(ภาษาไทย) การจัดการและการพัฒนาด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

จากแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ.2555-2574 ได้กล่าวว่า การพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นไปในลักษณะของการเพิ่มมูลค่า (Value Added) ในกระบวนการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่า (Value Creation) ความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศไทยเพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่ายังมีน้อยมาก เนื่องจากขาดการสั่งสมองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพภายในให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้มา (Endogenous Effort) ขาดการยกระดับห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) รวมถึงขาดการประสานความร่วมมือกัน (Synergy) นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอดีต เป็นการมุ่งพัฒนาไปที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเชิงเศรษฐกิจ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ที่ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความมั่งคั่งในเชิงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการมุ่งเน้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในเชิงเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ไม่สามารถก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ จึงจำเป็นต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น โดยเร่งพัฒนาและยกระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในมิติอื่นๆ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อันประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมในมิติเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมในมิติเชิงพัฒนาสังคม และอุตสาหกรรมในมิติเชิงพัฒนาด้านศักยภาพมนุษย์ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ และเนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้ง 4 ส่วนนี้ มีความเชื่อมโยง และเกื้อหนุนกัน ดังนั้นการพัฒนาจำเป็นที่จะต้องบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม เพื่อให้เกิดโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศที่มีความสมดุลเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมทั้ง 4 มิติ และเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาในมิติอื่นๆ ของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการจัดการและการพัฒนาด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ความหมายของ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การจัดการห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Management คือการให้ความสำคัญกับทุกส่วนของการผลิต ตั้งแต่ ผู้ผลิต โรงงาน ผู้ค้าส่ง จนถึงผู้ค้าปลีก ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า โดยทุกส่วนต้องมีการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิต การจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นการจัดการการไหลและเก็บรักษาผลิตภัณฑ์และสารสนเทศตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดบริโภคให้ประสานสอดคล้องกัน (Synchronization) และให้แต่ละข้อต่อของห่วงโซ่อุปทานเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สรุปการจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นระบบที่จัดการการบริหารและเชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ Suppliers, Manufacturers, Distributors เพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าโดยมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูล วัตถุดิบ สินค้า และบริการ เงินทุน รวมถึงการส่งมอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลา ความต้องการ และเกิดความยั่งยืน การจัดการห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างองค์กร โดยเริ่มที่ลูกค้า และจบที่ลูกค้า เป็นโลจิสติกส์ระหว่างองค์กรหรือระหว่างบริษัท หรือเป็นการบริหารเครือข่ายของซัพพลายนั่นเอง ความสำคัญของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน           ธุรกิจมีการแข่งขันและภาวการณ์แข่งขันทวีความเข้มข้นมากขึ้น บริษัทจะอยู่รอดและยั่งยืนได้ต้องมีขีดความสามารถทางการแข่งขันและต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง บริษัทที่สามารถสร้างขีดความสามารถทางด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ของตนไปข้างหน้าเร็วกว่าคู่แข่งขันจะประสบความสำเร็จ ความสำคัญของการจัดการห่วงโซ่อุปทานจึงมีดังนี้
  1. ต้นทุน (Cost) ตามข้อมูลเมื่อปี 2005 ต้นทุนสินค้าคงคลังเฉลี่ยประมาณร้อยละ 14 การขนส่งและคลังสินค้าประมาณร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) อนึ่งจากรายงาน Benchmarking Partners พบว่า รายจ่ายซัพพลายเชนเฉลี่ยร้อยละ 25 ของงบประมาณบริษัท ต้นทุนสินค้าคงคลัง ขนส่ง บริหารคำสั่งซื้อ เทคโนโลยี สารสนเทศ) ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่า ต้นทุนรวมซัพพลายเชนมีมูลค่ามาก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงการดำเนินการ พัฒนาการบริหารแบบกะทัดรัด (Lean Management) และการจัดการคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Total Quality Management: TQM) องค์กรสามารถปรับปรุงผลผลิตได้สูงและขจัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกจากระบบการผลิต แล้วการศึกษามุ่งความสนใจไปในด้าน การจัดซื้อ การกระจายสินค้าและการจัดส่ง
