(ภาษาไทย) แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการลูกหนี้การค้า

แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการลูกหนี้การค้า ลูกหนี้การค้าเป็นรายการทางการเงินที่มีสภาพคล่องรองจากเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด ทำให้ลูกหนี้การค้ามีความสำคัญต่อการดำเนินงานของกิจการ โดยเรื่องนี้จะศึกษาเกี่ยวกับลูกหนี้การค้า ดังนี้ 1) ความหมายของลูกหนี้การค้า 2) วัตถุประสงค์ของการจัดการลูกหนี้การค้า 3) ค่าใช้จ่ายในการจัดการลูกหนี้การค้า และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อขนาดของลูกหนี้การค้า ความหมายของลูกหนี้การค้า ลูกหนี้การค้า หมายถึง ลูกหนี้ที่ค้างชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการที่กิจการได้ขายหรือให้บริการในการดำเนินงานตามปกติ วัตถุประสงค์ของการจัดการลูกหนี้การค้า ลูกหนี้การค้าสามารถเพิ่มกำไรของกิจการได้จากยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะลูกค้าที่ยังไม่มีเงินสดเพียงพอในขณะนั้นมักจะไม่สามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ ยอดขายของกิจการก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าลูกค้าสามารถซื้อเชื่อได้จะทำให้กิจการเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ รวมทั้งทำให้กิจการสามารถระบายสินค้าคงเหลือและลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าได้ อย่างไรก็ตาม กิจการควรตระหนักว่า การเพิ่มลูกหนี้การค้าอาจจะทำให้กิจการเกิดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้และเกิดหนี้สูญ กิจการจึงไม่ได้รับเงินสดตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ ส่งผลต่อสภาพคล่องในการดำเนินงานลดลงและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจของกิจการที่จะนำเงินสดที่ได้จากการรับชำระหนี้ของลูกหนี้การค้าไปลงทุนหากำไรต่อ การจัดการลูกหนี้การค้ามีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ
  1. เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในแก่กิจการ เนื่องจากลูกหนี้การค้าสามารถเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสดเมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ และช่วยให้กิจการสามารถระบายสินค้าคงเหลือจากยอดขายเชื่อที่เพิ่มขึ้น
  2. เพื่อเพิ่มกำไรในการดำเนินงานของกิจการ การกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายในการจัดการลูกหนี้การค้า เช่น นโยบายการให้สินเชื่อและนโยบายการเรียกเก็บหนี้ เป็นต้น ส่งผลต่อกำไรในการดำเนินงานของกิจการ โดยกิจการจะยอมรับการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้การค้าเมื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น กิจการจึงสามารถเพิ่มกำไรในการดำเนินงาน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายการให้สินเชื่อ กิจการจะมีรายได้ส่วนเพิ่มจากยอดขายเชื่อที่เพิ่มขึ้น และกิจการจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม เช่น ค่าเสียโอกาสของเงินทุนเพื่อเพิ่มลูกหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์สินเชื่อและติดตามลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ส่วนการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเรียกเก็บหนี้ กิจการจะมีรายได้ส่วนเพิ่ม เช่น การลดลงของหนี้สูญ และรายได้ที่เกิดจากการเก็บเงินจากลูกหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งกิจการสามารถนำเงินที่เก็บหนี้ได้นี้ไปหาประโยชน์เพื่อเพิ่มรายได้ เป็นต้น ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากการเก็บหนี้วิธีต่างๆ เช่น การใช้พนักงานไปเก็บเงินยังที่ทำการของลูกค้า การใช้บริษัททวงหนี้ เป็นต้น ดังนั้นหากกิจการจะกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อจัดการลูกหนี้การค้า กิจการควรเปรียบเทียบรายได้ส่วนเพิ่ม (Marginal Revenue: MR) และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Marginal Cost: MC) โดยถ้ารายได้ส่วนเพิ่มมากกว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (MR>MC) แสดงว่า กิจการมีกำไรส่วนเพิ่ม (Marginal Profit: MP) นั่นคือ กิจการมี MP>0 กิจการก็ควรใช้นโยบายการให้สินเชื่อหรือนโยบายการเรียกเก็บหนี้ใหม่ นั่นเอง ในกรณีที่รายได้ส่วนเพิ่มเท่ากับค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม กิจการก็อาจตัดสินใจยอมรับการเพิ่มของยอดลูกหนี้ก็ได้ โดยกิจการจะมียอดขายเพิ่มขึ้นและมีกำไรทั้งสิ้นเท่าเดิม การจัดการลูกหนี้การค้าอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้กิจการมีระดับลูกหนี้การค้าที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้กิจการสามารถทำกำไรได้สูงสุด และยังมีสภาพคล่องในการดำเนินงาน กิจการจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงจากการมีลูกหนี้การค้า กำหนดนโยบายการให้สินเชื่อและนโยบายการเรียกเก็บหนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจของผู้บริหาร รวมทั้งติดตามและควบคุมลูกหนี้การค้า เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา ไม่เกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ ค่าใช้จ่ายในการจัดการลูกหนี้การค้า             ในการจัดการลูกหนี้การค้า กิจการมีค่าใช้จ่ายที่สำคัญ ได้แก่
