(ภาษาไทย) การนำตัวแบบจำลองสถานการณ์มาประยุกต์กับงานCAPACITY PLANNINGระบบลิฟต์ ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฮ่องกง

ตัวแบบการจำลองสถานการ์เป็นตัวแบบหนึ่งของวิชาการวิเคราะห์เชิงปริมาณ(Quantitative analysis) หรือเรียกย่อๆว่า QA    ซึ่งเป็นวิชาที่มักถูกกำหนดให้เรียนเป็นวิชาบังคับสำหรับผู้ที่ศึกษาด้านการจัดการ   ทั้งนี้เพราะ งานด้านการจัดการหรืองานด้านบริหารธุรกิจนั้นต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณค่อนข้างมาก   วิชา QA จึงเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ   เพื่อให้ได้คำตอบไปใช้สำหรับการวางแผนและตัดสินใจในเรื่องต่างๆต่อไป   หากไม่มี QA แล้วการใช้ประโยชน์จากข้อมูลตัวเลขที่ซับซ้อนจะทำได้ยาก  หากเพียงแค่ใช้ประสบการณ์หรือสามัญสำนึกแต่เพียงอย่างเดียว  การวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขโดยใช้เทคนิคของการวิเคราะห์เชิงปริมาณย่อมทำให้การทำหน้าที่ทางการจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  หรืออย่างน้อยที่สุดก็ช่วยลดความเสี่ยงใดๆที่อาจเกิดขึ้นกับองค์การได้   เนื่องจาก QA เป็นเทคนิควิธีการในเชิงวิทยาศาสตร์(Scientific method) นั่นเอง ตัวแบบจำลองสถานการณ์(Simulation model)  เป็นเทคนิคการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่แตกต่างจากตัวแบบการวิเคราะห์เชิงปริมาณอื่นๆ คือ ไม่ได้ให้คำตอบที่เหมาะสมที่สุด(Optimum solution)  เพียงคำตอบเดียว   แต่จะให้ผลลัพธ์เป็นทางเลือกหลายๆทางเลือกสำหรับแก้ปัญหาบนเงื่อนไขของตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น เรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้  เป็นตัวอย่างของการนำตัวแบบการจำลองสถานการณ์(simulation) มาใช้ในงาน  Capacity planning ระบบลิฟต์ที่จะติดตั้งในอาคาร  23 ชั้นที่จะสร้างใหม่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเกาะฮ่องกง  โดยโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ก่อตั้งมาแล้วเป็นเวลา 40 ปี  ผู้รับผิดชอบในการศึกษาทางเลือกสำหรับการทำ Capacity planning ของระบบลิฟต์ครั้งนี้ได้แก่ Dr. Jonathan W.C. Ng จาก The University of Hong Kong และ Dr. Carrie K.Y. Lin   จาก City University of Hong Kong   โจทย์สำคัญในการศึกษาคือ   การรักษาสมดุลระหว่างการให้บริการในระดับที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในการใช้งานลิฟต์ที่ประหยัด อย่างไรก็ตาม  Capacity planning ของระบบลิฟต์ในโรงพยาบาลนับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและละเอียดอ่อน  เพราะเกี่ยวข้องกับการให้บริการผู้ป่วยซึ่งในกรณีของเหตุฉุกเฉินจะต้องสามารถให้บริการได้อย่างทันท่วงที Input ข้อมูลที่นำมาทำการจำลองสถานการณ์ครั้งนี้ ประกอบด้วย
  1. ค่าเฉลี่ยของเวลารอคอยลิฟต์ที่ยอมรับได้โดยโรงพยาบาลเป็นผู้กำหนดให้  มีด้วยกัน 5 ค่า คือ 30 วินาที  45 วินาที  60 วินาที  75 วินาที  และ 90 วินาที
  2. ข้อมูลจำนวนกลุ่มลิฟต์  specificationของลิฟต์ และชั้นในตัวอาคารที่ลิฟต์แต่ละตัวจะให้บริการ(ซึ่งผู้ออกแบบอาคารได้กำหนดพื้นที่ติดตั้งกลุ่มลิฟต์ไว้แล้ว  9 จุด)
กลุ่มลิฟต์ Spec.ของลิฟต์ ชั้นที่ให้บริการ
กลุ่มที่ 1 1,600 kg. 5,6,13-23
กลุ่มที่ 2 1,600kg. 1, 5-10
กลุ่มที่ 3 1,600kg. 5-10
กลุ่มที่ 4 2,500kg./ 4,500kg. 1-23
กลุ่มที่ 5 2,500kg. 1-23
กลุ่มที่ 6 1,600kg. 3, 5
กลุ่มที่ 7 1,600kg. 5,6,13-23
กลุ่มที่ 8 2,500kg. 1-22
กลุ่มที่ 9 2,500kg. 1-23
  1. Operational Characteristics หรือลักษณะการเคลื่อนที่หรือการไหล(flow) ของผู้ใช้ประเภทต่างๆ  ได้แก่คนไข้นอก   ผู้ปฏิบัติงานของรงพยาบาล  ผู้มาเยี่ยมไข้  เตียงคนไข้และเปลขนคนไข้(beds/stretcher)  รถสำหรับอุปกรณ์การแพทย์และคนไข้
  2. ข้อมูลผู้ใช้  : การบรรจุคนเข้าลิฟต์(Loading)และการออกจากลิฟต์(Unloading)  และข้อมูลการคาดการณ์จำนวนผู้ใช้แต่ละประเภทโดยโรงพยาบาลที่เป็นเจ้าของโครงการ
Output           สำหรับผลลัพธ์ของการจำลองสถานการณ์  แสดงดังตารางที่ 1 และตารางที่ 2 ตารางที่ 1 ผลลัพธ์ระดับ Capacity ของแต่ละกลุ่มลิฟต์
กลุ่มลิฟต์ Capacity Level 1 Capacity Level 2 Capacity Level 3
กลุ่มที่ 1 ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 6 ตัว ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 5 ตัว ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 4 ตัว
กลุ่มที่ 2 ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 3 ตัว ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 2 ตัว —-
กลุ่มที่ 3 ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 3 ตัว ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 2 ตัว ——
กลุ่มที่ 4 ลิฟต์ขนาด 2,500 kg. 5 ตัว และ 4,350 kg. 1 ตัว ลิฟต์ขนาด 2,500 kg. 4 ตัว และ 4,350 kg. 1 ตัว ลิฟต์ขนาด 2,500 kg. 4 ตัว และ 4,350 kg. 1 ตัว
กลุ่มที่ 5 ลิฟต์ 2,500 kg. 1 ตัว ลิฟต์ 2,500 kg. 1 ตัว —–
กลุ่มที่ 6 ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 2 ตัว —- —–
กลุ่มที่ 7 ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 3 ตัว ลิฟต์ขนาด 1,600 kg. 2 ตัว —–
กลุ่มที่ 8 ลิฟต์ 2,500 kg. 2 ตัว ลิฟต์ 2,500 kg. 4 ตัว ——-
กลุ่มที่ 9 ลิฟต์ 2,500 kg. 1 ตัว —– —–
ผลลัพธ์จากการจำลองสถานการณ์  พบว่าโรงพยาบาลมีทางเลือกติดตั้งกลุ่มลิฟต์ทั้ง 9 กลุ่มอยู่ 2-3 ทางเลือก โดยที่ทางเลือกที่ 1 (Capacity level 1) จะเป็นทางเลือกที่มี performance ดีที่สุดผู้ใช้ไม่ต้องรอนาน  เพราะมีจำนวนลิฟต์ในแต่ละชุดสูงสุด  ส่วน Capacity level 2และ 3 จะเป็นทางเลือกที่มี performance ลดหลั่นลงมาเพราะมีจำนวนลิฟต์ให้บริการภายในกลุ่มน้อยลง   อย่างไรก็ตาม  การตัดสินใจเลือกจำนวนลิฟต์ในแต่ละกลุ่มของผู้บริหารโรงพยาบาลจะต้องนำเวลารอคอยลิฟต์โดยเฉลี่ยมาพิจารณาประกอบด้วย  ดังผลลัพธ์ในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลลัพธ์ของจำนวนลิฟต์ในแต่ละกลุ่มที่สอดคล้องกับระยะเวลารอคอยโดยเฉลี่ยที่โรงพยาบาลกำหนด  
จำนวนลิฟต์ขั้นต่ำที่ต้องการเพื่อให้การรอคอยโดยเฉลี่ยไม่เกินไปกว่าเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด
กลุ่มลิฟต์ 30 วินาที 45 วินาที 60 วินาที 75 วินาที 90 วินาที
กลุ่มที่ 1 6 5 5 5 5
กลุ่มที่ 2 3 3 3 2 2
กลุ่มที่ 3 2 2 2 2 2
กลุ่มที่ 4 5 5 4 4 4
กลุ่มที่ 5 2 1 1 1 1
กลุ่มที่ 6 2 2 2 2 2
กลุ่มที่ 7 2 2 2 2 2
กลุ่มที่ 8 5 5 5 5 4
กลุ่มที่ 9 1 1 1 1 1
  จากตารางที่ 2 หากผู้บริหารโรงพยาบาลต้องการให้บริการในระดับดีที่สุด  ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บริการรอลิฟต์ไม่เกิน 30 วินาที ลิฟต์กลุ่มที่ 1 จะประกอบไปด้วยลิฟต์ที่มีขนาดความจุ 1,600 kg. จำนวน 6 ตัว  หากต้องการให้รอคอยเฉลี่ยไม่เกิน 45 ถึง 90  วินาที  จะต้องใช้ลิฟต์จำนวน 5 ตัว  เป็นต้น ในกรณีลิฟต์กลุ่มที่สองถ้าต้องการให้ผู้ใช้รอคอยลิฟต์โดยเฉลี่ยระหว่าง 30 ถึง 60 วินาที จะติดตั้งลิฟต์ในกลุ่มนี้ 3 ตัว  ถ้าผู้ใช้รอคอยลิฟต์โดยเฉลี่ย 70-90 วินาที  จะต้องติดตั้งลิฟต์ในกลุ่มนี้ 2 ตัว  เป็นต้น  จะเห็นได้ว่าตัวแบบการจำลองสถานการณ์ได้ช่วยให้ผู้บริหารของโรงพยาบาลแห่งนี้สามารถวางแผนและตัดสินใจในเรื่อง Capacity planning ของระบบลิฟต์ที่ต้องการติดตั้งในอาคารแห่งใหม่ได้ง่ายขึ้นว่าควรที่จะติดตั้งลิฟต์ขนาดความจุต่างๆจำนวนเท่าใดในแต่ละพื้นที่ 9 แห่ง โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ อ้างอิงจาก Ng, Jonathan W.C. and Lin, Carrie K.Y.(2016) Planning the Capacity of a Hospital Lift System. Proceeding of ICIBM 2016, Singapore.  

328 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.