รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม

(ภาษาไทย) ข้อพิจารณาในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างเพื่ออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การใช้วัสดุก่อสร้างเพื่อให้อาคารเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น ประกอบด้วยการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นการเลือกใช้วัสดุที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นถูกนำมาพิจารณาตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์หรือวัสดุก่อสร้างนั้น (Spiegel and Meadows, 1999) ข้อมูลที่ได้จากบทความของ Lynn Froeschle เรื่อง Environmental Assessment and Specification of Green Building Materials ที่จัดพิมพ์สำหรับสมาชิกของ Construction Specification Institute (CSI) นั้นกล่าวว่า ในการเลือกวัสดุก่อสร้างเพื่ออาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น มีข้อพิจารณา 5 ประการด้วยกันคือ ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร (Resource Efficiency) คุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ) ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) การอนุรักษ์และสงวนรักษาทรัพยากรน้ำ (Water Conservation) ความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Affordability)   ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การใช้ทรัพยากรประเภทวัสดุก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมีการใช้ประโยชน์วัสดุก่อสร้างตามเงื่อนไขต่างๆ ดังต่อไปนี้ วัสดุก่อสร้างที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นวัสดุรีไซเคิล หรือมีส่วนประกอบของวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง และวัสดุหรือของเสียที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม วัสดุที่เกิดขึ้นจากวิธีการหรือกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงแนวคิดเรื่องสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน […]

204 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) วัสดุก่อสร้างกับอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลภาวะของโลกนับเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงในทุกวงการ หลายองค์การและหลายหน่วยงานต่างก็จัดให้มีการรณรงค์และร่วมกันหาแนวทางที่จะลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ ในส่วนของวงการก่อสร้างก็เช่นกัน มีความพยายามในการหาแนวทางทำให้อาคารซึ่งถือเป็นผลผลิตสำคัญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการออกแบบและก่อสร้างนั้น เป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building) หมายถึง อาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบก่อสร้าง ปรับปรุง หรือดำเนินการใช้งาน หรือนำกลับมาปรับปรุงให้ใช้งานได้ใหม่ในลักษณะที่คำนึงถึงสภาพทางธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา รวมทั้งมีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด อาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นได้รับการออกแบบโดยมีเป้าหมายในการทำให้ผู้ใช้อาคารมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานของพนักงาน (กรณีเป็นอาคารสำนักงาน) มีการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และการใช้ทรัพยากรอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม (ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม, 2549) การดำเนินการเพื่อให้อาคารเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น มีแนวทางการดำเนินการได้ 2 แนวทางคือ การปรับปรุงในเชิงระบบ (Systematic Improvement) โดยเป็นแนวทางที่ใช้วิธีการปรับปรุงในภาพรวมของกระบวนการก่อสร้าง และการปรับปรุงเชิงผลิตภัณฑ์ (Product Improvement) เป็นการปรับปรุงที่ผลิตภัณฑ์โดยวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือวัสดุก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกล่าวละเอียดต่อไปในบทความนี้ โดยภาพรวมแล้วในแต่ละปีจะมีปริมาณการใช้วัสดุในงานก่อสร้างอาคารถึง 3 พันล้านตัน หรือคิดเป็นประมาณ 40% ของปริมาณการใช้วัสดุของโลก (Roodman and Lenssen, 1995) การใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นจึงเป็นการอนุรักษ์ให้เกิดมีการนำวัสดุก่อสร้างหรือทรัพยากรมาใช้ใหม่ หรือเป็นการคิดค้นวัสดุใหม่เพื่อทดแทนวัสดุเดิมที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่เกิดจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทั้งในขั้นตอนการกำจัดออกหรือสกัดออก […]

520 total views, 4 views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) หลักการจัดพื้นที่สำหรับเด็ก

