(ภาษาไทย) การสร้างความสุขในการทำงาน

การสร้างความสุขในการทำงาน รศ.ดร.เฉลิมพงศ์ มีสมนัย/Mr.chaloemphong Misomnai Ph.D. การสร้างความสุขในการทำงานนั้นเชื่อกันว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารองค์การ เช่น หัวหน้าชั้นต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูงขององค์การเป็นผู้ที่สามารถดลบันดาลให้เกิดขึ้นได้ อาจทำได้โดยการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน การสร้างความเป็นกันเองระหว่างผู้บริการกับผู้ปฏิบัติงานและระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้วยกันเอง การจัดผังการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะงาน การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานให้เพียงพอและพร้อมที่จะใช้งาน การฝึกอบรมและพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และสมรรถนะอย่างเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้เป็นผลสำเร็จ เป็นต้น การดำเนินการของผู้บริหารองค์การดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้และทักษะในงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ เกิดความสะดวกสบายในการทำงาน มีความพึงพอใจในการทำงาน พอใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีความสุขเมื่องานที่ปฏิบัติสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ฯลฯ การดำเนินการของผู้บริหารดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสุขในการทำงานให้พนักงานได้ อย่างไรก็ตามการทำงานให้มีความสุขนั้นนอกจากผู้บริหารจะเป็นผู้สร้างให้เกิดขึ้นได้แล้ว ผู้ปฏิบัติงานเองก็สามารถที่จะสร้างความสุขในการทำงานให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเองเช่นเดียวกัน เช่น การที่ผู้ปฏิบัติงานมีความรื่นรมย์งาน สถานที่ทำงานและเพื่อนร่วมงาน มีอารมณ์สุขสันต์หรรษากับงานที่ทำ มีความรู้สึกเป็นสุขกับสิ่งที่ดีงาม มีความเพลิดเพลินสนุกสนานกับงานที่รับผิดชอบ เลื่อมใสศรัทธาในสิ่งตนเองกระทำ รับรู้ถึงความดีงามและคุณประโยชน์ของงานที่ทำ เป็นต้น ความหมายและความสำคัญของการสร้างความสุขในการทำงาน เมื่อกล่าวถึงความสุขในการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน จะเป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “การรับรู้ของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อการทำงาน มีความรู้สึกพึงพอใจในการทำงานที่ตนเองรับผิดชอบ รวมถึงมีอารมณ์และความรู้สึกที่แสดงออกทั้งด้านบวกและด้านลบจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำงาน รู้สึกว่าการกระทำและตนเองมีคุณค่า รู้สึกสนุกสนานกับงานที่ทำ มีความมุ่งมั่น มานะพยายามที่จะทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย” จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างมีความสุขนั้นเป็นความรู้สึกของพนักงานที่สนุกสนานเมื่อได้ทำงาน มีความพึงพอใจในงานที่ทำ รักงาน รักหน้าที่การงาน รักอาชีพ รักองค์กร ฯลฯ ความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าวนี้หากเกิดขึ้นกับคนทำงานคนใดแล้ว คนๆ นั้นจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด คนที่ทำงานด้วยก็เป็นสุข เมื่อทำงานใดๆ ก็ย่อมประสบความสำเร็จ ส่งผลให้การดำเนินงานขององค์การบรรลุเป้าหมายด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่าการมีความสุขในการทำงานนั้นมีความสำคัญทั้งต่อการดำเนินงานขององค์การ ต่อการบริหารจัดการของผู้บังคับบัญชา และต่อตัวผู้ปฏิบัติงานเอง กล่าวคือ 1. สำคัญต่อองค์การ การที่พนักงานมีความสุขในการทำงานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานตามพันธกิจขององค์การเกิดประสิทธิผล ทั้งนี้เนื่องจากพนักงานเป็นผู้ที่นำเอาพันธกิจขององค์การไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลงานตามเป้าหมาย เมื่อพนักงานมีความสุขกับงานที่ตนเองรับผิดชอบย่อมส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ และผลสำเร็จจากการปฏิบัติงานโดยรวมของกลุ่มพนักงานที่มีความสุขกับการทำงานโดยรวมย่อมทำให้การดำเนินงานงานขององค์การประสบความสำเร็จ 2. ความสำคัญต่อผู้บังคับบัญชา การที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสุขกับการทำงานถือเป็นได้ว่าเป็นแต้มต่อทางด้านทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรบริหารที่มีคุณค่าต่อการดำเนินงานตามพันธกิจของหน่วยงานหรือองค์การที่ตนเองรับผิดชอบบริหารจัดการงานขององค์การ ดังนั้นการวางแผน การจัดการองค์การ การนำ และการควบคุมจึงสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการที่จะมอบหมายงาน หรือการสั่งการใดๆ ย่อมคาดหวังผลสำเร็จได้ อีกทั้งการจะจูงใจให้พนักงานขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงานสามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิผล 3. ความสำคัญต่อตัวผู้ปฏิบัติงาน การที่ผู้ปฏิบัติงานมีความสุขกับการทำงานจะก่อให้เกิดความสำเร็จในการทำงาน ทั้งนี้ เนื่องจากตัวผู้ปฏิบัติเองจะต้องมีความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญในงานที่ตนเองปฏิบัติเป็นอย่างดี ทราบและเข้าใจวิธีการที่จะทำงานให้สำเร็จ จึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ มีความมุมานะ วิริยะ อุตสาหะ ทุ่มเทความรู้ความสามารถที่ตนมีมุ่งที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้ถือเป็นแรงจูงใจที่สำคัญภายในตัวบุคคลที่สำคัญกระตุ้น