(ภาษาไทย) ส่วนประกอบหลักของห่วงโซ่อุปทาน

การจัดการห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมการไหลผลิตภัณฑ์ สารสนเทศและเงินตั้งแต่ต้นทางผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า ห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งจึงมีสมาชิกจำนวนมากและแตกต่างไปตามอุตสาหกรรมและบริษัท ผลิตภัณฑ์ไหลผ่านบริษัทคู่ค้าเหล่านี้ คู่ค้าห่วงโซ่อุปทานแต่ละรายมีภารกิจเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ การเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำกัดเพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังครอบคลุมถึงการส่งมอบสินค้าในเวลาและสถานที่ที่ลูกค้าต้องการและลูกค้าพึงพอใจ ส่วนประกอบหลังของห่วงโซ่อุปทานมีดังนี้
  1. บริษัทแกนนำ ห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก สมาชิกเหล่านี้มีอิสระและมีเป้าหมายธุรกิจของตน ซึ่งเป้าหมายอาจไม่สอดคล้องที่จะบรรลุประโยชน์โดยรวมหรือให้ห่วงโซ่อุปทานมีกำไรสูงสุดและลูกค้ามีความพึงพอใจ ดังนั้น ห่วงโซ่อุปทานจะบรรลุกำไรสูงสุดและลูกค้าพึงพอใจสินค้าและบริการจำเป็นต้องมีบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นแกนนำห่วงโซ่อุปทาน บริษัทแกนนำมีบทบาทในการใช้ความเป็นผู้นำจูงใจให้คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้าปฏิบัติงานที่เป็นผลดีกับห่วงโซ่อุปทานโดยรวม สิ่งจูงใจที่ประสานประโยชน์ คือ แบ่งปันผลประโยชน์ เน้นไปที่การเติบโตไปด้วยกัน มีการรับภาระความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม บริษัทใดจะเป็นแกนนำขึ้นอยู่ที่บทบาทในห่วงโซ่อุปทาน โดยทฤษฎี บริษัทผลิตสินค้าสำเร็จรูปจะเป็นบริษัทแกนนำ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ใช่กฎที่ตายตัว บริษัทแกนนำเป็นบริษัทใดในห่วงโซ่อุปทานก็ได้ที่มีอำนาจและมีภาวะผู้นำในการจัดการห่วงโซ่อุปทานนั้น
  2. ผู้ผลิตวัสดุ การผลิตสินค้าสำเร็จรูปต้องใช้ปัจจัยการผลิต ปัจจัยการผลิตที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ วัสดุ วัสดุอาจเป็นชิ้นส่วน ส่วนประกอบ และ/หรือวัตถุดิบ จำนวนผู้ผลิตวัสดุในห่วงโซ่อุปทานแตกต่างไปตามอุตสาหกรรมและบริษัท อุตสาหกรรมประกอบเครื่องบินใช้ชิ้นส่วนจำนวนเป็นแสนชนิด รถยนต์ประมาณ 8,000 ชนิด โรงงานขนมปังใช้วัสดุไม่กี่ชนิด ผู้ผลิตวัสดุจัดแบ่งเป็นชั้น (Tier) ผู้ผลิตวัสดุชั้นที่ 1 คือ ผู้ขายวัสดุให้กับผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งอาจมีจำนวนไม่กี่รายหรืออาจมีจำนวนเป็นพันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ผู้ผลิตวัสดุชิ้นที่ 2 คือผู้ขายวัสดุให้กับผู้ผลิตวัสดุชั้นที่ 1 ชั้นผู้ผลิตวัสดุทอดยาวเป็นลำดับชั้นไปจนถึงผู้ผลิตวัตถุดิบรายแรก (Original Supplier) ซึ่งวัตถุดิบนั้นเกิดจากหรือได้มาจากกระบวนการธรรมชาติ
วัสดุเป็นปัจจัยการผลิต ดังนั้น หากขาดวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าสำเร็จรูปได้ อนึ่งวัสดุยังมีความสำคัญหลายประการกับโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน บริษัทแกนนำพึงใช้ภาวะผู้นำขับเคลื่อนให้วัสดุไหลไปตามขั้นห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองที่พึงพอใจของผู้บริโภค
  1. ลูกค้า หากแสดงเป็นภาพซัพพลายเออร์ก็จะอยู่ทางซ้ายมือและด้านขวามือก็จะเป็นลูกค้าหรือผู้จัดจำหน่าย ลูกค้าจัดแบ่งเป็นชั้น ลูกค้าชั้นที่ 1 (Tier1 Customer) คือผู้ที่ซื้อสินค้าจากบริษัทแกนนำ ลูกค้าชั้นที่ 2 คือ ผู้ซื้อสินค้าจากลูกค้าชั้นที่ 1 และลูกค้าสุดท้าย คือ ผู้บริโภคซึ่งซื้อสินค้าจากลูกค้าชั้นที่ 2 หรือร้านค้าปลีก จำนวนลูกค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานมีมากและแตกต่างไปตามอุตสาหกรรมและบริษัท
