(ภาษาไทย) การจัดการเงินทุนหมุนเวียนเบื้องต้น

การจัดการเงินทุนหมุนเวียนเบื้องต้น กิจการจำเป็นที่จะต้องวางแผนและตัดสินใจการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน รวมทั้งจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน ทำให้ผู้บริหารต้องเข้าใจเกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียน โดยในเรื่องนี้จะพิจารณาภาพรวมพื้นฐานเกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียนพอสังเขป ซึ่งประกอบด้วย 1) ความหมายของเงินทุนหมุนเวียน 2) วัตถุประสงค์ของการจัดการเงินทุนหมุนเวียน 3) ปัจจัยในการกำหนดปริมาณของเงินทุนหมุนเวียน และ 4) ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนกับความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยง โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ความหมายของเงินทุนหมุนเวียน การจัดการเงินทุนหมุนเวียนมี 2 ความหมายที่สำคัญ ดังนี้
  1. เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) หรือ สินทรัพย์หมุนเวียนรวม คือ การลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งสินทรัพย์หมุนเวียนสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในหนึ่งปี สินทรัพย์หมุนเวียนโดยทั่วไปจะประกอบด้วย เงินสด หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด ลูกหนี้การค้า และสินทรัพย์คงเหลือ โดยเงินทุนหมุนเวียนสามารถเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงานและเพิ่มกำไรให้แก่กิจการ
  2. เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net Working Capital: NWC) คือ ผลต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งหนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้สินระยะสั้นเป็นแหล่งที่มาของเงินทุนที่กิจการจะชำระหนี้คืนภายในหนึ่งปี หนี้สินหมุนเวียนโดยทั่วไปจะประกอบด้วย เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และเงินกู้ระยะสั้น โดยเงินทุนหมุนเวียนสุทธิสามารถเขียนเป็นสูตรการคำนวณได้ดังนี้
เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ = สินทรัพย์หมุนเวียน – หนี้สินหมุนเวียน เงินทุนหมุนเวียนสุทธิสามารถแบ่งได้ 3 กรณี ดังนี้
  1. เงินทุนหมุนเวียนสุทธิเป็นศูนย์ เกิดจากกิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเท่ากับหนี้สินหมุนเวียน แสดงว่ากิจการมีสภาพคล่องปานกลางและความเสี่ยงปานกลาง โดยสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการทั้งหมดใช้เงินทุนจากแหล่งเงินทุนระยะสั้น
  2. เงินทุนหมุนเวียนสุทธิที่มีค่าเป็นบวก เกิดจากกิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน แสดงว่า กิจการมีสภาพคล่องสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ โดยหนี้สินหมุนเวียนที่นำมาลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนนั้นยังไม่เพียงพอ กิจการจำเป็นที่จะต้องหาเงินทุนระยะยาวในจำนวนที่เท่ากับผลต่างนั้นมาลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน
  3. ถ้าเงินทุนหมุนเวียนสุทธิมีค่าติดลบ เกิดจากกิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน แสดงว่า กิจการมีสภาพคล่องต่ำแต่ความเสี่ยงสูง กิจการมีหนี้สินหมุนเวียนส่วนเกินจากการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน กิจการจึงสามารถชำระคืนหนี้สินหมุนเวียนที่เหลือนี้หรือนำหนี้สินหมุนเวียนที่เหลือนี้ไปลงทุนต่อเพื่อเพิ่มผลตอบแทนแก่กิจการต่อไป
การจัดการเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital Management) คือ การตัดสินใจเกี่ยวกับสัดส่วนและระดับปริมาณการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนแต่ละรายการ รวมทั้งจัดหาแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะมาลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนนั้นๆในระดับที่เหมาะสม วัตถุประสงค์ของการจัดการเงินทุนหมุนเวียน             ในการจัดการเงินทุนหมุนเวียนมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
  1. สภาพคล่องในการดำเนินงาน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนจะถูกนำมาใช้ในการดำเนินงานของกิจการ ถ้ากิจการขาดแคลนสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด เป็นต้น ก็จะทำให้กิจการไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา และยังประสบปัญหาทางการเงินในการดำเนินงานของกิจการในแต่ละวันจนอาจต้องล้มละลายได้ในที่สุด
  2. การเพิ่มมูลค่าของกิจการสูงสุด โดยกิจการพยายามลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินความจำเป็นในการดำเนินงาน ซึ่งจะทำให้กิจการถือครองสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างคุ้มค่าและเพิ่มมูลค่าให้แก่กิจการสุงสุด ตัวอย่างเช่น กิจการมีเงินสดเพียงพอต่อการดำเนินงาน เงินสดส่วนเกินก็นำไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำไรแก่กิจการ นอกจากนี้กิจการยังมีสินค้าคงเหลือไม่มากเกินความจำเป็น และสามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งกิจการสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆในการดำเนินงาน และหากจำเป็นต้องจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติมกิจการก็สามารถหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำได้ เป็นต้น ดังนั้น การจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเพิ่มกำไรและมูลค่าของกิจการ