เร่งเร้าให้เกิดความตั้งใจในการทำงานที่ทำให้เสาะแสวงหาวิธีการที่จะปรับปรุงคุณภาพของงาน พัฒนาเทคนิคการทำงานให้เกิดประสิทธิผลและเพิ่มผลิตภาพในการทำงานของตนเองให้สูงขึ้น ดังจะเห็นได้จากสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นและมีในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่เกิดจากบุคคลที่มีความสุขกับงานที่ตนเองทำทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น คุณสมพงษ์ เผอิญโชค จาก บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน)ได้พัฒนารถทีอาร์ ทรานฟอร์เมอร์ ทู (TR TRANSFORMER II )ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่กิดจากการพัฒนานวัตกรรมของคนไทยซึ่งจะเป็นนวัตกรรมต้นแบบในการพัฒนารถยนต์ประเภทต่าง ๆ ในอนาคตจนประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2560 เป็นต้น องค์ประกอบของความสุขในการปฏิบัติงาน การที่ความสุขในการทำงานจะเกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติงานได้นั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบต่างๆ อย่างครบถ้วนและผสมผสานกันอย่างเหมาะสมในเรื่องนี้ Lucas และ Diener ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของความสุขในการทำงานไว้ดังนี้ 1.ความพึงพอใจในงาน เป็นองค์ประกอบแรกของความสุขในการทำงาน ในทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์เมื่อกล่าวถึงความพึงพอใจในงานจะหมายถึง การที่บุคคลได้กระทำในสิ่งที่ตนเองรักและชอบ พอใจกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน มีความสุขเมื่องานที่ทำสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และมองเห็นว่าผลงานของตนทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ ต่อตนเอง และ และต่อสังคม 2. ความพึงพอใจในชีวิต เป็นองค์ประกอบถัดมาของความสุขในการทำงาน ความพึงพอใจในชีวิตของพนักงานถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวกับการที่พนักงานมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี สิ่งที่ตนเองเป็นและกระทำอยู่ มีความสมหวังในเป้าหมายของชีวิต สอดคล้องกับความเป็นจริง สามารถกระทำได้ตามความตั้งใจ สมเหตุสมผล เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องปรับตัว 3. อารมณ์ด้านบวก เป็นองค์ประกอบในลำดับที่ 3 ของความสุขในการทำงาน ในที่นี้อารมณ์ทางบวกจะหมายถึง การที่พนักงานมีอารมณ์ความรู้สึกเป็นสุขกับสิ่งที่ดี รู้สึกสนุกสนานกับการทำงาน แสดงอากัปกิริยายิ้มแย้มแจ่มใสรู้สึกเบิกบานได้เสมอขณะทำงาน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งที่ตนกระทำ สามารถรับรู้ถึงความดีงามและคุณประโยชน์ของงานที่ตนทำ 4. อารมณ์ด้านลบ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นทุกข์กับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นในการทำงาน เช่น ความคับข้องใจ รู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์หรือไม่ถูกต้อง อยากปรับปรุงแก้ไขให้ดีข้นเพื่อสนองความต้องการของตนให้มีความสุข มีความรู้สึกปราศจากความวิตกกังวล มีความเพลิดเพลิน อบอุ่นไม่เครียด มีความเต็มใจและรู้สึกถึงความความสำคัญของตนเองในการทำงานซึ่งจะทำให้เกิดความสุขและความพึงพอใจในงาน การสร้างความสุขในการทำงานของพนักงานแต่ละคนเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้โดยการจัดองค์ประกอบของความสุขในการทำงานในสัดส่วนที่ต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับตัวผู้ปฏิบัติงานเอง ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ฯลฯ การจัดองค์ประกอบของความสุขในสัดส่วนที่ถูกต้องและสอดคล้องกับตัวผู้ทำงาน สภาพแวดล้อมและลักษณะงานที่ปฏิบัติย่อมสร้างความสุขในการทำงานให้เกิดขึ้นได้ หลักการและแนวทางการสร้างความสุขในการทำงาน การสร้างความสุขในการทำงานสามารถกระทำให้เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับองค์การระดับบุคคล กล่าวคือ 1. หลักการสร้างความสุขในการทำงานระดับองค์การ บุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสุขในการทำงานให้เกิดขึ้นแก่พนักงานคือ ผู้บริหารองค์การเพราะผู้บริหารสามารถสร้างความสุขในการทำงานให้กับพนักงานของตนเองได้ การสร้างความสุขในการทำงานแก่พนักงานนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงขององค์การลงมาจนกระทั่งถึงผู้บริหารที่เป็นผู้บริหารระดับต้น เนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถสร้างสรรค์สภาพการทำงานที่ดี สร้างบรรยากาศให้เกื้อหนุนการทำงาน เป็นผู้จัดหาและจัดเตรียมสิ่งของที่ใช้ในการทำงานให้พร้อมและเพียงพอที่จะใช้ในการทำงาน การเลือกใช้ภาวะผู้นำที่เหมาะสม และสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงาน การบริหารค่าตอบแทนและประโยชน์เกื้อกูลที่เป็นธรรม หรือสร้างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้บริหารองค์การจะสามารถสร้างสรรค์สรรพสิ่งที่จะช่วยเกื้อหนุนให้พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังกล่าวข้างต้นได้ แต่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอาจทำให้สิ่งที่เคยเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เหมาะสมและสร้างความสุขในการทำงานงานของพนักงานผันแปรไป จากเดิมที่เป็นคนที่เคยมีความสุข สนุกกับการทำงานรักงาน พร้อมที่จะทำงานให้สำเร็จกลายเป็นคนที่เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น เกิดความเบื่อหน่ายไม่ใส่ใจในการทำงาน ฯลฯ พฤติกรรมการทำงานของพนักงานดังกล่าวนี้จะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความสุขในการทำงานที่เคยมีลดลง