(ภาษาไทย) การขัดเกลาทางสังคม ( Socialization ) ที่เหมาะสมกับสังคมไทยยุคประเทศไทย 4.0

การขัดเกลาทางสังคม ( Socialization ) ที่เหมาะสมกับสังคมไทยยุคประเทศไทย 4.0                         โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กิ่งพร  ทองใบ ข่าวใหญ่ที่คึกโครมตามสื่อต่าง ๆในประเทศไทยช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2560 นี้ คงไม่มีข่าวใดดังไปกว่าข่าวมาตกรรมหั่นศพที่จังหวัดขอนแก่น โดยศพที่ถุกหั่นเป็นหญิงอายุ 22 ปี ส่วนฝ่ายผู้ต้องหาเป็นชายหนึ่งหญิงสี่ ที่มีอายุในช่วง 20 – 30 ปี คดีนี้อยู่ในความสนใจมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันในหลายด้านหลายวงการ ผู้เขียนในฐานะบุคลากรทางการศึกษา ขอแสดงความเห็นในด้านที่เกี่ยวกับวิกฤตของสังคมไทย ในด้านการขัดเกลาทางสังคม ซึ่งจะเริ่มจากความหมายของการขัดเกลาทางสังคม องค์ประกอบของการขัดเกลาทางสังคม ปัญหาวิกฤตของสังคมไทยที่สืบเนื่องจากการขัดเกลาทางสังคม และ ความเห็นต่อการขัดเกลาทางสังคมที่เหมาะสมกับสังคมไทยยุคประเทศไทย 4.0   ความหมายของการขัดเกลาทางสังคม             การขัดเกลาทางสังคม ( Socialization ) การขัดเกลาทางสังคมหมายถึง  กระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกให้เรียนรู้ระเบียบของสังคมเพื่อให้เห็นคุณค่าและนำเอากฎเกณฑ์   ระเบียบปฎิบัติเหล่านั้นไปเป็นแนวทางในการประพฤติปฎิบัติ  การขัดเกลาสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องได้รับตลอตชีวิต  เพื่อที่จะทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ได้เป็นอย่างดี ( วิชัย ภู่โยธินและคณะ อ้างใน http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/2117 ) การขัดเกลาทางสังคมอาจจำแนกได้  2  ประเภท
  1. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางตรง  เช่นการอบรมสั่งสอน  ขัดเกลาที่พ่อแม่ให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นการสอนพูด  สอนมารยาทในการรับประทานอาหาร  หรือสอนให้เรียกพี่น้อง  ปู่  ย่า  เป็นต้น ในกรณีนี้ผู้สอนและผู้รับจะรู้สึกตัวในกระบวนการอบรมสั่งสอนโดยตรง
  2. การขัดเกลาทางสังคมโดยทางอ้อม เช่น  การอ่านหนังสือพิมพ์  การฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์  ตลอดจนการดูภาพยนต์  ผู้รับจะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว  โดยสิ่งที่เรียนรู้จะค่อยๆซึมซับเข้าไปจิตใต้สำนึกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่สังคมยอมรับ  และหากเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับกระทำในสิ่งที่แปลกแยกออกไป การขัดเกลาทางสังคมโดยทางอ้อมจะครอบคลุมไปถึง การเข้าร่วมกับกลุ่มเพื่อนด้วยและเพื่อนร่วมงาน  ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับตัวและการพัฒนาบุคลิกภาพ
  องค์ประกอบของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม การขัดเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม  ค่านิยมสังคม  ซึ่งมีตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม  ดังนี้
  1. ครอบครัว เป็นตัวแทนสำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคม เพราะเป็นสถาบันแรกที่เด็กจะได้ระบการอบรมสั่งสอนและจะมีความผูกพันทางสายโลหิตอย่างลึกซึ้ง  ซึ่งจะมีผลทางอารมณ์  ความประพฤติ  เจตคติ  ตลอดจนบุคลิกภาพองบุคคลมากที่สุด  เช่น พ่อแม่สั่งสอนให้ลูกเป็นคนกตัญญู  เป็นต้น
  2. กลุ่มเพื่อน เป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคมอีกหน่วยหนึ่ง  เนืองจากกลุ่มแต่ละกลุ่มย่อมมีระเบียบ  ความเชื่อและค่านิยมเฉพาะกลุ่มตนเอง  ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไป  ตามลักษณะกลุ่ม  เช่น  การแต่งกาย กลุ่มเดียวกันก็จะแต่งกายคล้ายๆกัน
  3. โรงเรียน เป็นตัวแทนสังคมที่ทำหน้าที่โดยตรงในการขัดเกลาสมาชิกตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่  โดยอบรมด้านคุณธรรม  จริยธรรม  ขนบธรรมเนียม  ประเพณีต่างๆของสังคม  ตลอดจนค่านิยมและทักษะอันจำเป็นให้แก่สมาชิกในสังคม
  4. ศาสนา  เป็นตัวแทนในการขัดเกลาจิตใจของคนในสังคมยึดมั่นในสิ่งที่ดีงาม   มีศีลธรรม   จริยธรรม  และความประพฤติในทางที่ถูกที่ควรโดยศาสนาจะมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อบุคคล  ในการสร้างบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก
  5. กลุ่มอาชีพ   อาชีพแต่ละประเภทจะมีการจัดระเบียบปฎิบัติเฉพาะกลุ่ม  เช่น กลุ่มที่มีอาชีพค้าขายจะต้องมีความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบลูกค้า  ผู้ที่เป็นสมาชิกใหม่ของกลุ่มต่างๆก็ต้องเรียนรู้ประเพณีของกลุ่มอาชีพที่ตนเป็นสมาชิกอยู่
  6. สื่อมวลชน  มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารของสมาชิกในสังคม  มีส่วนในการขัดเกลาทางสังคมแก่มนุษย์ในด้านต่างๆ ทั้งด้านความคิด  ความเชื่อ  แบบแผนการประพฤติปฎิบัติ
