(ภาษาไทย) ความหมาย และประเภทต้นทุนของกิจการ

ความหมาย และประเภทต้นทุนของกิจการ ฝ่ายบริหารกิจการจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อใช้ในการวางแผนกำไรของกิจการ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกิจการ นั่นคือ การสนองตอบความต้องการและความพึงพอใจของสมาชิกกิจการ รวมถึงการสร้างความมั่งคั่งและแข็งแกร่งทางการเงินให้แก่กิจการ ซึ่งข้อมูลต้นทุนจะช่วยให้ฝ่ายบริหารกิจการสามารถพิจารณาตัดสินใจในการวางแผนทางการเงินดังกล่าว และวิเคราะห์ทางเลือกที่ดีที่สุดในการดเนินงานกิจการได้ การวิเคราะห์พฤติกรรมของต้นทุน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารกิจการ ควรพิจารณาถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1. ความหมายของต้นทุนของกิจการ 2. ประเภทของต้นทุนของกิจการ 1. ความหมายของต้นทุนของกิจการ ต้นทุน (Cost) ของกิจการ หมายถึง รายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า หรือบริการ ซึ่งกิจการอาจจ่ายเป็นเงินสด สินทรัพย์อื่น หรือการให้บริการ ตลอดจนการก่อหนี้ก็ได้ เช่น ต้นทุนซื้อวัตถุดิบ ต้นทุนค่าแรงงาน ต้นทุนในการผลิตสินค้าเพื่อนำไปขาย เป็นต้น ต้นทุนต้องวัดค่าได้ในหน่วยเงินตรา และเกิดจากการซื้อ หรือการแลกเปลี่ยน เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงมือลูกค้า นับรวมเป็นต้นทุนสินค้าขายทั้งสิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ต้นทุนอาจเป็นสินทรัพย์(Asset) หรือค่าใช้จ่าย (Expense) ขึ้นอยู่ที่ว่าต้นทุนนั้นให้ประโยชน์ในอนาคตต่อกิจการหรือไม่ – ต้นทุนที่ยังมีประโยชน์ (Unexpired Cost) ในอนาคตต่อกิจการ ถือเป็นสินทรัพย์ เช่น สินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมจะขาย ที่ดิน เครื่องมือ อุปกรณ์ของกิจการ เป็นต้น – ต้นทุนที่หมดประโยชน์ (Expired Cost) ต่อกิจการ ถือเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ค่านายหน้าในการขายสินค้า ค่าจ้างพนักงานทำบัญชี เป็นต้น จากความหมายของต้นทุนจะเห็นได้ว่าประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับต้นทุนของกิจการมี ดังนี้คือ 1) แสดงและวัดมูลค่าต้นทุนเป็นจำนวนเงิน ต้นทุนจะถูกวัดและตีค่าเป็นจำนวนเงิน เพื่อให้กิจการทราบถึงปริมาณของต้นทุนทั้งหมด ในการผลิตหรือให้บริการแก่ลูกค้า เช่น ต้นทุนค่าผ้าไหม จำนวน 10,000 บาท ที่กิจการไหมฟ้า จำกัด ซื้อมาเพื่อนำมาตัดเย็บชุดไหมจำหน่าย หรือต้นทุนค่าแรงงานของกิจการการเกษตรไทยทำ จำกัด ในการจ้างคนงานมาหว่านพืชจำนวน 5,000 บาท เป็นต้น 2) ควบคุมต้นทุน เนื่องจากต้นทุนเป็นรายจ่ายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการ หากฝ่ายบริหารสามารถควบคุมต้นทุนให้ต่ำหรือลดลงได้ รวมทั้งการประหยัดต้นทุน ก็จะทำให้กิจการมีกำไรสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น การลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าหรือค่าสาธารณูปโภคต่อเดือนของแผนกผลิตของกิจการ หรือการควบคุมต้นทุนโดยการใช้งบประมาณเปรียบเทียบกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เป็นต้น 2. ประเภทต้นทุนของกิจการ ต้นทุนของกิจการจะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามลักษณะของกิจการ และในการจัดประเภทต้นทุนนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลไปใช้เพื่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ของกิจการ ซึ่งสามารถพิจารณาจัดแบ่งได้หลายลักษณะ ในที่นี้ได้จัดจำแนกประเภทของต้นทุนเพื่อการตัดสินใจสำหรับฝ่ายบริหารของกิจการไว้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 ต้นทุนจำแนกตามลักษณะพฤติกรรมของกิจการ 2.2 ต้นทุนจำแนกเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมของกิจการ 2.3 ต้นทุนจำแนกเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจตามเกณฑ์อื่นของกิจการ 2.1 ต้นทุนจำแนกตามลักษณะพฤติกรรมของกิจการ พฤติกรรมต้นทุน (Cost