และถ้าผู้บริหารปล่อยปละละเลย ไม่ทำการแก้ไข ในท้ายที่สุดแล้วพนักงานจะหมดความสุขในการทำงาน ผลิตภาพในการปฏิบัติงานลดลง คุณภาพและปริมาณงานต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้บริหารจะทราบได้อย่างไรว่า พนักงานในบังคับบัญชาของตนกำลังจะหมดความสุขในการทำงาน หรือความสุขในการทำงานลดน้อยถอยลง ในเรื่องนี้ Job DB ได้สำรวจปัจจัยที่ทำให้ความสุขในการทำงานของพนักงานลดต่ำลงจากการสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นพนักงานที่ทำงานในองค์การต่างๆ กว่า 1,957 คน เห็นว่าปัจจัยหรือสิ่งที่ทำให้ความสุขในการทำงานลดลงในลำดับต้นๆ ได้แก่ 1)ทีมบริหารไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้นำองค์การตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงขององค์การลงมาจนถึงหัวหน้างานชั้นต้นขาดความรู้ความเข้าใจและทักษะในการบริหาร/จัดการงาน บริหารงานผิดพลาด ขาดภาวะผู้นำที่เหมาะสม เชื่อมั่นตนเองมากจนเกินไป ชอบรวบอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ค่อยจะฟังใคร เมื่อเกิดความผิดพลาดและบกพร่องมักจะซัดทอดลูกน้อง และที่สำคัญคือผู้บริหารขาดคุณสมบัติในการแสร้างแรงบันดาลใจ พฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าวนอกจากจะทำให้ความสุขในการทำงานของพนักงานลดน้อยถอยลงแล้ว ยังอาจเป็นสิ่งที่ทำลายขวัญกำลังใจพนักงานได้เป็นอย่างดี พฤติกรรมการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าวนี้ อาจเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้บริหารบางราย หรืออาจจะเกิดจากผู้บริหารในหลายๆ คน ในหลายๆ ระดับก็ได้ ยิ่งมีมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลให้พนักงานตัดสินใจว่าจะทำงานให้กับองค์การด้วยความภักดีหรือจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ในการทำงาน 2) พนักงานไม่มีโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพตนเอง สิ่งนี้อาจเกิดจากหน่วยงานมอบหมายงานประจำให้ปฏิบัติในปริมาณมาก เป็นงานที่ซ้ำซากจำเจ และเป็นงานที่ปฏิบัติอาจใช้เพียงแต่ความรู้และทักษะพื้นๆ หรือใช้เพียงสมรรถนะในระดับธรรมดาๆ ก็สามารถทำได้ และตัวของงานเอง (work itself) ก็ขาดความน่าสนใจเพราะปฏิบัติไปแล้วไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนาความรู้หรือทักษะใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับความรู้ความสามารถให้สูงขึ้นหรือสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในอาชีพแต่อย่างใด พนักงานเพียงแต่ต้องปฏิบัติให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทำให้ขาดเวลาและเสียโอกาสที่จะได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นซึ่งจะมีผลต่อโอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ตามพนักงานเองก็สามารถที่จะสร้างโอกาสที่จะได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาให้แก่ตนเองได้ด้วยตนเองโดยการเพิ่มพูนความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานให้มีความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้นด้วยตนเอง เช่น การศึกษาต่อนอกเวลางาน การศึกษาความรู้ต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตขึ้น ฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของตนโดยใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน การเข้าร่วมกิจกรรมการจัดการความรู้ (knowledge management) หรือจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล(Individual Development Plan หรือ IDP) ของตนโดยยึดเส้นทางก้าวหน้าในสายอาชีพ หรือ Career path และตนเองใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองโดยไม่จำเป็นต้องรอการพัฒนาจากผู้บังคับบัญชาหรือองค์การแต่เพียงอย่างเดียว 3) พนักงานไม่มีโอกาสเติบโตในสายงาน การได้เติบโตในสายงานด้วยการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นที่ปรารถนาของคนทำงานด้วยกันทุกคนเพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการมีคุณค่าของคนทำงานที่มีต่อหน่วยงานและองค์การจนได้รับความไว้วางใจและมอบหมายให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น จำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานในระดับที่สูงขึ้นเนื่องจากงานมีความซับซ้อนและมีความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้นเป็นงานที่มีคุณค่าในงานเพิ่มขึ้น หรือ job enrichment คนทำงานจะมีความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อต้องทำงานในลักษณะดังกล่าว ตรงกันข้ามหากพนักงานได้ทำงานในตำแหน่งในสายงานที่มีทางก้าวหน้าในสายอาชีพสั้นๆ และแคบๆ มองไม่เห็นโอกาสหรือไม่ได้รับการส่งเสริมให้ได้เติบโตในสายงานแล้วก็ยากที่จะทำให้คนมีความสุขในการทำงานได้ และเมื่อพนักงานรู้สึกขาดความสุขในการทำงานผลิตภาพในการทำงานลดลง หลายคนอาจเปลี่ยนตำแหน่งหรือเปลี่ยนสายงานใหม่ที่ตนเห็นว่ามีโอกาสที่จะเติบโตในสายงานที่ดีกว่า การไม่มีโอกาสที่จะเติบโตในสายงานเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ เช่น สายงานนั้นๆ มีทางก้าวหน้าในสายอาชีพสั้นๆ และแคบๆ เพราะไม่ว่าจะมีฝีมือการทำงานที่เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่ได้ก้าวหน้าไปไกลตามที่ใฝ่ฝันได้ พนักงานจึงขาดความสุขในการทำงาน หรืออาจเกิดจากการเติบโตของพนักงานบางคนในสายงานนั้นๆ เป็นไปในลักษณะของ “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร มากกว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามระบบคุณธรรม 4) พนักงานไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนที่น่าพอใจ ในความคิดของ จอห์น สเตซี อดัมส์ เจ้าของความคิด ทฤษฏีแห่งความเท่าเทียมหรือ Equity Theory เห็นว่าพนักงานจะเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจาการทำงานกับสิ่งที่ตนเองทุ่มเทให้กับการทำงานให้องค์การหรือ หน่วยงานไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานและเวลาทำงานว่าเท่าเทียมกันหรือไม่ ในทำนองเดียวกันตัวพนักงานเองยังเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นอื่นหรือระบบอื่นๆ อีกด้วย หากพบว่าไม่เท่าเทียมกัน เช่น ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับต่ำกว่าสิ่งที่ตนเองทุ่มเทการทำงานให้กับองค์การ หรือตนเองทำงานเท่าๆ กับผู้อื่นแต่ได้รับสิ่งตอบแทนต่ำกว่าคนอื่น พนักงานเหล่านั้นจะเริ่มแสดงอากัปกิริยาไม่พอใจ เริ่มเรียกร้อง หากไม่ได้รับการตอบสนอง พนักงานก็จะเริ่มการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมเพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกว่ายุติธรรมกับตัวเขา และหากองค์การหรือผู้บริหารปล่อยปละละเลยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นนานๆไป หรือยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว พนักงานจะมีความสุขในการทำงานลดลง ในท้ายที่สุดพนักงานอาจจะพากันลาออกไปจากองค์การได้ จากปัจจัยที่ทำให้พนักงานหมดความสุขกับการทำงานดังกล่าวแล้วข้างต้นทั้ง 4 ประการดังกล่าวนี้จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานหมดความสุขกับการทำงานจนทำให้ผลิตภาพ(productivity)ในการทำงานของพนักงานลดลงและอาจส่งผลให้การดำเนินงานขององค์การไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากองค์การใดมีปัจจัยทั้ง 4 ประการอยู่ภายในองค์การแล้วผู้บริหารองค์การจำเป็นต้องเสาะแสงหาวิธีการที่จะกำจัดปัจจัยดังกล่าวให้หมดสิ้นไปและทำให้พนักงานกลับมามีความสุขกับการทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง แนวทางการสร้างความสุขในการทำงานระดับองค์การ ในการสร้างความสุขในการทำงานภายในองค์การให้แก่พนักงานนั้น ผู้บริหารองค์การสามารถนำเอาปัจจัยที่ทำให้พนักงานหมดความสุขในการทำงานมาแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาเพื่อให้ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวนี้ลดลงและหมดไปในที่สุด กล่าวคือ กรณีแรก ทีมบริหารไม่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นปัญหาหลักที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุขกับการทำงาน จาหนังสือของ ดอทลีชและไคโร ทีมที่บริหารไร้ประสิทธิภาพมักมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้ ผู้บริหารที่เย่อหยิ่ง( Arrogance) คิดเองว่าตนเองถูก คนอื่นผิดหมด เจ้าบทบาท(Melodrama) ทำให้ตนเองเป็นจุดสนใจอยู่ตลอดเวลา เจ้าอารมณ์(Volatility) สามวันดี สี่วันร้าย ผีเข้าผีออก รอบคอบจนเกินเหตุ (Excessive Caution)จะตัดสินใจอะไรก็ต้องให้มีคนกรองงานให้หลายคนจะได้อ้างได้ว่ารอบคอบแล้ว ถึงผิดพลาดก็ไม่ใช่ฉันแน่ ไม่ไว้วางใจใคร (Habitual Distrust) เป็นพวกทฤษฎี เอ็กซ์(Theory X )ของ McGregor เป็นคนรักที่จะมองโลกในแง่ร้าย ตัดขาดจากโลก(Aloofness) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครๆ ชอบออกนอกกฎ (Mischievousness) กลุ่มนี้ยึดมั่นว่ากฎมีไว้ให้แหก ทำตัวไม่เหมือนใคร (Eccentricity) ทั้งบุคลิกภาพ วิธีคิดและการแสดงออก มักจะขวางโลก ไม่ร่วมมือ ดื้อเงียบ(Passive Resistance) เป็นพวกมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ เจ้าลัทธิความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ทำถูกแต่เรื่องหยุมหยิม เรื่องใหญ่ผิดพลาด นักเอาอกเอาใจ(Eagerness to Please) ชอบเอาใจใครๆไปเสียทั้งหมดเพื่อจะได้เป็นยอดนิยมขององค์การ การสร้างความสุขในการทำงานแก่พนักงานอาจจำเป็นต้องปรับปรุงที่ตัวผู้บริหารอย่างเร่งด่วน หากมีเวลาจะต้องมีวิธีการสรรหาและคัดเลือกทีมบริหารที่ไม่มีคนอย่างนี้และถ้าเป็นไปได้องค์การควรจัดทำแผนแผนสืบทอดตำแหน่งผู้บริหาร(Succession plan)เพื่อให้ได้ทีมบริหารที่มีประสิทธิภาพ กรณีที่สองพนักงานไม่มีโอกาสในการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพตนเอง องค์การต้องจัดวางยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าอ้างว่ามีงบประมาณจำกัดปล่อยให้พนักงานมะงุมมะงาหราพัฒนาตนเองกันไปตามยะถากรรมไม่รู้ว่าความรู้ ทักษะ ที่อุตส่าห์พัฒนามาด้วยตนเองจะใช้ทำงานที่องค์การมอบหมายให้ได้หรือไม่ แล้วอย่างนี้ใครจะมีความสุขกับการทำงานได้ลง กรณีที่สามพนักงานไม่มีโอกาสเติบโตในสายงาน ทำมันไปวันๆ สองปี หรือ 10 ปีข้างจะเป็นอะไรอย่างไรไม่รู้ เหมือนไปเที่ยวโดยไม่รู้โปรแกรม แล้วใครจะมีความสุขกับการทำงานได้ ถ้างานใหม่ดีกว่าก็ลาละนะ ปัญหานี้แก้ได้ว่ายๆ โดยองค์การจะต้องวางแผนทางก้าวหน้าในสายอาชีพ(Career path) ให้กับบุคลากรในทุกสายงาน แล้วพนักงานจะมั่นใจกับอนาคตการทำงานของตนเอง จากนั้นทุกคนจะมีความสุขกับการทำงาน กรณีสุดท้ายพนักงานไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนที่น่าพอใจ เรื่องนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานทำงานอย่างไม่มีความสุข ทฤษฎีความเท่าเทียมของอดัมส์ (Adam’s Equity theory) อธิบายไว้แล้วว่าพนักงานจะเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างสิ่งที่ตนเองได้รับจากองค์การกับสิ่งที่ตนเองทุ่มเทการทำงานให้กับองค์การกับคนอื่นๆ ว่าเท่าเทียมกันหรือไม่ ถ้าพบว่าเท่าเทียมกันพนักงานจะพอใจ ตรงกันข้ามหากพนักงานทุ่มเทให้กับการทำงานด้วยใจเกินร้อยแต่ค่าตอบแทนและประโยชน์เกื้อกูลไม่เป็นธรรม หรือเทียบไม่ได้เลยกับองค์กรอื่นจะทำให้คนหมดความสุขกับการทำงาน ดังนั้นองค์การจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการบริหารค่าตอบแทนใหม่โดยการสร้างความเป็นธรรมภายในและภายนอกและใช้นโยบายค่าตอบแทนที่เหมาะสม 2. หลักการและแนวทางการสร้างความสุขในการทำงานระดับบุคคล จากการสำรวจความคิดเห็นของ Job DB จากพนักงานในองค์การต่างๆ จำนวนกว่า 1,900 คน พบว่าปัจจัยที่ทำให้คนมีความสุขในการปฏิบัติงานประกอบด้วย 1.