards มีส่วนที่แตกต่างไปจากเดิม คือ โครงสร้างการรายงานมีความเป็นระบบมากกว่า และลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การรายงานมีการเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดที่สำคัญบางตัว นอกจากนี้โครงสร้างของ GRI Standards ได้ออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนตัวชี้วัดหรือข้อกำหนดภายในในอนาคตโดยไม่ต้องทบทวนใหม่ทั้งฉบับ ดังนั้น องค์กรใดที่เคยรายงานตามกรอบรายงานฉบับ G4 มาแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการรายงานมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาและติดตามการปรับปรุงมาตรฐานการรายงานจาก GRI อย่างสม่ำเสมอ

ที่มา: https://www.globalreporting.org/standards/getting-started-with-the-gri-standards/)

32 total views, 2 views today