Behavior) เป็นลักษณะของต้นทุนที่มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อกิจการมีปริมาณกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นทุนบางประเภทจะเปลี่ยนแปลงไปในสัดส่วนและทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมของกิจการ ในขณะที่ต้นทุนบางประเภทจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในการวางแผนการเปลี่ยนแปลงปริมาณกิจกรรมเป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าต้นทุนรายการใดมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลง ก็ต้องทราบได้ว่า ต้นทุนจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด การจัดประเภทต้นทุนตามพฤติกรรมต้นทุนนี้ จะแบ่งต้นทุนเป็น ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร และต้นทุนผสม 1) ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของกิจการ หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการจัดหา หรือ จัดเตรียมทรัพย์สินเพื่อใช้ในการดำเนินการผลิต การจำหน่าย และการดำเนินงานอื่นๆ ของกิจการซึ่งต้นทุนคงที่นี้จะมีลักษณะของต้นทุนจำนวนรวมคงที่ ไม่ว่าปริมาณของกิจกรรมในการผลิตหรือการให้บริการ หรือการกระทำจะมากน้อยเพียงไรก็ตาม นั่นคือ ลักษณะของต้นทุนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณของการผลิตหรือการกระทำกิจกรรมใดใดของกิจการ เช่น ค่าเสื่อมราคาอาคารกิจการ ค่าเช่าอาคารสถานที่ ค่าเบี้ยประกันภัย จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะมีการบริการเป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อมีปริมาณกิจกรรมการผลิตหรือจำนวนครั้งการให้บริการเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลงตามลำดับ ในทางตรงข้ามถ้าปริมาณกิจกรรมการผลิตหรือจำนวนครั้งการให้บริการลดลง ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะสูงขึ้นตามลำดับ เช่น ค่าเช่าเครื่องมืออุปกรณ์การตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวน 10,000 บาท ต่อเดือน (เป็นต้นทุนคงที่รวม ) หากเดือนนั้นกิจการตัดเย็บเสื้อได้ 1 ตัว เท่ากับต้นทุนเสื้อ 10,000 บาทต่อตัว แต่ถ้าเดือนนั้นกิจการตัดเย็บเสื้อได้ 100 ตัว หมายความว่าต้นทุนเสื้อต่อ 1 ตัวเท่ากับ 10,000 หารด้วย 100 ตัว คือ 100 บาท (ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง) เป็นต้น 2) ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ของกิจการ หมายถึง ต้นทุนที่จำนวนรวมมีลักษณะ เปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณของกิจกรรมในการผลิตหรือการกระทำของกิจการ นั่นคือ ลักษณะของต้นทุนผันแปรรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับปริมาณของการผลิตหรือการกระทำกิจกรรมใดใดของกิจการหรือจำนวนครั้งของการให้บริการ เช่น ต้นทุนค่าวัสดุที่ใช้ในการผลิต ค่าแรงงานของพนักงาน เป็นต้น ต้นทุนลักษณะนี้จะมีจำนวนรวมเปลี่ยนแปลงไปเป็นสัดส่วนเดียวกันกับปริมาณของกิจกรรมการผลิตหรือการให้บริการ แต่ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยจะคงที่ไม่ว่าปริมาณการผลิตหรือการให้บริการจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม เนื่องจากเมื่อมีการเพิ่มปริมาณของกิจกรรม ก็จะมีการเพิ่มปริมาณของต้นทุนในสัดส่วนเดียวกันและในทิศทางเดียวกันด้วย เช่น ค่าผ้าไหมเทียมที่ซื้อมาเพื่อตัดเย็บ 1 ชุด ใช้ผ้า 1 หลา ราคาหลาละ 200 บาท (ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) ถ้ากิจการเย็บ 10 ชุด ราคาต้นทุนผ้าไหมเทียมจะเท่ากับ 40,000 บาท (20 ชุด x 200 บาท ) (ต้นทุนผันแปรรวมสูงขึ้น) 3) ต้นทุนผสม (Mixed Cost )ของกิจการ เป็นต้นทุนลักษณะผสมระหว่างต้นทุนคงที่กับ ต้นทุนผันแปร กล่าวคือ ต้นทุนส่วนหนึ่งจะคงที่ไม่ว่าปริมาณของกิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงเป็นเท่าไรก็ตาม ในขณะที่ต้นทุนส่วนหนึ่งจะผันแปรไปตามปริมาณของกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ค่าไฟฟ้า