ที่ตั้งหรือหรือทำเลของสถานที่ทำงานที่เดินทางสะดวก ปัจจุบันในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มักจะพบปัญหาการเดินทางสัญจรไปมาในระหว่างพื้นที่ต่างๆ ใช้เวลามาก เช่นในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนเดินทางไปทำงานและกลับที่พักพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก มีการใช้ยวดยานพาหนะในปริมาณมาก ทำให้เกิดการจราจรติดขัด หลายคนใช้เวลาเดินทางนานมากไปกับการเดินทาง ทำให้เสียเวลาอยู่บนท้องถนนโดยเปล่าประโยชน์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงเกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้นในช่วงเวลาเทศกาลต่างๆ หรือช่วงเวลาวันหยุดยาวที่คนในเมืองใหญ่เดินทางไปนอกเมือง ผู้คนในเมืองใหญ่จะรู้สึกเป็นสุขมากกับการเดินทางที่ไม่ต้องผจญปัญหาการจราจรที่ติดขัด ดังนั้นการที่สถานที่ทำงานตั้งหรืออยู่ในทำเลที่พนักงานเดินทางสะดวกจึงทำให้พนักงานเป็นจำนวนมากรู้สึกเป็นสุขที่ได้ทำงานในหน่วยงานนั้นๆ เพราะสามารถเดินทางไปทำงานเพียงใช้เวลาสั้นๆ หรือมีวิธีการเดินทางให้เลือกหลายวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงจนเกินไป หลักการสร้างความสุขในการทำงานในเรื่องนี้นั้นหากที่ตั้งหรือทำเลของสถานที่ทำงานไม่สะดวกองค์การสามารถดำเนินการจัดให้มีสวัสดิการต่างๆ เพื่อจูงใจให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข เช่น การให้มีรถบริการรับส่งพนักงาน เป็นต้น 2. ชื่อเสียงขององค์การ/บริษัทดี เป็นที่ยอมรับ สิ่งนี้จะสะท้อนถึงการยอมรับจากสาธารณะว่าการดำเนินงานของหน่วยงาน หรือองค์การนั้นๆ มีการดำเนินงานที่ดี สินค้าและบริการขององค์การเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นของดี มีคุณภาพ มีประโยชน์ในการใช้สอยสูง ซึ่งสินค้าและบริการที่ดีจะมีขึ้นมาได้นั้น องค์การจะต้องมีวิธีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ มีผู้บริหารที่มีฝีมือ มีวิธีการบริหาร/จัดการที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งด้านการดำเนินงานและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และที่สำคัญคือการมีพนักงานที่ความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์และความชำนาญงานสูง พนักงานได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองมีความรู้ความสามารถ มีความรักความชอบในงานที่ทำ พนักงานจึงมีความสุขที่ได้ทำงานในองค์การหรือหน่วยงานที่มีชื่อเสียงดีเป็นที่ยอมรับของสาธารณะ หลักการสร้างความสุขในการทำงานของพนักงานสามารถทำได้ด้วยวิธีการสร้างชื่อเสียงขององค์การ/หน่วยงานให้เป็นที่ยอมรับในสินค้าหรือบริการขององค์การต่อสาธารณชนที่ผู้บริหารองค์การและพนักงานสามารถที่จะสร้างให้เกิดขึ้นได้แม้ว่าอาจจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานก็ตาม แต่เมื่อเชื่อเสียงองค์การเป็นที่ยอมรับของประชาชนและองค์การเองได้ตั้งใจที่รักษา ปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการขององค์การอย่างต่อเนื่องโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าหรือผู้รับบริการแล้วภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีขององค์การย่อมเกิดขึ้น และสิ่งนี้จะทำให้พนักงานมีความสุขที่ได้ทำงานกับองค์การ ตัวอย่างเช่น การให้บริการรถโดยสารประจำทางของบริษัท นครชัยแอร์ จำกัดได้จัดทำโครงการรณรงค์ขับรถให้ปลอดอุบัติเหตุ โครงการประกันรถไม่เสียระหว่างทาง การจัดเลดี้โซนโดยการจัดโซนที่นั่งเฉพาะสุภาพสตรี โครงการสนับสนุนสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น OTOP ซึ่งการดำเนินงานโดยยึดมั่นกับ “หัวใจของการทำธุรกิจของ นครชัยแอร์ ให้ความสำคัญกับคน 3 ส่วน 1) ทีมงาน : เราต้องมีทีมงานที่ดีเยี่ยม มีสุขภาพดี มีสภาพแวดล้อมที่ดีมาก 2). ลูกค้า : ให้สิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ และ 3) สังคม : เราต้องดูแลสังคม ไปอยู่ที่ไหน ต้องมีคนชอบเรา และเราต้องพัฒนาสังคม ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมานครชัยแอร์ได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง ประชาชนให้ความเชื่อถือตามวิสัยทัศน์ของบริษัท “ให้บริการรถโดยสารประจำทางที่ยอดเยี่ยมมีมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการด้วยระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล” ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าพนักงานของนครชัยแอร์ทำงานอย่างมีความสุข สนุกกับงานที่ทำแม่ว่างานนั้นอาจเป็นงานเดิมๆ ก็ตาม 3. มีเพื่อนร่วมงานที่ดี โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ร่วมงาน สิ่งนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พนักงานมีความสุขในงานทำ การมีเพื่อนร่วมงานที่ดีและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเป็นสิ่งที่แสดงว่าหน่วยงานหรือองค์การนั้นมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี สามารถสรรหาและคัดเลือกพนักงานที่ดีเข้ามาทำงานในองค์การ มีผู้บริหารและพนักงานที่สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี มีการสื่อสารที่ดีระหว่างพนักงานด้วยกันเอง ระหว่างพนักงานกับผู้บริหาร มีการประสานงานการทำงานกันเป็นอย่างเป็นระบบ พนักงานทุกคนสามารถทำงานเป็นทีมได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ พำนักงานมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน มีความรู้สึกเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องที่ต่างเอื้ออาทรกันและกันซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหง่างเพื่อนร่วมงานในลักษณะต่างๆ ดังกล่าวนี้จะทำให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน หลักการที่ทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขข้อนี้เป็นสิ่งที่องค์การ ผู้บริหารหรือพนักงานสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ภายในองค์การที่ตนเองทำงานอยู่ กล่าวคือผู้บริหารสามารถสร้างทีมการทำงานที่มีฝีมือ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของพนักงาน การสร้างช่องทางการสื่อสารที่ทีประสิทธิภาพที่ทุกคนสามารถใช้และเข้าถึงได้ การสร้างวัฒนธรรมองค์การโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการบริหารและการทำงานระหว่างกัน ในขณะที่ตัวพนักงานเองก็สามารถที่จะสร้างทีมการทำงานภายในหน่วยงานของตนเองได้ ฯลฯ หลักการดังกล่าวนี้ วิธีปฏิบัติในการสร้างความสุขในการทำงานด้วยตนเอง การจะทำงานให้มีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ใครๆ ก็ทำได้ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือเริ่มที่ตนเองก่อน เช่น การปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติในการทำงาน การมองโลกในแง่บวก การแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี การพัฒนาทักษะในการทำงาน การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน การบริหารเวลาอย่างเหมาะสม การพักผ่อนหย่อนใจหลังเลิกงาน การรู้จักยืนยันสิทธิของตน การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม การออกกำลังกาน การพูดอย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น การสร้างความสุขในการทำงานนั้น เป็นสิ่งที่พนักงานแต่ละคนสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเองในทุกที่ ทุกเวลา หากรู้จักมองโลกในแง่บวกไว้บ้าง คิดว่าช่างมันอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หรือ คิดว่ามันเป็นเช่นนั้นเองจะเห็นได้ว่า แค่เพียงเปลี่ยนความคิดก็สามารถสร้างความสุขในการทำงานได้แล้ว สำหรับวิธีการการสร้างความสุขในทำงานมีวิธีที่ง่ายๆ ดังนี้ 1. มองโลกในแง่บวก แต่ละวันลองหาเวลาไว้เอาเปิดใจมองโลกให้กว้างขึ้น บางทีชีวิตการทำงานก็ไม่ได้โหดร้ายมากมายอะไรนักหรอก บางวันบางเวลางานอาจมากและยุ่งยาก หากตั้งใจและมุ่งมั่นทำให้งานสำเร็จก็ได้มีโอกาสพิสูจน์ตนเองว่า “เราก็มีฝีมือนะ” การสร้างความสุขในการทำงานด้วยการมองโลกในแง่บวก การสร้างทัศนคติที่ดีต่องาน มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมงาน มีอุเบกขาต่อผู้บังคับบัญชาซะบ้าง และช่าง (หัว) มันกับงานซะบ้าง หรือจะร้องเพลง Que será, será . Whatever will be, will be. คลอไปกับ ดอริส เดย์ บ้างก็ได้ ทำใจว่างๆ ปล่อยวางบ้างก็ได้ แล้วจะพบว่าเรื่องดี ๆ อาจมีอยู่รอบตัวก็เป็นได้หากรู้จักมองโลกในแง่มุมที่ต่างไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะสร้างให้เรามีความสุขและสนุกกับการทำงาน และผู้บังคับบัญชาก็อาจจะพึงพอใจกับผลงานที่เราตั้งใจทำบ้างก็ได้ การมองโลกในแง่บวกนี้หากทำได้ตลอดเวลาก็จะดีมาก ๆเลย 2. มีอารมณ์ขันบ้างก็ดี จะได้มีความสุขเกิดขึ้น อารมณ์ขันทำให้โลกสดชื่น และมีชีวิตการทำงานน่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้น ว่ากันว่าใครที่มีอารมณ์ขันจะเป็นคนที่มีเสน่ห์และสามารถสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น สนุกสนาน เป็นกันเองเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่สังคมและชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเร่งรีบ บีบรัดแข่งกับเวลา เคร่งเครียด เอาจริงเอาจังมากเกินไปทำให้ความสุขในการทำงานลดลง การมีอารมณ์ขันไว้บ้างจะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสุขในการทำงานให้เกิดได้ เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า อารมณ์ขันหมายถึง “ลักษณะนิสัยที่มักเห็นเรื่องต่างๆเป็นเรื่องชวนขัน” และอารมณ์ขันเป็นอาการที่เปล่งเสียงออกมาเมื่อรู้สึกขบขันหรือมีความรื่นเริง ดังนั้นการมีอารมณ์ขันจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความสุขในการทำงาน จริงอยู่ แม้ว่าการสร้างอารมณ์ขันหรือพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อน ๆ จะช่วยให้บรรยากาศในการทำงานมีความสุขเพิ่มมากขึ้นก็ตามแต่การสร้างอารมณ์ขันด้วยพูดจาประเภทสองแง่สองงาม หรือ สัปดนวันละนิด จิตแจ่มใส เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างอย่างยิ่ง มิฉะนั้นจะลุกลามกลายเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายได้ การพูดคำผวน การเล่าเรื่องเดอร์ตี้โจ๊กแม้จะสร้างความตลกขบขันได้บ้าง