  1. การจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับลูกหนี้การค้า การที่กิจการมีลูกหนี้การค้านั้นทำให้กิจการจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุน เช่น หนี้สิน หรือกำไรสะสม เป็นต้น เพื่อใช้ในการจัดการลูกหนี้การค้า อย่างไรก็ตาม กิจการควรคำนึงถึงต้นทุนเงินทุนและค่าเสียโอกาสในการลงทุนด้วย
  2. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เมื่อกิจการมีลูกหนี้การค้าเกิดขึ้น ทำให้กิจการต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกิดขึ้น เช่น การจัดทำบันทึกรายการยอดขายเชื่อ รายการชำระหนี้ของลูกค้า ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบข้อมูล และเงินเดือนของพนักงานในแผนกสินเชื่อ เป็นต้น
  3. ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเงิน เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้การค้า ทำให้กิจการต้องพยายามให้ลูกหนี้การค้าจ่ายชำระหนี้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน โดยใช้วีธีการได้หลายวิธี เช่น การจ้างบริษัททวงหนี้ การส่งจดหมายหรือข้อความทางโทรศัพท์เพื่อเตือนการชำระหนี้ เป็นต้น
  4. การขาดทุนจากหนี้สูญ เกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้การค้าถูกตัดสินให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือกิจการแน่ใจแล้วว่าลูกหนี้การค้าไม่มีทางจ่ายหนี้ที่ค้างชำระได้ เช่น ลูกหนี้หนี้ไปต่างประเทศ เป็นต้น ทำให้กิจการขาดทุนจากหนี้สูญที่ลูกหนี้ไม่ชำระดังกล่าว
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อขนาดของลูกหนี้การค้า ขนาดของลูกหนี้การค้าแต่ละกิจการนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้ (Keown, Martin, Petty and Scott, 2005, p.708)
  1. เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเชื่อต่อยอดขายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับการมีลูกหนี้การค้าของกิจการ โดยจะเห็นว่า การตัดสินใจของผู้บริหารการเงินไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมปัจจัยนี้ได้เลย แต่ลักษณะของกิจการและโครงสร้างของอุตสาหกรรมจะเป็นตัวกำหนดปริมาณยอดขายเชื่อและยอดขายเงินสดของกิจการเอง เช่น กิจการที่ขายของชำมีแนวโน้มที่จะขายด้วยเงินสด หรือถ้าบางกิจการที่ขายของชำมีการอนุญาตให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิต ทางกิจการก็จะได้รับเงินสดทันทีจากบริษัทบัตรเครดิต ขณะที่กิจการก่อสร้างส่วนใหญ่นิยมขายเชื่อ เป็นต้น ดังนั้น ลักษณะของกิจการเป็นปัจจัยที่กำหนดปริมาณยอดขายเชื่อ
  2. ระดับยอดขาย ยิ่งยอดขายมาก ส่งผลให้ปริมาณลูกหนี้การค้ามากขึ้นโดยเฉพาะช่วงเทศกาล หรือการเติบโตอย่างถาวรของกิจการจะทำให้ระดับการลงทุนในลูกหนี้การค้าสูงขึ้น ซึ่งการตัดสินใจของผู้บริหารการเงินไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมปัจจัยนี้ได้อีกเช่นกัน
  3. นโยบายการให้สินเชื่อและนโยบายการเรียกเก็บหนี้ โดยผู้บริหารการเงินสามารถตัดสินใจได้จากการกำหนดมาตรฐานสินเชื่อ เงื่อนไขสินเชื่อ (ระยะเวลาของสินเชื่อและต้นทุนส่วนลดเงินสด) และความพยายามในการเก็บเงิน ซึ่งการตัดสินใจด้านนโยบายข้างต้นมีผลกระทบทางอ้อมต่ออัตราส่วนของยอดขายเชื่อต่อยอดขายทั้งหมดและการเปลี่ยนแปลงในระดับยอดขาย ซึ่งกิจการควรคำนึงถึงกระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียนของกิจการประกอบการตัดสินใจ
เอกสารอ้างอิง ธนพร สวรรค์พิทักษ์ (2558) “หน่วยที่ 12 การจัดการสินทรัพย์หมุนเวียน” ในเอกสารการสอนชุดวิชา      เศรษฐศาสตร์             ธุรกิจและการเงินธุรกิจ นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฏ์. (2536). Brigham, Eugene F. and Houston, Joel F. (1998). Fundamentals of financial management (8th ed.). Orlando: The Dryden Press. Keown ,Arthur J., Martin, John D., Petty, J. William and Scott, David F., Jr. (2005). Financial         management: principles and applications. (10th ed.), New Jersey: Pearson Education    International. Weston, J. Fred, Besley, Scott and Brigham, Eugene F. (1996). Essentials of managerial finance. (11th ed.), Orlando: The Dryden Press.

1,380 total views, 1 views today

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.