ไม่ว่ากิจการจะดำเนินการหรือไม่ก็ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเป็นจำนวนเงินคงที่จำนวนหนึ่ง (ค่ามิเตอร์ไฟฟ้า) แต่ถ้ากิจการมีการใช้ไฟจำนวนมากขึ้นก็จะมีค่ากระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย (ค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้) หรือ ค่าโทรศัพท์ส่วนที่เป็นค่าบำรุงรักษาต่อเดือนจะคงที่(เช่น โทรศัพท์บ้านเดือนละ 100 บาทเป็นต้นทุนคงที่) ส่วนที่ใช้บริการจะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนครั้งของการใช้บริการ(ค่าโทรศัพท์ครั้งละ 3 บาทเป็นต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) เป็นต้น 2.2 ต้นทุนจำแนกเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมของกิจการ ฝ่ายบริหารของกิจการควรจะทราบถึงลักษณะของต้นทุนเพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมกิจการ ซึ่งสามารถจัดจำแนกได้ดังนี้ 1) ต้นทุนมาตรฐาน (Standard Cost) ของกิจการ หมายถึง ต้นทุนการบริการที่กิจการได้กำหนดขึ้นไว้ล่วงหน้า โดยการวิจัย วิเคราะห์จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับต้นทุน และเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมต้นทุนของกิจการ โดยการเปรียบเทียบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงกับต้นทุนมาตรฐานที่กิจการกำหนดไว้ว่ามีผลแตกต่างเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขผลต่างดังกล่าวต่อไป 2) ต้นทุนตามงบประมาณ (Budgeted Cost) ของกิจการ หมายถึง ต้นทุนที่กิจการได้ประมาณขึ้นล่วงหน้า โดยการประมาณจากข้อมูลในอดีต แล้วพยากรณ์ปรับค่าปัจจุบัน เพื่อกำหนดค่าในอนาคต ถือเป็นต้นทุนที่ใช้เพื่อประโยชน์ในการวางแผนและควบคุมการดำเนินงานของกิจการ 3) ต้นทุนที่ควบคุมได้(Controllable Cost) ของกิจการ เป็นต้นทุนที่ฝ่ายบริหารของ กิจการ สามารถกำหนด เปลี่ยนแปลง และมีอำนาจตัดสินใจในการอนุมัติเพิ่ม ลดได้ ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่อยู่ในความควบคุมของหัวหน้ากิจการนั้นๆ ถือเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ เช่น ค่าใช้จ่ายภายในแผนกบริการซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้จัดการฝ่ายบริการ เป็นต้น ส่วนต้นทุนที่ฝ่ายบริหารของกิจการ ไม่สามารถกำหนด เปลี่ยนแปลง และไม่มีอำนาจตัดสินใจในการอนุมัติเพิ่ม ลดได้ ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่ไม่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายบริหารกิจการนั้นๆ จัดเป็นต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable Cost) เช่น การพิจารณาค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบของฝ่ายการผลิต เพื่อนำมาใช้ในการผลิตของกิจการ ก็จะไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้จัดการฝ่ายบัญชี เป็นต้น การจำแนกต้นทุนลักษณะนี้ก็เพื่อให้กิจการสามารถวัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในแต่ละระดับของกิจการได้ 2.3 ต้นทุนจำแนกเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจตามเกณฑ์อื่นของกิจการ ฝ่ายบริหารของกิจการมีหน้าที่สำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นภายในกิจการ ในการนี้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ของกิจการ ซึ่งนอกจากฝ่ายบริหารจะใช้ข้อมูลด้านต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร หรือต้นทุนอื่น ๆแล้ว ยังมีต้นทุนในลักษณะอื่น ๆที่สำคัญและจำเป็นต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารของกิจการอีก ได้แก่ 1) ต้นทุนทางตรง (Direct Cost) ของกิจการ ได้แก่ ต้นทุนใด ๆที่สามารถระบุได้อย่างง่ายและไม่ยุ่งยากว่าเป็นของ สิ่งที่กำลังต้องการหาต้นทุนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการทราบต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสาขาต่าง ๆ เงินเดือนของผู้จัดการสาขาจะเป็นต้นทุนโดยตรงของสาขาที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการคนนั้น