(ภาษาไทย) แรงจูงใจของคนงานก่อสร้าง

การสร้างแรงจูงใจในการทำงานก่อสร้างนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยทำให้งานก่อสร้างนั้นมีผลิตภาพ (productivity) ที่ดีขึ้น และเนื่องจากงานก่อสร้างนั้นมีผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม ดังนั้นการเลือกใช้แรงจูงใจสำหรับบุคลากรแต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกันไป ผู้จัดการโครงการ วิศวกร หัวหน้าคนงาน และคนงาน ต่างก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยจูงใจที่แตกต่างกัน และเพื่อที่จะให้การบริหารงานก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้บริหารงานก่อสร้างจึงควรให้ความสำคัญกับแรงจูงใจและเลือกใช้แรงจูงใจให้ถูกต้องตรงกับความต้องการของบุคลากรแต่ละระดับ ทำความเข้าใจกับแรงจูงใจในงานก่อสร้าง มีการให้คำจำกัดความถึง “แรงจูงใจ” ที่แตกต่างกันไปโดยที่ต่างก็อิงความเห็นของตัวเองเป็นหลัก แรงจูงใจ (Motive) คือ พลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรมและยังกำหนดทิศทางและเป้าหมายของพฤติกรรมนั้นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูงจะใช้ความพยายามในการกระทำไปสู่เป้าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนที่มีแรงจูงใจต่ำ จะไม่แสดงพฤติกรรมหรือไม่ก็ล้มเลิกการกระทำก่อนบรรลุเป้าหมาย (http://www.novabizz.com/NovaAce/Motives.htm , 25 February 2017 ) แรงจูงใจ อาจหมายถึงสิ่งที่กระตุ้นและจูงใจให้ทำ (Incentive) หรืออาจสะท้อนให้เห็นถึงระดับความพึงพอใจที่ทำให้คนงานทำงานโดยมีผลิตภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ความหมายส่วนใหญ่จะมีทัศนะที่ตรงกันในเรื่องหนึ่งคือ แรงจูงใจเป็นกลไกที่ช่วยในการกระตุ้นแรงขับภายในตัวของแต่ละบุคคลให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานมากขึ้น ผลงานจะมีคุณภาพดีและมีปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับแรงจูงใจในการทำงานเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ควบคุมงานหรือหัวหน้างานจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าสิ่งใดคือแรงจูงใจของคนงานก่อสร้าง การศึกษาถึงแรงจูงใจในการทำงานก่อสร้าง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ การศึกษาหลักแนวคิด (Conceptual Studies) ซึ่งเป็นการศึกษาถึงหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีการทดลองใดๆ กับการศึกษาโดยการทดลอง (Empirical Studies) ซึ่งทำการค้นคว้าหาคำตอบด้วยการทดลองและสังเกตการณ์ การศึกษาในหลักแนวคิดและทฤษฎีด้านแรงจูงใจต่างๆ นั้น ศึกษาจากฐานข้อมูลของอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ ไม่ได้ใช้ข้อมูลจากอุตสาหกรรมการก่อสร้าง จะมีก็เพียงแต่การศึกษาที่ใช้วิธีการเปรียบเทียบแรงจูงใจในงานก่อสร้างกับงานประเภทอื่นๆ  อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีการเขียนทฤษฎีแรงจูงในสำหรับงานก่อสร้างโดยตรง ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงการศึกษาหลักแนวคิด โดยเฉพาะแนวคิดและทฤษฎีของมาสโลว์เท่านั้น การประยุกต์ใช้ทฤษฎีของมาสโลว์ ทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of Needs Theory) เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ โดยมีลักษณะเป็นลำดับขั้น 5 ระดับด้วยกัน คือ 1)  ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อากาศ น้ำดื่ม และการพักผ่อน เป็นต้น 2)  ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย (Security and Safety Needs) เมื่อมนุษย์ได้รับการตอบสนองทางร่างกายแล้ว ก็จะมีความต้องการในระดับที่สูงขึ้น เช่น ความต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความต้องการความมั่นคงในชีวิตและหน้าที่การงาน 3)  ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs) ความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการให้และได้รับ มนุษย์ต้องการการยอมรับ ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ ต้องการได้รับการชื่มชมจากผู้อื่น รวมทั้งยังต้องการการเป็นเจ้าของอีกด้วย อาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าความต้องการระดับนี้คือความต้องการทางสังคม (Social Needs) 4)  ความต้องการการยกย่อง (Esteem Needs) เป็นความต้องการได้รับความยกย่องและรู้จักจากผู้อื่น ความต้องการการได้รับความเคารพนับถือ และความต้องการมีความรู้ความสามารถ 5)  ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการสูงสุดของแต่ละบุคคล เช่น ความต้องการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จ ความเข้าใจในศักยภาพของตนเอง ลำดับความต้องการทั้ง 5 ของมาสโลว์นั้นแสดงได้ดังภาพที่ 1 p13 ภาพที่ 1  ความต้องการพื้นฐานตามทฤษฎีของมาสโลว์ ลำดับความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของมาสโลว์นั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ หากแต่เป็นทฤษฎีที่สามารถอธิบายความต้องการของมนุษย์ได้อย่างชัดเจนที่สุด เมื่อนำทฤษฎีของมาสโลว์มาใช้เป็นฐานของการจูงใจในการทำงานก่อสร้างนั้น จะเห็นว่า คนงานก่อสร้างจะได้รับการตอบสนองความต้องการลำดับที่ 1 หรือความต้องการด้านร่างกายเมื่อได้รับการจ้างให้ทำงานหรือเมื่อมีงานทำและมีรายได้ที่เพียงพอ แรงงานส่วนใหญ่จะพึงพอใจในความต้องการพื้นฐานของตนเอง รวมทั้งเชื่ออีกว่า ระดับความต้องการในขั้นต่อไป เช่น ความต้องการความปลอดภัย รวมทั้งความมั่นคงในหน้าที่การงาน การได้รับความปกป้องจากอันตรายนั้น ก็จะได้รับความพึงพอใจจากคนงานเช่นกัน ในส่วนของความต้องการด้านความมั่นคงในหน้าที่การงานนั้น เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ แล้ว คนงานก่อสร้างนั้นมีแรงจูงในในด้านนี้น้อย เนื่องจากคนงานก่อสร้างมีการเปลี่ยนงานอยู่เสมอ สำหรับความต้องการทางด้านสังคม (Social Interaction) นั้นนับเป็นแรงจูงใจหลักของคนงานก่อสร้าง เพราะธรรมชาติของการทำงานก่อสร้างนั้นคนงานจะทำงานกันเป็นกลุ่ม เป็นชุด เป็นเพื่อนร่วมทีมกัน แนวความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากการทดลองของ Zelst เรื่องผลกระทบของพฤติกรรมการทำงานต่อผลิตภาพของงาน ซึ่งทีมงานที่เลือกเพื่อนร่วมทีมงานเองนั้น จะมีข้อผิดพลาดน้อยและมีผลิตภาพการทำงานที่ดี คนงานก่อสร้างนั้นมีความพึงพอในต่อความต้องการด้านการได้รับการยกย่อง หรือ Ego needs ผ่านสถานภาพของการแข่งขัน การได้รับการชื่นชม หรือ การได้รับกำลังใจ ความต้องการความสำเร็จในชีวิต ความต้องการระดับสูงสุดของทฤษฎีมาสโลว์นั้น Schrader นั้นมีความเห็นว่าแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในการทำงานของคนงานก่อสร้าง เนื่องจากเส้นทางการได้รับการเลื่อนขั้นของคนงานนั้นก็จะเลื่อนขึ้นเป็นเพียงหัวหน้าช่างเท่านั้น โอกาสที่จะเลื่อนขึ้นเป็นโฟร์แมนหรือผู้ควบคุมงานนั้นมีน้อยมาก

1,936 total views, 5 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.