แต่ผู้เล่าและผู้ฟังควรกระทำเฉพาะในที่รโหฐานและอยู่เฉพาะในกลุ่มของเพื่อนสนิทที่รู้จักและรู้ใจกันเป็นอย่างดีเท่านั้น ไม่พึงสร้างอารมณ์ขันด้วยวิธีนี้ในพื้นที่สาธารณะ เพราะว่าอาจมีใครบางคนเขาไม่ขบขันด้วยและอาจสร้างการคุกคามทางเพศขึ้นได้ 3. อย่าเก็บทุกอย่างมาคิดมากจนเกินไป ในการดำเนินชีวิตและการทำงานของผู้คนต่างประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย บางเรื่องบางเหตุการณเป็นสิ่งที่ดี แต่บางเรื่องบางเหตุการณ์เป็นเรื่องที่ไม่ดี นำความทุกข์สร้างความขุ่นข้องใจมาให้ เช่น การถูกตำหนิการทำงานจากเจ้านาย การนินทาว่าจากเพื่อนร่วมงาน ความอิจฉาริษยาจากบุคคลอื่น ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากเก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาคิดมากจนเกินไป นอกจากจะทำให้ทุกข์ใจแล้วยังจะทำให้ความสุขในการทำงานลดลงหรือหมดไปด้วย ในเรื่องที่เกี่ยวกับงานนั้น การเก็บคำติเตียนต่าง ๆ จากผู้บังคับบัญชามาคิดมากจนเกินไป อาจทำให้มีอคติต่อพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เพราะบางครั้งตัวเราเองก็ผิดจริง ทางที่ดีแล้วควรรับฟังปัญหาด้วยความเข้าใจ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขจะดีกว่า จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดหรือบกพร่องซ้ำสองเกิดขึ้นอีก 4. ทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นบ้าง จริงอยู่ด้วยความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญงานส่วนตัวของท่านสามารถทำงานที่รับผิดชอบได้สำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่สิ่งนี้ช่วยให้ท่านมีความสุขในการทำงานหรือ ถ้าอย่างนั้นพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษ/ทางด่วนก็คงมีความสุขกับงานมากกว่าทุกคนเพราะแค่เก็บค่าผ่านทางจากผู้ใช้บริการทางพิเศษ/ทางด่วนให้ถูกต้องก็ถือว่าทำงานได้สำเร็จแล้ว แต่ในโลกของการทำงานแล้วคนเราก็ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาก็ถือว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเรา ถ้าวัน ๆ เอาแต่นั่งทำงานอยู่คนเดียว ไม่พูด ไม่คุย ไม่ปรึกษาใครเลย ช่วงเวลา7-9 ชั่วโมงในที่ทำงานจะน่าเบื่อหน่ายขนาดไหน ตรงกันข้ามหากท่านมีเพื่อนที่น่ารัก คอยช่วยเหลือ สนับสนุนและให้กำลังใจอยู่เสมอท่านจะทำงานอย่างมีสุขมากที่สุดต่อให้งานหนักหรือมากแค่ไหนก็สามารถทำไดสำเร็จแน่ ดังนั้นการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไว้ รู้อกรู้ใจกัน ช่วยเหลือไหว้วานกันได้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสุขในการทำงานได้ 5. ไม่จำเป็นต้องทำให้คนรอบข้างพอใจทุกคน เป็นสิ่งที่ยากเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะทำให้คนที่อยู่รอบตัวมีพอใจและชอบท่านได้ทุกคน เพราะตัวท่านเองก็คงไม่ได้รู้สึกชอบใครๆ ที่อยู่รอบตัวท่านหมดทุกคนมิใช่หรือ จริงอยู่การทำให้ทุกคนที่รอบข้างทุกคนพออกพอใจท่านเป็นสิ่งที่จะนำความสุขในการทำงานมาให้ก็ตาม แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ ทั้งนี้เพราะคนเราคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่ท่านคิดว่าดี คนอื่นอาจไม่ชอบก็เป็นได้ ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังว่าต้องทำให้คนรอบตัวพอใจไปหมดทุกคน และอย่าเก็บเอาคำพูดหรือการกระทำที่แย่ๆ ของคนอื่นมาใส่ใจมากจนเกินไปจนทำให้ไม่มีความสุขกับการทำงาน สิ่งที่ไม่ดีที่คนอื่นพูดหรือกระทำต่อท่านบางอย่างท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่หาสาระไม่ได้ก็ทำลืมไปเสียบ้างก็จะดี ฉะนั้นท่านจึงไม่จำเป็นต้องทำให้คนรอบข้างพอใจท่านทุกคนเพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ท่านก็สามารถสร้างความสุขในการทำงานได้โดยวางตนให้เหมาะให้ควรแก่ตำแหน่งหน้าที่การงาน มุ่งปฏิบัติงานให้สำเร็จ สานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นกัลยาณมิตรน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า 6.แผ่เมตตาแกสรรพสัตว์ เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว สมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก ทุกๆ เช้ามืดพ่อของผู้เขียนจะเปิดวิทยุฟังท่านพุทธทาสภิกขุ (หรือพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินปัญฺโญ))เทศนา เมื่อจบรายการท่านพุทธทาสจะชักชวนให้ผู้ฟังกล่าวตามและโน้มนำใจไปพร้อมกันว่า สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันกันเลย อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ถ้อยคำแผ่เมตตาข้างต้นนี้ผู้เขียนเขียนไว้เท่าที่จำได้ และไม่ระบุคำบาลีไว้ด้วยเกรงว่าจะผิดพลาด จะเป็นบาปเป็นกรรม เอาเป็นว่าหากผิดพลาดขออภัยด้วยเพราะนามเต็มทีแล้ว ขอให้ท่านลองตรวจสอบความถูกต้องดูกับหนังสือธรรมะทางพระพุทธศาสนาจะดีกว่า 7. กล้าคิดกล้าตัดสินใจ ในการทำงานนั้นไม่ว่าใครก็ต้องเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจกันทั้งนั้น เมื่อต้องตัดสินใจหากยึดมั่นในหลักการของเหตุผล มีความเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ขององค์การ รักษาประโยชน์ของประชาชนแล้วยากที่จะตัดสินใจผิดพลาด ท่านอาจเคยทราบว่าคนที่ตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกย่อมทำให้การดำเนินงานเสียหาย ตัวผู้ตัดสินใจเกิดวิตกกังวล คนรอบข้างหมดความน่าเชื่อถือ ทำให้ไม่กล้าที่จะตัดสินใจ ท้ายที่สุดก็หมดความสุขในการทำงาน หลายต่อหลายคนเลยกลัวการตัดสินใจเพราะกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจ จริงอยู่การก้มตาก้มตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีปากมีเสียงกับใครเลยมันก็ดีอยู่หรอก แต่บางครั้งท่านก็ต้องกล้าแสดงความคิดเห็นและกล้าตัดสินใจด้วยตัวเองดูบ้าง หากพบว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือมีเหตุผลที่ดีกว่า ไม่ใช่คิดว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” หรือ “เออออห่อหมก ปล่อยเลยตามเลย ธุระไม่ใช่ หรือว่ากันไปตามน้ำ” การกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเป็นสิ่งที่พึงกระทำเพราะผู้บังคับบัญชาหลายคนก็ใจกว้างพอที่จะรับฟังความเห็นของท่านอยู่แล้ว อยู่ที่ท่านเองนั่นแหละจะกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุ มีผล แม่นข้อมูลหรือเปล่า ถ้าสิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเสนอเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อองค์การและเป็นที่ยอมรับ ท่านจะรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อองค์การแล้วสิ่งนี้จะส่งผลให้ท่านมีความสุขในการทำงาน 8. ถามผลสะท้อนกลับ (feedback) การทำงานของตัวเองจากหัวหน้างาน ใครๆ ก็อยากทราบว่าตนเองทำงานได้ดีแค่ไหนกันทั้งนั้น บางคนก็รอดูจากผลการประเมินการปฏิบัติงานตามรอบระยะเวลาที่กำหนดว่าได้เลื่อนค่าตอบแทนมากน้อยแค่ไหน ถ้าได้มากแสดงว่าตนเองมีผลงานดีเป็นที่ยอมรับจากผู้บังคับบัญชาก็ดีอกดีใจ ทำงานอย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าได้เลื่อนค่าตอบแทนน้อยก็แสดงว่ามีผลงานไม่ดี ไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้บังคับบัญชาเกิดความวิตกกังวล เป็นทุกข์เป็นร้อน ทำงานอย่างไม่มีความสุข แต่การที่ได้เพิ่มค่าตอบแทนมากหรือน้อยจากผลการปฏิบัติงานในรอบระยะเวลาที่ผ่านมาจะสะท้อนถึงความสามารถและสมรรถนะในการทำงานของท่านได้จริงหรือ ทำไมท่านไม่ลองขอความเห็นจากหัวหน้างานที่ท่านอยู่ใต้บังคับบัญชาดูบ้าง หากท่านทำผลงานออกมาได้ดีก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาอย่างเต็มที่ เกิดความภาคภูมิใจ มีความสุขกับงานที่ทำ แต่ถ้าผลงานตกลงก็อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุให้มากนัก แต่ให้เอาข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดทั้งหมดที่หัวหน้าชี้แจงมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาตนเองต่อไปจะเป็นสิ่งที่ดีมาก 9. ให้รางวัลกับตัวเองด้วย หลังจากที่มุมามะ ทุ่มเทให้กับการการทำงานอย่างหน้าดำคร่ำเครียดจนทำงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่วางไว้ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เกจ์วัดความสุขในการทำงานลดลงจนถึงจุดต่ำสุดแล้ว เราควรให้รางวัลกับตนเองบ้าง การให้รางวัลกับตนเองทำได้หลายวิธี เช่น ออกไปสังสรรค์สนุกสนานกับเพื่อน ๆ บ้าง รับประทานอาหารที่ถูกปาก รื่นรมย์กับเสียงเพลงและภาพยนตร์สุดโปรด หรือซื้อของขวัญที่อยากได้มานานเพื่อเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเอง บริจาคเงินให้กับสาธารณะกุศลบ้าง หรือลาพักร้อนแล้วเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ การให้รางวัลกับตนเองนี้เป็นเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ความสุขในการทำงานให้กลับมาเต็มอีกครั้งหนึ่งและพร้อมที่จะลุยและลุยกับงานต่อไป 10. รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ คลีนฟู้ดส์ หรืออาหารมังสวิรัติ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของพนักงานได้เหมือนกัน หากว่าที่ผ่านมาท่านเอาแต่ซื้ออาหารแบบไทยๆ ประเภทข้าวเหนียวหมูปิ้ง อาหารอุ่นไมโครเวฟจากร้านสะดวกซื้อแถวๆใกล้ที่ทำงาน หรือฟาสต์ฟู้ดมานั่งรับประทานไปด้วยพร้อมกับทำงานไปด้วยทุกวัน ๆ มันจะน่าเบื่อหน่ายขนาดไหน หากพิจารณาดูแล้วอาหารเหล่านั้นแม้ว่าจะช่วยให้ประหยัดเวลา สะดวก อิ่มท้อง แต่อาจไม่มีคุณค่าต่อสุขภาพสักเท่าไร ถ้าจะรับประทานนานทีปีหนก็คงไม่เป็นไร ลองคิดใหม่ ทำใหม่โดยออกจากบ้านไปทำงานเร็วกว่าที่เคยไปแล้วเอาเวลาก่อนที่จะเริ่มงานวันใหม่ด้วยการออกไปหาอาหารเช้าที่สะอาด อร่อยๆ ให้สารอาหารครบถ้วนรับประทานข้างนอก(โต๊ะทำงาน)จะดีกว่า นอกจากจะได้เลือกรับประทานในสิ่งที่ชอบและมีประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้ดูน่าเบื่อจำเจจนเกินไปอีกต่างหาก การรับประทานอาหารที่ดีมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ย่อมนำความสุข(ในการทำงาน) มาให้ ดังคำกล่าวที่ว่า You Are…What You Eat หรือท่านคิดว่าไม่จริง 11. เลิกบ่น แล้วลงมือทำ เวลาผลงานที่ทำออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง ท่านอาจจะรู้สึกผิดหวัง พร่ำบ่นตำหนิติเตียนตัวเองและขาดความสุขในการทำงาน หากคิดดูดีๆ แล้วท่านจะพบว่าสิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าใครๆ ก็ทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น แต่ท่านต้องเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก หากมัวแต่นั่งบ่น ตำหนิติเตียนตนเอง ปล่อยให้ความสุขในการทำงานลดลงเรื่อยๆ แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นจะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนจากการพร่ำบ่นตำหนิตนเองมาเป็นการใช้เวลาในการคิดและลงมือปฏิบัติแทนเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับการทำงาน สิ่งนี้ต่างหากที่จะสร้างความสุขในการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

253 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.