ปัจจัยในการกำหนดปริมาณของเงินทุนหมุนเวียน ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนของกิจการถูกกำหนดจากปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้
  1. ยอดขายของกิจการ กิจการที่มียอดขายสูง ย่อมมีแนวโน้มที่จะต้องการเงินทุนหมุนเวียนสูงในการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ เป็นต้น
  1. ลักษณะการดำเนินงานของกิจการ เช่น ประเภทของกิจการ ชนิดของสินค้าที่กิจการขาย นโยบายสินเชื่อและนโยบายสินค้าคงเหลือของกิจการ เป็นต้น กิจการที่มีลักษณะการดำเนินงานแตกต่างกันจะมีปริมาณเงินทุนหมุนเวียนแตกต่างกัน
  2. ความสามารถในการหาเงินทุน กิจการจำเป็นต้องหาเงินทุนเพื่อนำมาใช้ยามจำเป็น ถ้ากิจการสามารถหาเงินทุนได้ง่าย กิจการก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในปริมาณสูง
  3.  ทัศนคติต่อกำไร ทัศนคติของผู้บริหารที่ต้องการกำไรสูง กล้าได้กล้าเสีย จะมีเงินทุนหมุนเวียนปริมาณไม่มากนัก อาจจะมีเพียงเงินทุนหมุนเวียนขั้นต่ำเพื่อให้ในการดำเนินงาน แต่ลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ส่วนทัศนคติของผู้บริหารที่ต้องการสภาพคล่องในการดำเนินงานสูง จะมีปริมาณเงินทุนหมุนเวียนปริมาณมาก โดยยอมลดความสามารถในการทำกำไรของกิจการลง และรับภาระการจ่ายดอกเบี้ยหากกิจการมีการกู้ยืมเพื่อมาลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียน
  4.  ทัศนคติต่อความเสี่ยง ผู้บริหารควรตระหนักว่า ยิ่งกิจการมีเงินทุนหมุนเวียนโดยเฉพาะเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดมาก ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการผิดนัดชำระหนี้จะยิ่งน้อย แต่จะส่งผลให้ความสามารถในการกำไรของกิจการลดน้อยลง ในทางตรงข้าม หากผู้บริหารยอมรับความเสี่ยงได้สูงก็จะจัดให้มีเงินทุนหมุนเวียนในปริมาณที่ต่ำและส่งผลให้กิจการมีกำไรเพิ่มขึ้น
  5.  สภาพตลาดและการแข่งขันทางธุรกิจ เมื่อตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้กิจการมีแนวโน้มที่จะใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อทำการตลาดและจูงใจลูกค้า เมื่อเทียบกับสภาพการแข่งขันที่ไม่รุนแรง
ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนกับความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยง กิจการจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงในการดำเนินกิจการ โดยความสามารถในการทำกำไรในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และต้นทุนจากการใช้สินทรัพย์ของกิจการทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน โดยกำไรของกิจการสามารถเพิ่มได้จาก 1) การเพิ่มขึ้นของรายได้ และ 2) การลดลงของค่าใช้จ่าย ส่วนความเสี่ยงในเรื่องนี้จะเน้นที่ความเสี่ยงของการจัดการหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่กิจการจะผิดนัดชำระหนี้ที่ครบกำหนด หรือ ความเสี่ยงที่กิจการจะล้มละลาย นั่นเอง ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของกิจการ โดยทั่วไป กิจการที่มีเงินทุนหมุนเวียนปริมาณมากมักจะมีความเสี่ยงและมีความสามารถในการทำกำไรต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกิจการที่มีเงินทุนหมุนเวียนปริมาณน้อย หรือจะกล่าวอีกทางหนึ่งว่า กิจการยิ่งมีเงินทุนหมุนเวียนมาก กิจการก็จะยิ่งมีสภาพคล่องมาก จึงทำให้กิจการมีความเสี่ยงที่จะล้มละลายน้อยลง และความสามารถในการทำกำไรของกิจการลดลง การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินทุนหมุนเวียนจะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงของกิจการ โดยการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินทุนหมุนเวียนมักจะเกิดจากต้นเหตุ 2 ประการ คือ 1) การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินทรัพย์หมุนเวียน และ 2) การเปลี่ยนแปลงของปริมาณหนี้สินหมุนเวียน ดังนี้
  1. การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินทรัพย์หมุนเวียน สามารถส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงของกิจการ ซึ่งสามารถแสดงด้วยอัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมด โดยอัตราส่วนนี้จะชี้ให้เห็นเปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงสมมติให้ปริมาณสินทรัพย์ทั้งหมดคงที่ และเปลี่ยนแปลงเฉพาะปริมาณสินทรัพย์หมุนเวียน เพื่อดูผลกระทบด้านความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงของกิจการจากปริมาณสินทรัพย์หมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อพิจารณาด้านความสามารถในการทำกำไร การที่กิจการมีปริมาณสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น อัตราส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำไรของกิจการให้ลดลง โดยการลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมักจะทำให้กิจการได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพราะสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ เป็นต้น เป็นเงินจมแทบจะไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนแก่กิจการหรือให้ผลตอบแทนที่น้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนในเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตหรือการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า