การจัดพื้นที่สำหรับเด็กมีหลักการที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรคำนึงถึง ดังนี้ การสำรวจและควบคุมปัจจัยเสี่ยง สิ่งสำคัญสำหรับการจัดสภาพแวดล้อมให้กับเด็กเล็กก็คือการจัดพื้นที่ให้เด็กใช้งานได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงควรสำรวจหาสิ่งหรือปัจจัยที่อาจเป็นเหตุทำให้เด็กต้องมีความเสี่ยงภัยทั้งภายในบ้านและรอบๆ บ้าน โดยเฉพาะในระดับสายตาเด็ก เมื่อพบว่ามีตำแหน่งใดที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กก็ควรหาทางควบคุมและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็ก เช่น ปลั๊กไฟที่อยู่ในระดับสายตาเด็กควรเลือกแบบปลั๊กที่มีที่ปิดโดยเฉพาะ หรือหากติดตั้งปลั๊กแบบเปิดไว้แล้วก็อาจจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ปิดรูปลั๊กไฟเพื่อกันไม่ให้เด็กเอานิ้วแหย่เข้าไป (ดังภาพที่ 1)   ก.ปลั๊กที่ออกแบบมาสำหรับป้องกันอันตรายแก่เด็กโดยเฉพาะ   ข.ตัวอย่างอุปกรณ์ปิดรูปลั๊กไฟเพื่อป้องกันอันตรายแก่เด็กเล็ก ภาพที่ 1  ตัวอย่างอุปกรณ์เกี่ยวกับปลั๊กไฟเพื่อป้องกันอันตรายแก่เด็กเล็ก ที่มา: ก. http://www.naibann.com/wp-content/uploads/2013/11/cover-dr.jpg สืบค้นเมื่อ 12พฤศจิกายน 2558 ข. http://www.lovelykidsthai.com/catalog/SE013_2.jpg  สืบค้นเมื่อ 12พฤศจิกายน 2558   สำหรับบริเวณที่เป็นประตูหรือผนังที่เป็นกระจกใส พ่อแม่ผู้ปกครองอาจใช้วิธีป้องกันด้วยการติดสติกเกอร์หรือจัดหาชั้นวางของหรือเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ มากั้นขวางไว้ เพื่อเป็นการเตือนเด็กไม่ให้เดินชน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นรอบๆ ตัวบ้าน เช่น สนามหญ้าหน้าบ้าน บ่อเลี้ยงปลา ก็อาจจำเป็นต้องทำรั้วเตี้ยๆ เพื่อกั้นไม่ให้เด็กตกลงไปในบ่อได้ เป็นต้น การออกแบบพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ การออกแบบพื้นที่ที่สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสให้เกิดการเรียนรู้ พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านไว้สำหรับเด็ก อาจใช้สีสดใสบ้างแต่ต้องมีปริมาณพอเหมาะไม่มากจนเกินไป จัดเตรียมของเล่นประเภทต่างๆ เช่น ไม้บล็อก ตุ๊กตา อุปกรณ์วาดภาพระบายสี หรือของเล่นต่างๆ ไว้ให้เด็ก […]

158 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) การต่อเติมหรือดัดแปลงบ้านให้เป็นห้องเด็ก

ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องมีการวางแผนและดำเนินการจัดการเป็นขั้นตอนการทำงาน ดังนี้คือ การวางแผนการทำงาน นับเป็นงานแรกและงานสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้กำหนดแผนว่าจะให้ใครเป็นคนทำงานนี้ ทำเมื่อไร ทำอย่างไร ใช้เวลานานเท่าใด และมีงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดพื้นที่สำหรับเด็กนี้จำนวนเท่าใด การวิเคราะห์และกำหนดแนวคิดในการออกแบบ ขั้นตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องวิเคราะห์ว่าขอบเขตพื้นที่สำหรับเด็กที่ตนเองต้องการนั้นเป็นอย่างไร จะดำเนินการครั้งเดียวจนเสร็จ หรือจะแบ่งส่วนดำเนินการตามความสามารถหรือความพร้อมทั้งด้านทุนทรัพย์และด้านแรงงาน ควรจะทำอะไรก่อนหลัง โดยกำหนดเป็นกรอบแนวคิดเบื้องต้นไว้สำหรับให้ผู้ออกแบบนำไปดำเนินการต่อ โดยอาจศึกษารวบรวมข้อมูลและแนวคิดจากหนังสือ นิตยสาร วารสาร เว็บไซต์ หรือจากการแนะนำของเพื่อนหรือญาติที่มีประสบการณ์ในการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านสำหรับลูก เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และนำไปถ่ายทอดให้กับสถาปนิกหรือผู้ออกแบบ ได้ดำเนินการออกแบบให้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพ ในการทำงานด้านการออกแบบจัดสภาพแวดล้อมหรือพื้นที่สำหรับเด็กนั้น บางครั้งพ่อแม่ผู้ปกครองอาจดำเนินการด้วยตนเอง แต่ในบางครั้งการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้ว่าสิ่งที่ดำเนินการไป ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่จำเป็นต้องมีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านโครงสร้างของอาคารนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้าน การจัดสรรงาน เมื่อกำหนดแผนการลงมือทำงาน พ่อแม่ผู้ปกครองอาจต้องตัดสินใจว่างานใดจะทำเอง หรืองานใดจะมอบให้ใครทำ งานขั้นใดที่สามารถจัดการด้วยตนเองได้ งานขั้นใดที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการ การจัดเตรียมงบประมาณ เมื่อตัดสินใจว่าจะดำเนินการแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะต้องมีการจัดเตรียมงบประมาณไว้ใช้สำหรับโครงการนี้ โดยอาจจัดสรรมาจากเงินออม หรืออาจเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน หรือจากแหล่งต่างๆ การจัดหาผู้รับเหมา การจัดหาผู้รับเหมาที่จะทำงานก่อสร้างและตกแต่งภายในพื้นที่นั้นส่วนใหญ่จะได้จากการพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาของผู้รับเหมา ซึ่งอาจได้จากการแนะนำของเพื่อนหรือสอบถามจากผู้ที่เคยใช้บริการของผู้รับเหมารายที่ทำงานประเภทเดียวหรือใกล้เคียงกับงานที่กำลังจะว่าจ้างให้ทำ โดยประเด็นที่ควรสอบถามคือ ความพึงพอใจในผลงานของผู้รับเหมา ระยะเวลาในการทำงาน การตรงต่อเวลาในการทำงาน คุณภาพของผลงานที่เรียบร้อยและได้มาตรฐาน การทำงานอยู่ในงบประมาณที่ตกลงกันไว้ ความน่าเชื่อถือ สามารถทำงานได้จนแล้วเสร็จ ลักษณะการทำงาน การยอมรับในข้อตำหนิ […]

162 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) ปัจจัยสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมในบ้าน

โดยทั่วไปการจัดสภาพแวดล้อมในบ้านควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ดังนี้ ความเป็นสัดส่วน บ้านเป็นสถานที่ที่ควรมีความเป็นสัดส่วน โดยควรมีการจัดเนื้อที่ใช้สอยภายในบ้านให้เหมาะสมกับกิจกรรมเพราะกิจกรรมแต่ละกิจกรรมต่างมีความต้องการพื้นที่ใช้งานที่มีลักษณะต่างกัน การจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนสามารถลดปัญหาขัดแย้งระหว่างการทำกิจกรรมแต่ละกิจกรรมภายในบ้านได้ ควรแยกกิจกรรมที่ต้องการความสงบ เช่น การนอน การพักผ่อน หรือการทำการบ้านของเด็ก ออกจากกิจกรรมที่อาจมีเสียงดัง เช่น การฟังเพลง การดูโทรทัศน์ การรับประทานอาหาร การทำครัว และการสังสรรค์ เป็นต้น ทั้งนี้บ้านที่น่าอยู่จำเป็นต้องมีพื้นที่ที่ให้ทุกคนสามารถหาความสุขสงบเป็นส่วนตัว มีความเป็นสัดส่วนปราศจากการรบกวนจากภายนอกได้ ซึ่งความเป็นสัดส่วนนี้จะส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกภายในบ้าน ความสะดวก บ้านต้องมีความสะดวกคือสะดวกสำหรับผู้อยู่อาศัยในการทำกิจกรรมทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งโดยทั่วไปความสะดวกเกิดขึ้นได้จากการเลือกทำเลที่ตั้งบ้านอย่างเหมาะสม การเลือกใช้เครื่องเรือนหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ง่ายต่อการดูแล การแบ่งเนื้อที่และจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ ภายในบ้านและให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ความสบาย บ้านต้องอยู่แล้วมีความสบาย ถูกสุขลักษณะ ต้องทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความสบายกาย สบายตา และสบายใจได้ในเวลาเดียวกัน มีการระบายและถ่ายเทอากาศได้ดี มีความสะอาดทั้งภายในบ้านและบริเวณบ้าน มีประตูหน้าต่างที่ได้สัดส่วนอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการรับลมและถ่ายเทอากาศ มีความสงบเงียบ วางตัวบ้านให้เหมาะกับทิศทางของแดดและลม ซึ่งความสบายที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย การจัดแสงสว่าง การปรับอากาศ การระบายอากาศ และการป้องกันเสียง 3.1 การจัดแสงสว่าง หากมีการจัดให้ทุกพื้นที่ของบ้านให้ได้รับแสงธรรมชาติ ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศน่าสบาย แสงธรรมชาติควรจะมาจากส่วนบนของห้อง จะทำให้การกระจายแสงดี และแสงไม่จ้า ที่มา: http://www.onyapan.com/images/fancy-forest-house-brings-indoors-out-through-with-glass-ceiling-also-wooden-structure-steel-beam-and-brick-wall-indoor-glass-walls-interior-designing-decorating-ideas-sunrooms-wall-coverings-interior.jpg http://housely.com/20-amazing-living-rooms-with-plenty-of-natural-light/ […]