  วิกฤตสังคมไทยอันเนื่องมาจากการขัดเกลาทางสังคม ในกรณีของคดีฆาตกรรมหั่นศพที่กล่าวข้างต้น เป็นกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่แต่ละกลุ่มควรศึกษาวิเคราะห์หาสาเหตุ เพื่อป้องกันปํญหาอันอาจเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งในที่นี่ขอกล่าวเฉพาะบทบาทของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาเท่านั้น  การศึกษาของไทยในปัจจุบันมีโรงเรียนหลายหมื่นแห่ง และวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอีกเกือบสามร้อยแห่ง แต่คุณภาพการศึกษายังเป็นปัญหาเช่น เรียนแล้วไม่มีความรู้ หางานทำไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้ต้องรีบแก้ไขมิเช่นั้นจะกระทบต่อสังคมโดยรวม ผู้เขียนนึกถึงบทอาขยานในหนังสือดรุณศึกษา บทหนึ่งที่กล่าวถึง “ วิชาเหมือนสินค้า “ไว้ดังนี้ วิชาเหมือนสินค้า กาพย์ยานี ๑๑ วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ นิ้วเป็นสายระยางสองเท้าต่างสมอใหญ่ ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิศมัย จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชาฯ ประพันธ์โดยสาธุคุณ ฟ. ฮีแลร์     บทอาขยานบทนี้ประพันธ์โดยสาธุคุณ ฟ.ฮีแลร์ ชาวฝรั่งเศล เป็นนักบวชที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศไทยได้แต่งบทประพันธ์ภาษาไทยไว้เป็นจำนวนมากในการอบรมสั่งสอนแก่นักเรียนไทยในหนังสือชื่อ อัสสัมชัญ กอขอ ซึ่งตีพิมฑืครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 เ และต่อมาได้มีการปรับปรุงพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือดรุณศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย 5 เล่ม ตั้งแต่ ปฐมวัย จนถึงประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้เป็นแบบเรียนของโรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้ บทอาขยานบทนี้ได้ขัดเกลาเยาวชนไทยนับล้านให้เติบใหญ่เป็นผู้มีวิชาอันเป็นสินค้าที่จะสามารถนำมาสร้างคุณค่าให้สามารถประสบผลสำเร็จในการดำรงชีวิต ในปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหาการศึกษา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นวิกฤตเกี่ยวกับกระบวนการขัดเกลาทางสังคม สามารถสรุปได้เป็น  5  ประเด็นดังนี้ (5441881153.blogspot.com/2015/04/blog-post.html ) 1.คุณภาพการศึกษาพื้นฐานต่ำ
  1. ปัญหาของครู
  2. ขาดแคลนบัณฑิต แต่บัณฑิตก็ยังคงตกงาน
  3. คุณภาพอุดมศึกษาปริญญาเฟ้อ
  4. ขาดการวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรม และขาดความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
ปัญหาทั้ง 5 ประการนี้มีประเด็นที่แสดงถึงวิกฤตของปัญหาที่ชัดเจนมากมาย ไม่อาจหยิบยกมาพูดได้ทั้งหมด แค่เพียงกล่าวถึงหัวข้อ ผู้อ่านก็ย่อมนึกถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้แล้ว   การขัดเกลาทางสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย 4.0             ในรายการเดินหน้าประเทศไทยได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาประการหนึ่งคือ “ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” นโยบายนี้มีความสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาสู่ประเทศไทย4.0 ด้วยในยุค 4.0 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้โลกของการเรียนรู้กว้างขวางกว่าในห้องเรียน และสื่อการเรียนมิได้จำกัดเพียงแค่หนังสือที่เป็นสิ่งพิมพ์เท่านั้น การลดเวลาเรียนในห้องเรียนให้นักเรียนนักศึกษาได้แสวงหาความรู้ตามความสนใจของตนเองเป็นการเพิ่มบทบาทของกระบวนการขัดเกลาทางสังคมอื่น ๆ นอกเหนือจากโรงเรียนและสถาบันการศึกษา อนึ่งปัญหาวิกฤติการศึกษาไทย ควรมีการแก้ไขในประเด็นต่อไปนี้ คือ ( ปรับปรุงจาก5441881153.blogspot.com/2015/04/blog-post.html ) เ1. การปรับหลักสูตรและกำหนดปรัชญาของการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ดี
  1. การฝึกอบรม และการพัฒนาครู- อาจารย์
  2. การเป็นผู้นำที่ดีของอาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารมหาวิทยาลัย
  3. การจัดอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน ให้มีความเพียงพอแก่สถานศึกษา
  4. ระบบการประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษาที่เป็นสากลและได้รับการยอมรับ
  5. การมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
    บรรณนานุกรม วิชัย  ภู่โยธินและคณะ  “ การขัดเกลาทางสังคม” ในหน้าที่พลเมืองและศิลธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 สืบค้นจาก  http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/2117 ) เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 วิกีพีเดีย “ ดรุณศึกษา”  สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/ดรุณศึกษา ปัญหาการศึกษาไทยและแนวทางแก้ไขปัญหา สืบค้นจาก 5441881153.blogspot.com/2015/04/blog- post.html

3,588 total views, 4 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.