  2. ผลตอบแทน (Leverage) การจัดการห่วงโซ่อุปทานแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นที่สนใจของผู้บริหารระดับสูงเนื่องจาก เป็นผลให้มีกำไร ราคาหุ้นและส่วนแบ่งตลาดขยายตัว ดังนี้
  • ต้นทุนห่วงโซ่อุปทานที่ลดลงมีผลต่อกำไรโดยตรง ตามที่นักโลจิสติกส์ได้กล่าวไว้ว่า การประหยัดต้นทุนห่วงโซ่อุปทาน 1 ดอลล่าร์ มีผลต่อกำไรเช่นเดียวกับยอดขายเพิ่มขึ้น 12 ดอลล่าร์
  • การเพิมประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานมีผลต่อผลตอบแทนสินทรัพย์บริษัท (ROA) ผลตอบแทนนี้วัดได้จากราคาหุ้น เช่น มีกำไรร้อยละ 5 ของมูลค่าขายเมื่อลดสินทรัพย์ (เช่น สินค้าคงคลัง) ร้อยละ10 ก็จะประหยัดต้นทุนได้ร้อยละ 4 อนึ่ง มีหลักฐานว่า นักลงทุนมีความอ่อนไหวต่อปัญหาการจัดการห่วงโซ่อุปทาน นักวิจัยพบว่า ราคาหุ้นลดลงเกือบร้อยละ 11 เมื่อบริษัทประสบปัญหาการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิต ความล่าช้าการส่งมอบ เป็นต้น
  • การปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทานมีผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้ของผู้บริโภค เช่น การมีสินค้าพร้อม บริการดีขึ้น การส่งมอบตรงเวลาที่ต้องการ ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมากขึ้น
  1. ความท้าทาย (Challenge) การจัดการห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงทอดยาวมากขึ้นและซับซ้อนเพิ่มขึ้นมีการพัฒนาไม่หยุดนิ่ง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่สามารถกระทบต่อระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทานของบางองค์กรได้ ตัวอย่างเช่น การลดอุปสรรคทางการค้า บริษัทต้องผลิตสินค้าหลากหลายชนิด ขณะเดียวกันวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้นลง เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีมีวงจรชีวิตสั้นลง และยากที่จะพยากรณ์ การลดอุปสรรคทางการค้าเป็นปัจจัยท้าทายให้บริษัทเข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศทั้งการลงทุนการผลิต การจัดซื้อวัสดุ การจ้างผลิต และการจำหน่ายสินค้าในตลาดโลก การขยายขอบเขตธุรกิจมีผลต่อการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ห่วงโซ่อุปทานของบริษัททอดยาวและมีความกว้างมากขึ้นทั้งด้านซัพพลายเออร์และด้านลูกค้า แหล่งวัสดุ แหล่งผลิตสินค้าและตลาดอยู่ห่างไกลกันคนละประเทศหรือคนละทวีป อันเนื่องมาจากการขยายเขตการค้าสู่นานาชิตแบบโลกานุวัฒน์ ส่งผลให้ต้นทุนห่วงโซ่อุปทานสูงซึ่งท้าทายบริษัทที่จะแสวงประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่ บริษัทจะประสบความสำเร็จต้องปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าซัพพลายเชนทั้งหลาย
  2. โอกาส (Opportunity) การแข่งขันทางการค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทต้องปรับปรุงการจัดการการผลิตและการเงินให้มีประสิทธิภาพรวมทั้งมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ของบริษัท ธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกโอกาสหนึ่ง และเข้ามามีบทบาทสำคัญในการซื้อและการขายทำให้เกิดความรวดเร็ว ผู้จัดซื้อจัดหาได้ราคาที่เป็นธรรมและพอใจมากขึ้น
สรุป การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ดีนั้นสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับองค์กรได้ เนื่องจากการจัดการห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มค่าตอบแทน และสร้างโอกาสให้กับองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 4 มิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และศักยภาพมนุษย์ได้อีกด้วย บรรณานุกรม กระทรวงอุตสาหกรรม. (2554). แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ.2555-2574. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2560, จาก http://www.oie.go.th/sites/default/…/National_Industrial_ Development_Master_Plan.pdf ชัยยนต์ ชิโนกุล.(2548). การจัดการโซ่อุปทานและลอจิสติกส์.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยศรีปทุม. ไชยยศ ไชยมั่นคง และมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง.(2557). การจัดการซัพพลายเชนและช่องทางการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี: วิชั่นพรีเพลส. ธนิต โสรัตน์. (2550). การใช้ Supply Chain Best Practice เป็นกลยุทธ์ขององค์กร. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2560, จาก http://www.tanitsorat.com/view.php?id=131 สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น. (2552). การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย. For Quality. ฉบับที่145  พฤศจิกายน 2552.40-43.

201 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.