The Reluctant Collectivists

แนวคิดปฏิเสธกลุ่มนิยม หรือ ปฏิเสธการรวมหมู่ เป็นแนวความคิดที่แม้ว่ายังเชื่อมั่นในระบบตลาดเสรีแต่ก็ปฏิเสธระบบตลาดที่ไร้การควบคุม แนวคิดดังกล่าวเชื่อมั่นในการจัดการทางเศรษฐกิจโดยให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาท ตัวอย่างที่สำคัญของแนวคิดนี้ ได้แก่ แนวความคิดทางเศรษฐกิจของเคนส์

แนวคิดดังกล่าวมีความเชื่อมั่นในเสรีภาพของปัจเจกชน และการแข่งขันระหว่างธุรกิจหรือหน่วยเศรษฐกิจเอกชน รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวโดยสรุปคือ แนวความคิดนี้ยังสนับสนุนระบบทุนนิยม แต่เป็นระบบทุนนิยมที่ต้องมีการกำกับดูแลโดยภาครัฐ เนื่องจากแนวความคิดพื้นฐานมุ่งไปที่การป้องกันปัญหาการว่างงาน  ตามแนวคิดทางเศรษฐกิจของเคนส์  มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การทำให้ระบบเศรษฐกิจมี Full Employment เนื่องจากการว่างงานนั้นจะนำมาซึ่งความไม่มีประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ เสรีภาพ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานของแนวคิดดังกล่าว ก็จะมาจากการที่สังคมมี Full Employmentนั่นเอง ระบบเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานเต็มจะนำไปสู่สังคมที่มีเสรี เนื่องจากทุกคนมีรายได้ นำไปสู่การที่ปัจเจกชนแต่ละคนมีอิสระเสรีในตัวเอง  Liberty ในความหมายของแนวคิดดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการเป็นอิสระเสรีจากอำนาจของรัฐ แต่เป็นอิสระเสรีทางเศรษฐกิจ ปลอดพ้นจากความหิวโหยและความต้องการปัจจัยพื้นฐานนั่นเอง

ในที่นี้ เอกชนนั้นเป็นเหมือนกับหน่วยเศรษฐกิจที่สร้างสินค้าและบริการให้กับสังคม หากมีการแข่งขันก็จะทำให้ไม่มีองค์การทางเศรษฐกิจใดสามารถคุกคาม หรือรวบอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ได้  สิ่งนี้เป็นจุดต่างจากแนวความคิดแบบ Fabian Socialists และ Marxists เนื่องจากเป็นการเน้นระบบเศรษฐกิจที่ยังมีเสรีแต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐ เพื่อให้ภาวะว่างงานของแรงงานในระบบเศรษฐกิจไม่เกิดขึ้นนั้นเอง

แนวความคิด Reluctant Collectivists เชื่อว่าการใช้จ่ายของระบบเศรษฐกิจนั้นมีความสำคัญมากกว่าการออม ในแง่หนึ่งจึงทำให้เน้นในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการกระจายความเท่าเทียมทางสังคม อย่างไรก็ตามนี้เป็นจุดต่างระหว่าง Reluctant Collectivists กับ Anti- Collectivists เนื่องจากแม้ว่า Reluctant Collectivists จะไม่ได้เน้นความเป็นปัจเจกชนนิยมอย่างสูงสุด แต่ก็ยังมีมุมมองว่าความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นควรจะต้องลดลง

ในแง่บทบาทของรัฐ แนวคิดนี้มองว่าบทบาทของรัฐนั้น ควรจะเป็นเรื่องของฉันทามติมากกว่าเป็นเรื่องความขัดแย้ง  มุมมองทางสังคมจึงมีความรุนแรงกดดันน้อยกว่ากลุ่ม Anti- Collectivists ยังเชื่อว่าระบบตลาดสามารถใช้ได้ แต่ว่าต้องเป็นระบบตลาดที่มีการควบคุม อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้จะทำให้ไม่มุ่งแก้ปัญหาการกระจายรายได้ แต่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้สังคมแบบพหุนิยม จุดสำคัญของแนวคิดนี้ คือ การตั้งคำถามกับระบบทุนนิยมที่ไม่มีการควบคุมกำกับใดๆ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวต้องการให้มีการควบคุมกำกับ มีการแข่งขันระหว่างธุรกิจเอกชน การแบ่งปันกำไรมาสู่สังคม ระบบราคาและตลาดเสรีที่มีการกำกับ ดังนั้นจึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ต้องการทั้ง Pure Capitalism และ Pure Socialism

แนวคิดดังกล่าวที่ต้องการให้เกิด Self Regulating Capitalism ที่จะไม่นำมาสู่ปัญหาทางการเมือง โดยมีจุดเน้นที่ผู้บริโภค มีการแข่งขันระหว่างหน่วยธุรกิจต่างๆ เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นประชาธิปไตย และยังวิพากษ์แนวคิด Laissez-faire โดยเชื่อว่าจะต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่ป้องกันการล้มเหลวของตลาด หรือ ทำให้เกิดอุปสงค์ในตลาดมากพอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ และต้องป้องกันปัญหาการว่างงาน เป็นการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่เรียกว่า The Regulation of  Aggregate Demand เพื่อตอบสนองกับระบบอุตสาหกรรมนั่นเอง  ให้รัฐสามารถเข้ามาแทรกแซงการวางแผนระบบเศรษฐกิจได้เพื่อป้องกันวิกฤต ในขณะที่เคนส์ก็เชื่อว่าจะมีความขัดแย้งกันระหว่างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจกับการที่รัฐบาลผลักดันเป้าหมาย Full Employment

นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน  แม้ว่าแนวคิดของเคนส์จะมุ่งไปที่การสร้าง Full Employment  และมองว่าการขึ้นค่าแรงจะทำให้ลดความต้องการในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีจะต้องกระจายรายได้หรือกระจายความมั่งคั่งออกไปในสังคม และการไม่สามารถลดปัญหาความยากจน หรือ การไม่สามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้ ก็ถือว่าเป็นการทำให้สังคมไม่เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจของระบบทุนนิยม

อีกทั้งยังมุ่งเน้นการสร้าง Technostructure  จะทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจย้อนกลับไปสู่สาธารณะตั้งแต่ Economic Growth รวมถึงไปสร้าง Aggregate Demand และทำให้เกิดเป็น รายได้แรงงาน การเก็บภาษี และมีการลงทุนทางและใช้จ่ายรัฐบาล ในท้ายที่สุดก็คือก่อเกิดเป็น Public Interest นั่นเอง

ระบบการเมืองตามแนวคิด Reluctant Collectivists วางอยู่ตรงกลางระหว่าง Anti-Collectivists กับ Fabians คือ อยู่ระหว่างความกังวลกับอำนาจรัฐที่เข้ามาจัดวางระบบทางสังคม และ ความต้องการใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มรูปแบบในการจัดวางระบบทางสังคม และแนวคิด Reluctant Collectivists ยังคำนึงถึงระบบการเมืองในเชิงเทคนิคมากกว่าในเชิงเนื้อหา มุ่งเน้นการนำอำนาจรัฐมาใช้ในการสร้างประโยชน์โดยรวมทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ จะมีมุมมองของอำนาจรัฐในเชิงบวก บทบาทของรัฐจะมีอยู่สูงในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1924 ที่เคนส์ได้เสนอให้ละทิ้งแนวความคิด Laissez-Faire อย่างไรก็ตาม การมองบทบาทของรัฐนั้นจะเป็นลักษณะของการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงทางเศรษฐกิจเป็นครั้งเป็นคราวเพื่อป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ  และใช้ในการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและสังคม ที่เน้นการแทรกแซงเศรษฐกิจเฉพาะจุด ซึ่งจะต่างจาก Fabians ที่มองว่าบทบาทของรัฐจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยรวม

ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมองว่าควรจะจำกัดอำนาจรัฐให้อยู่ในระดับแทรกแซงเท่าที่จำเป็น เนื่องจากโดยปกติแล้วหากตลาดเสรีสามารถทำงานได้ก็ควรให้เสรีภาพทางเศรษฐกิจ รัฐมีหน้าที่กระตุ้นและรักษา Aggregate Demand ของระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้าง Full Employment  เช่น จะสนใจเรื่องการบริหารระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างสมดุล มุ่งเน้นที่การใช้เครื่องมือการคลังที่เป็น Public Expenditure ไม่ใช่เพียงแค่ให้หน่วยงานราชการทำงานตามปกติแต่มุ่งเน้นให้ภาครัฐมีการใช้ Professional Investment ในอุตสาหกรรม  

ในด้าน The Welfare State กล่าวโดยสรุป แนวคิด Reluctant Collectivists จะมุ่งเน้นการแทรกแซงความล้มเหลวของตลาดเสรี มากกว่าจะให้ภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างจริงจัง หรือ แม้แต่ Promoting the Good Life ของประชาชน ดังนั้นจากมุมมองนี้ภาครัฐจะเข้าไปสนับสนุนบทบาทในเรื่องของ Welfare ก็ต่อเมื่อกรณีที่เป็นเรื่องเกินความสามารถที่เอกชนไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ Welfare ได้ หรือในกรณีที่อาจเกิดผลกระทบต่อการจ้างงานหรือต่อรายได้ของประชาชนโดยรวม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อAggregate Demand โดยรวมของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นมุมมองของภาครัฐจึงเป็นเพียงการจัดทำ Welfare เพื่อประทังความจำเป็นของประชาชนในระดับพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุด คือ Full Employment ในระยะยาว อย่างไรก็ตามมีนักคิดบางกลุ่มของแนวคิดนี้ที่สนับสนุนความคิดเรื่อง Minimum Income สำหรับผู้ที่ว่างงาน แต่โดยส่วนใหญ่จะเน้นบทบาทของภาคเอกชนในการจัดทำสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองระบบเศรษฐกิจมากกว่าให้รัฐเข้าไปจัดการอย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือ จะกระทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Welfare ก็ต่อเมื่อเกิดความล้มเหลวของตลาดขึ้น สิ่งใดที่เอกชนสามารถทำได้ก็จะปล่อยให้เอกชนทำ โดยรัฐจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น Mixed Economy of Welfare ระหว่าง Private และ Public นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ระบบเศรษฐกิจแบบ Fabians ซึ่งรัฐเข้าไปช่วยมากจนเกินไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลและต้นทุนการดำเนินงานของรัฐที่สูงมากเกินไปในระยะยาว

อ้างอิง
Ideology and Social Welfare (Vic George and Pual Wilding)

46 total views, 1 views today