193 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) SWOT ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยเพื่อก้าวไกลไปอาเซียน

การวิเคราะห์จุดแข็ง (Strength:S) จุดอ่อน (Weakness:W) โอกาส (Opportunity: O) และข้อจำกัด (Threat:T) หรือ SWOT ของผู้รับเหมาก่อสร้างไทยเพื่อก้าวไกลไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) นั้น แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ สรุปได้ดังนี้ จุดแข็ง (Strength :S) ด้านบุคลากร (Human Resources) มีองค์ความรู้และประสบการณ์การทำงาน บุคลากรมีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญในการทำงาน และทำงานเป็นทีม มีศักยภาพในการรับงานโครงการขนาดใหญ่ ด้านงบประมาณ (Budget) มีสภาพคล่องในการบริหารด้านการเงิน ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี (Material and Technology) มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างชั้นสูง มีความพร้อมด้านวัสดุก่อสร้างและมีอุตสาหกรรมสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทในเครือ ด้านการบริหารจัดการ (Administrative Management) รับทำงานเฉพาะในประเทศที่มีความชำนาญ มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมประมูลงาน สามารถทำงานก่อสร้างในตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งกำลังพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น […]

282 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) CLMV กับธุรกิจก่อสร้าง

การลงทุนภาคก่อสร้างของไทยมีมูลค่าสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท การลงทุนในโครงการของรัฐและเอกชนอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มูลค่าของอุตสาหกรรมก่อสร้างมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 2 – 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งนี้ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยรายงานว่า ช่วงระยะเวลา 5 ปีก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2540) อุตสาหกรรมก่อสร้างมีสัดส่วนประมาณร้อยละ  6 – 6.4 ต่อ GDP ของประเทศ และลดลงเหลือร้อยละ 4.8 ในปี พ.ศ. 2540 และลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 2.35 ของ GDP ในช่วงปี พ.ศ. 2548 – 2550 การขยายตัวและหดตัวของภาคการก่อสร้างมีความผันผวนมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ยังขาดทิศทางและขาดเสถียรภาพ  ดังนั้นการเข้าไปดำเนินโครงการก่อสร้างในต่างประเทศจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัจจุบันพบว่า บริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยได้ขยายธุรกิจก่อสร้างไปยังต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยหลายรายได้ไปดำเนินงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงสูงกว่าการดำเนินงานก่อสร้างภายในประเทศ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างที่ขาดประสบการณ์จะต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ กลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วยประเทศกัมพูชา สปป.ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนาม นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของไทย ทั้งที่เข้าไปดำเนินการเองและเป็นผู้รับเหมาช่วง […]