ลูกค้าสุดท้ายหรือผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจซื้อและเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าก็จะเกิดกระบวนการห่วงโซ่อุปทาน ผู้บริโภคมีเกณฑ์การตัดสินใจซื้อสินค้า เป็นต้นว่า นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ รูปลักษณ์ เทคโนโลยี คุณภาพ ราคา ความรวดเร็วการตอบสนอง บริษัทแกนนำจึงต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในทุกด้านเพื่อเป็นผู้ชนะการขายโดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และลูกค้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขายสินค้าได้และมีความสามารถการแข่งขันที่ยั่งยืน
  1. การขนส่งและสินค้าคงคลัง การขนส่งเป็นเครื่องมือเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ เป็นต้นว่า วัตถุดิบ กึ่งวัตถุดิบ วัสดุแปรสภาพ สินค้าสำเร็จรูป ทุกบริษัทในห่วงโซ่อุปทานล้วนแต่มีกิจกรรมขนส่ง การขนส่งจึงเชื่อมต่อระหว่างข้อต่อห่วงโซ่อุปทาน บทบาทการขนส่งด้านโลจิสติกส์นั้นประกอบด้วย การขนส่งขาเข้าซึ่งเป้นวัสดุ การขนส่งจะต้องเชื่อถือได้ เพื่อประกันว่า มีวัสดุใช้เพื่อการผลิต รวมทั้งต้องให้มีต้นทุนขนส่งต่ำ บทบาทขนส่งด้านขาออกเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าสำเร็จรูปจากโรงงานผลิตไปยังคลังสินค้าและไปให้ลูกค้า การขนส่งจึงเป็นเครื่องมือกระจายสินค้าไปยังคลังสินค้าและร้านค้า ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ บริษัทแกนนำจะต้องผลักดันให้สมาชิกห่วงโซ่อุปทานใช้รูปแบบและวิธีขนส่งที่ประหยัด ขณะเดียวกันก็ต้องให้ลูกค้าพึงพอใจบริการขนส่ง
สินค้าคงคลังประกอบด้วยวัสดุและสินค้าสำเร็จรูป ทุกข้อต่อหรือบริษัทในห่วงโซ่อุปทานมีสินค้าคงคลังไว้จำนวนหนึ่งเพื่อตอบสนองลูกค้าและปกป้องภาวะความไม่แน่นอน สินค้าคงคลังจึงสนับสนุนการไหลผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องในระบบห่วงโซ่อุปทาน แต่สินค้าคงคลังเป็นต้นทุนทั้งกับสมาชิกและห่วงโซ่อุปทานโดยรวม บริษัทแกนนำจึงต้องจัดการสินค้าคงคลังในห่วงโซ่อุปทานให้มีน้อยทีสุด และในบางขั้นตอนการผลิตก็ใช้ระบบสินค้าคงคลังเป็นศูนย์ (Just-in-Time Inventory) ขณะที่การขนส่งในห่วงโซ่อุปทานนั้นก็จะต้องให้การขนส่งไหลไปตามลำดับและเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า
  1. ปฏิบัติการข้อต่อห่วงโซ่อุปทาน ห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งของบริษัทอาจแตกต่างกันไปนั่นคือ บริษัทอาจมีห่วงโซ่อุปทานมากกว่าหนึ่งห่วงโซ่อุปทานได้ แต่ละข้อต่อในห่วงโซ่อุปทานมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำวัสดุหรือสินค้าไปยังโรงงานหรือผู้บริโภค ภารกิจของแต่ละข้อต่อ ก็คือ ให้กระบวนการทั้งปวงประสานสอดคล้องกันเพื่อให้ผลิตภัณฑ์จัดส่งไปยังขั้นต่อไปในห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ
การผลิตของบริษัทมี 2 ทางเลือก คือผลิตไว้รอขาย (Push) กับผลิตตามคำสั่งซื้อ (Pull) ปฏิบัติการผลิตตามคำสั่งซื้อเกิดขึ้นเมื่อได้รับคำสั่งซื้อจึงจะจัดซื้อวัสดุและทำการแปรรูป การผลิตวิธีนี้จะต้องรวดเร็ว เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า ภารกิจของผู้จัดการฝ่ายผลิตแต่ละห่วงโซ่อุปทาน คือการวางแผนการผลิต บริหารแผน ควบคุมการผลิต วัดการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การผลิตบรรลุทั้งประสิทธิภาพและการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สภาพสมบูรณ์ ตามกำหนดเวลา หลักการสำคัญ คือเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์และลูกค้า ไม่มีรายจ่ายที่ไม่จำเป็น งานปฏิบัติการนี้จะบรรลุผลสำเร็จสูงสุดก็จะต้องมีการประสานงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  1. ความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทาน ห่วงโซ่อุปทานสิ้นสุดภารกิจเมื่อส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค สินค้าที่ส่งมอบต้องมีคุณค่ากับลูกค้า คุณค่าสินค้าเกิดจากทุกขั้นห่วงโซ่อุปทานสร้างขึ้น รวมทั้งห่วงโซ่อุปทานนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการลูกค้าที่รวดเร็ว อนึ่งความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทานยังครอบคลุมถึงการรับคืนผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องหรือเพื่อการซ่อมแซมหรือซ่อมบำรุงให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ยาวนาน ความสมบูรณ์ของห่วงโซ่อุปทานเกิดขึ้นเมื่อทุกขั้นของห่วงโซ่อุปทานปฺฏิบัติภารกิจของตนที่สร้างคุณค่าและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าโดยมีต้นทุนต่ำ ห่วงโซ่อุปทานที่มีความสมบูรณ์จึงต้องมีการตรวจสอบทุกข้อต่อ เพื่อขจัดความสูญเสียและกิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับบริษัทแกนนำที่จะต้องใช้ภาวะผู้นำและสิ่งจูงใจเพื่อให้มีการประสานงาน ทำงานร่วมกันและสมาชิกมุ่งมั่นกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับห่วงโซ่อุปทาน
  2. สารสนเทศและการสื่อสาร ความรวดเร็วการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการแข่งขันทางการค้า ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการที่พึงพอใจของลูกค้าเป็นปัจจัยความยั่งยืนในการแข่งขัน ดังได้กล่าวแล้ว ห่วงโซ่อุปทานมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและมีเงื่อนไขที่คู่ค้าห่วงโซ่อุปทานทั้งหลายจะต้องทำงานร่วมกัน การทำงานร่วมกันจะต้องมีระบบและกระบวนการประสานงานกัน เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การประสานงานบรรลุผลคือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
การจัดการห่วงโซ่อุปทานจะต้องมีการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันสารสนเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน สารสนเทศที่สำคัญ คือข้อมูลการขาย การเชื่อมโยงสารสนเทศจากจุดขายไปยังผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปและซัพพลายเออร์ช่วยในการวางแผนการผลิตตามภาวะอุปสงค์ อนึ่ง การสื่อสารต้องเป็น 2 ทางระหว่างคู่ค้า เช่น ผู้บริโภคสามารถสื่อสารกับผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย ห่วงโซ่อุปทานจึงต้องมีระบบสื่อสารและเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพด้วย บรรณานุกรม ชัยยนต์ ชิโนกุล.(2548). การจัดการโซ่อุปทานและลอจิสติกส์.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยศรีปทุม. ไชยยศ ไชยมั่นคง และมยุขพันธุ์ ไชยมั่นคง.(2557). การจัดการซัพพลายเชนและช่องทางการตลาด. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี: วิชั่นพรีเพลส. ธนิต โสรัตน์. (2550). การใช้ Supply Chain Best Practice เป็นกลยุทธ์ขององค์กร. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2560, จาก http://www.tanitsorat.com/view.php?id=131

229 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.