สำหรับธุรกิจกิจการ ต้นทุนทางตรงของกิจการ ได้แก่ ค่าวัถุดิบในการผลิต ค่าแรงงาน เป็นต้น 2) ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Cost) ของกิจการ ได้แก่ ต้นทุนใด ๆ ที่ไม่สามารถระบุได้โดยง่ายหรือมีความยุ่งยากซับซ้อนที่จะระบุว่าเป็นต้นทุนของสิ่งที่กำลังพิจารณาหรือไม่ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนผู้จัดการสาขา เป็นต้นทุนทางอ้อมของการบริการต่าง ๆ เพราะว่าเงินเดือนผู้จัดการสาขา ไม่ได้เกิดจากการบริการอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการดำเนินงานของสาขาโดยรวม การที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่าต้นทุนนั้นเป็นของสิ่งใด ต้นทุนจะต้องเกิดเพราะสิ่งนั้น 3) ต้นทุนส่วนต่าง (Differential Cost) ของกิจการ เป็นการวิเคราะห์จำแนกต้นทุนเพื่อการตัดสินใจเลือกเอาทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งของกิจการ ซึ่งแต่ละทางเลือกมีทั้งต้นทุนและประโยชน์ การจะเลือกทางเลือกใดอยู่ที่การเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนและผลประโยชน์ของแต่ละทางเลือก และเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ถ้าต้นทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละทางเลือกต่างกัน ส่วนแตกต่างนั้น เรียกว่า “ต้นทุนส่วนต่าง” (Differential Cost) ของกิจการ 4) ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของกิจการ เป็นประโยชน์หรือโอกาสสูงสุดที่ไม่ได้รับหรือสูญเสียไป เพราะตัดสินใจเลือกทางเลือกอื่น เช่น ถ้ากิจการเลือกที่จะไม่รับงานขายกระเป๋าหนัง ซึ่งให้ผลตอบแทน 100,000 บาท แต่กิจการเลือกขายรองเท้าหนังเพื่อสุขภาพ ซึ่งให้ผลตอบแทน 200,000 บาท ต้นทุนค่าเสียโอกาสของกิจการ คือ รายได้จำนวน 100,000 บาท ที่กิจการจะไม่ได้รับจากการขายกระเป๋าหนัง เป็นต้น เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในบัญชี แต่ในการตัดสินใจฝ่ายบริหารของกิจการจะต้องนำมาพิจารณาด้วย ทั้งนี้เพราะในการตัดสินใจเกือบทุกทางเลือกมักจะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสประกอบอยู่ด้วยเสมอ 5) ต้นทุนจม (Sunk Cost) ของกิจการ เป็นต้นทุนของกิจการที่ได้เกิดขึ้นแล้ว การตัดสินใจในขณะนี้หรือในอนาคตไม่อาจเปลี่ยนแปลงต้นทุนนี้ได้ ดังนั้นในการตัดสินใจจึงไม่ต้องนำต้นทุนจมมาพิจารณาถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารของกิจการ ทั้งนี้เพราะไม่มีความแตกต่างกันในระหว่างทางเลือก เช่น กิจการได้ซื้ออุปกรณ์มาเครื่องหนึ่ง ราคา 400,000 บาท และได้จ่ายเงินไปแล้ว ต้นทุนค่าซื้ออุปกรณ์ที่ลงทุนไปจำนวน 400,000 บาท นั้นถือเป็นต้นทุนจม กิจการไม่สามารถแก้ไขได้ ต้นทุนของอุปกรณ์นี้จะไม่มีผลในการตัดสินใจแต่อย่างใดในการพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาของอุปกรณ์นี้อีก ต้นทุนจมเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นเนื่องเพราะการกระทำในอดีตจึงไม่ใช่ต้นทุนส่วนแตกต่าง และการตัดสินใจในปัจจุบันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตได้ 6) ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ และต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Avoidable Cost and Unavoidable Cost) ของกิจการ เป็นต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นหากกิจการยกเลิกการผลิตหรือหยุดดำเนินการผลิต จัดเป็น ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น ต้นทุนค่าวัตถุดิบในการผลิต เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต ส่วนต้นทุนที่แม้ว่ากิจการจะยกเลิกการผลิตแล้วก็ตาม แต่กิจการก็ยังคงต้องจ่าย เช่น ค่าเบี้ยประกันภัยอาคารสำนักงานส่วนกลาง เป็นต้น ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มักเป็นต้นทุนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิต หรือเป็น ต้นทุนคงที่ที่ฝ่ายผลิตได้รับการจัดสรรปันส่วนมาจากส่วนกลาง

275 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.