224 total views, 1 views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL

(ภาษาไทย) ข้อควรคำนึงถึงในการออกแบบอาคารพักอาศัยรวมประเภทห้องเช่า

อาคารพักอาศัยรวมประเภทห้องเช่าเป็นลักษณะอาคารที่มีการก่อสร้างขึ้นจำนวนมากในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพทางสังคม เศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้รูปแบบการอยู่อาศัยของคนเมืองต่างจากในอดีต ประชากรวัยแรงงานและแหล่งงานที่มีการกระจายตัวมากขึ้น ทำให้เกิดการโยกย้ายของแรงงานไปตามแหล่งงาน ประกอบกับที่ดินที่มีราคาแพงขึ้นส่งผลให้ราคาบ้านสูงขึ้นมาก  ค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่พักอาศัยเดิมกับแหล่งงานเป็นจำนวนเงินที่มีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้  จึงเป็นที่มาที่ทำให้เกิดที่พักอาศัยในลักษณะห้องเช่าเกิดขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดังที่กล่าวมา ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีผู้สนใจลงทุนก่อสร้างอาคารประเภทนี้จำนวนมาก  รายได้จากกการให้เช่ามีความเหมาะสมต่อการลงทุนและถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ลงทุนในอนาคต  แต่เนื่องจากอาคารประเภทนี้เป็นอาคารที่ให้ผู้มาใช้เข้าพักในลักษณะการเช่าอยู่ ทำให้การออกแบบอาคารย่อมต้องแตกต่างจากอาคารพักอาศัยทั่วๆ ไป เพราะจะต้องออกแบบให้สอดคล้องต่อพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้งาน  ผู้ที่สนใจลงทุนก่อสร้างอาคารประเภทนี้ควรศึกษาถึงความแตกต่างดังกล่าวหรือลักษณะเฉพาะตัวของการออกแบบ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจต่อผู้ใช้อาคารและทำให้ดูแลรักษาอาคารได้ง่ายเกิดค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับการลงทุน           ข้อควรคำนึงถึงในการออกแบบอาคารประเภทห้องเช่า ได้แก่ 1. การจัดวางผังควรเน้นการใช้แสงธรรมชาติในบริเวณพื้นที่ใช้งานส่วนกลางของอาคาร อาทิ เช่น ทางเดิน บันได โถงต้อนรับ เพื่อลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟฟ้าส่วนกลางซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของอาคาร และจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวรู้สึกปลอดภัยต่อการใช้งานของผู้ใช้อาคาร ไม่มืดทึบ 2. การกำหนดตำแหน่งที่ติดตั้งมิเตอร์ย่อยของ ไฟฟ้าและน้ำประปา ควรจัดให้อยู่ในพื้นที่ที่ผู้เช่าสามารถมาตรวจดูได้สะดวกและควรอยู่ในพื้นที่สาธารณะของอาคาร หลีกเลี่ยงการติดตั้งภายในห้องผู้เช่าหรือตำแหน่งที่ตรวจดูลำบากเพราะจะทำให้เกิดความไม่สะดวกในการจดบันทึก 3. ระบบท่อน้ำ สายไฟ เมนที่ไปจ่ายแต่ละห้องหรือท่อรวมของน้ำทิ้ง ส้วม จากห้องต่างๆ ควรจัดให้รวมเป็นชุดอยู่ในช่องท่อที่มีบานเปิดเข้าซ่อมแซมขนาดใหญ่พอ และควรอยู่ติดทางเดิน เพื่อที่จะให้ช่างเข้าทำงานได้สะดวก เพราะจะเป็นส่วนที่ช่างต้องใช้งานเป็นประจำ และควรหลีกเลี่ยงการเดินท่อต่างๆ ฝังอยู่ใต้พื้นอาคารชั้นล่าง เพราะไม่สามารถซ่อมแซมได้เมื่อเกิดปัญหา อุปกรณ์เกี่ยวกับประปาต้องใช้ขนาด ความหนาให้เหมาะสมกับแรงดันของน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการชำรุด เสียหายก่อนเวลาอันควร (การซ่อมแซมระบบท่อน้ำที่ฝังในพื้นหรือผนังจะเป็นสิ่งที่ใช้เวลามาก รบกวนการอยู่อาศัยของผู้เช่าอย่างมาก) 4. ระบบการเก็บน้ำสำรองต้องให้พอเพียงต่อการใช้งานของผู้เช่า […]

326 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม | รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ บุณย์เพิ่ม
DETAIL
TOP