สินทรัพย์หมุนเวียนจึงเพิ่มมูลค่าให้แก่กิจการน้อยกว่าสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เมื่อพิจารณาด้านความเสี่ยง การที่อัตราส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงของกิจการลดลง เพราะการเพิ่มปริมาณของสินทรัพย์หมุนเวียนทำให้กิจการมีเงินทุนหมุนเวียนสุทธิเพิ่มขึ้น กิจการจึงมีสภาพคล่องมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะล้มละลายของกิจการลง ทั้งนี้ เมื่อดูรายละเอียดของสินทรัพย์ทั้งหมดจากงบแสดงฐานะทางการเงิน พบว่า เงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นจากการลงทุนในลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตามลำดับ โดยสรุปก็คือ กิจการที่ถือครองสินทรัพย์หมุนเวียนมาก แม้ว่าจะทำให้กิจการมีความสามารถในการทำกำไรต่ำลง แต่กิจการจะมีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำ ในทางตรงกันข้าม การที่กิจการถือครองสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของกิจการ และเพิ่มความเสี่ยงให้แก่กิจการเพราะสภาพคล่องของกิจการลดลง
  1. การเปลี่ยนแปลงของปริมาณหนี้สินหมุนเวียน สามารถส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงของกิจการ ซึ่งสามารถแสดงด้วยอัตราส่วนหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมด โดยอัตราส่วนนี้จะชี้ให้เห็นเปอร์เซ็นต์ของหนี้สินหมุนเวียนที่นำมาลงทุนในสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงสมมติให้ปริมาณสินทรัพย์ทั้งหมดคงที่ และเปลี่ยนแปลงเฉพาะปริมาณหนี้สินหมุนเวียน เพื่อดูผลกระทบด้านความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงของกิจการจากปริมาณหนี้สินหมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อพิจารณาด้านความสามารถในการทำกำไร จากอัตราส่วนของหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดในตารางที่ 1 เมื่อกิจการมีหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราส่วนของหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำไรของกิจการให้เพิ่มขึ้น เนื่องจากในการกู้ของกิจการใดกิจการหนึ่งนั้นหนี้สินหมุนเวียนมักจะมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าหนี้สินระยะยาว เพราะผู้ให้กู้จะได้รับเงินคืนในช่วงเวลาอันใกล้ รวมทั้งค่าเสียโอกาสจากการให้ยืมเงินกู้ในช่วงระยะเวลาสั้นมีน้อย ทำให้โดยทั่วไปผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยจากการกู้ยืมระยะสั้นต่ำกว่าการกู้ยืมระยะยาว หนี้สินหมุนเวียนจึงมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าหนี้สินระยะยาว เมื่อพิจารณาด้านความเสี่ยง การที่อัตราส่วนหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดเพิ่มขึ้น กิจการจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะกิจการมีภาระหนี้ที่จะถึงกำหนดชำระภายในระยะเวลาอันใกล้จำนวนเพิ่มขึ้น กิจการจึงอาจมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ในระยะเวลาอันสั้นสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้กิจการขาดสภาพคล่องและนำไปสู่การล้มละลายของกิจการได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อกิจการมีเงินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ กิจการสามารถหาแหล่งเงินกู้ใหม่หรือต่อสัญญากู้เดิมไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากิจการมีภาระผูกพันทางการเงินสูงอยู่แล้วก็จะทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยากขึ้น โดยสรุปคือ แม้ว่าการที่กิจการมีหนี้สินหมุนเวียนจำนวนมากจะทำให้กิจการมีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่กิจการก็สามารถนำหนี้สินนั้นไปลงทุนเพื่อเพิ่มกำไรได้มากขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อกิจการมีหนี้สินหมุนเวียนลดลง ทำให้อัตราส่วนของหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งหมดลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของกิจการให้ลดลง และความเสี่ยงของกิจการก็ลดลงด้วย ดังนั้น ในการ กำหนดปริมาณเงินทุนหมุนเวียน ผู้บริหารจึงต้องเปรียบเทียบระหว่างความสามารถในการทำกำไรและความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้กิจการสามารถมีกำไรและเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงาน เพื่อให้กิจการสามารถอยู่รอดได้ นั่นเอง เอกสารอ้างอิง ธนพร สวรรค์พิทักษ์ (2558) “หน่วยที่ 12 การจัดการสินทรัพย์หมุนเวียน” ในเอกสารการสอนชุดวิชา          เศรษฐศาสตร์             ธุรกิจและการเงินธุรกิจ นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์. (2536). เทคนิคการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธรรมนิติ Brigham, Eugene F. and Houston, Joel F. (1998). Fundamentals of financial management (8th ed.). Orlando: The Dryden Press. Emery, Douglas R., Finnerty, John D. and Stowe, John D.. (2004). Corporate financial management.          (2nd ed.), New Jersey: Prentice-Hall International. Gitman, Lawrence J., Juchau, Roger H. and Flanagan, Jack. (2005). Principles of managerial finance (4th ed.). Australia: Pearson Education, Inc. Hampton, John J. (1989) Financial decision making: concepts, problems, and cases (4th ed.). New             Jersey: Prentice-Hall, Inc.        

939 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.