รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช

(ภาษาไทย) กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ ตอนที่ 4

การตลาดผ่านอีเมล์ วิธีการประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายโดยใช้เทคนิคการตลาดด้วยอีเมล์ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก จะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนมากที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการอ่านอีเมล์ ดังนั้นอีเมล์จึงจัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมลูกค้าแหล่งใหญ่ที่สุดในสังคมออนไลน์ ถ้าหากสามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขายก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ในปัจจุบันอีเมล์ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพราะมีต้นทุนการดำเนินกิจกรรมต่ำ รวดเร็ว และมีความแน่นอน โดยทั่วไปการทำการตลาดด้วยอีเมล์ให้มีประสิทธิภาพ หรือทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้า และไม่สร้างความยุ่งยากให้กับลูกค้า ทำได้ดังนี้ ส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าแต่ละรายแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และควรหลีกเลี่ยงการส่งแบบสำเนา (cc หรือ Bcc) ข้อความที่ปรากฏในอีเมล์มักจะใช้ถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการมากนัก แต่ต้องมีความสุภาพและนุ่มนวล และใช้ข้อความที่เป็นเชิงบวกต่อลูกค้า สินค้าและบริษัทเสมอ เป็นข้อความที่ให้เกียรติลูกค้า ไม่บังคับให้ลูกค้าต้องดำเนินการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ลูกค้าไม่ต้องการ – รายชื่อลูกค้าต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าเท่านั้น เพราะการทำการตลาดที่ดีต้องเป็นการทำการตลาดแบบได้รับความยินยอมจากลูกค้า (Opt-in Marketing) รายชื่ออีเมล์ที่จะนำมาใช้ต้องเป็นรายชื่อที่ได้รับอนุญาต หรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของรายชื่อเพื่อประโยชน์ทางองค์กรบริการเท่านั้น – ไม่ส่งอีเมล์เป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหาอีเมล์ขยะ เนื่องจากบางโปรแกรมมีความสามารถในการวิเคราะห์ลักษณะของอีเมล์ และอีเมล์ที่ถูกส่งออกเป็นกลุ่มใหญ่มักจะถูกตีความให้เป็นอีเมล์ขยะ (Spam Mail) นักการตลาดสามารถศึกษารายละเอียดและกฎเกณฑ์ของอีเมล์ขยะ ไวรัสและโปรแกรมสอดแนม (Spyware) ได้จากเว็บไซต์ www.spamlaws.com – ใช้หัวเรื่องที่ท้าทายความสนใจของลูกค้า เพราะหัวเรื่อง (Title) ที่ดีและตรงใจลูกค้า จะกระตุ้นให้ลูกค้าเปิดอ่านอีเมล์มากขึ้น – เนื้อหาเหมาะสมและรู้ว่าควรจบด้วยข้อความเช่นใด โดยปกติการเขียนอีเมล์ต้องไม่ทำให้ลูกค้าเกิดความเบื่อหน่ายในการอ่านเนื้อหาที่มากเกินความพอดี – […]

256 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ ตอนที่ 3

ประโยชน์ของการใช้กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความต้องการที่มากขึ้น เนื่องจากลูกค้ามีทางเลือก และลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลข่าวสารได้อย่างรอบด้านและรวดเร็วจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดังนั้นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรนั้น มิใช่เพียงการพัฒนาบริการที่มีคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรจะต้องสร้างคุณค่าให้เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งการสร้างคุณค่านั้นสามารถทำได้ด้วยการมีสารสนเทศที่เพียงพอและถูกต้องโดยอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท  โดยประโยชน์ของการใช้กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ มีดังต่อไปนี้ 3.1 สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ทั่วโลก ปัจจุบันการทำธุรกิจมิได้จำกัดอยู่เพียงการดำเนินการภายในประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะการตลาดในยุคแห่งการแข่งขันที่องค์กรบริการต้องการความเจริญเติบโตและพัฒนามาตรฐานในระดับโลก และความจำกัดของตลาดที่ถูกครอบคลุมหมดแล้ว รวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทั่วถึงทั่วทุกมุมโลก ทำให้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้นเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ขจัดข้อจำกัดด้านสถานที่ออกไปจากแนวคิดการตลาดในปัจจุบัน 3.2 สามารถดำเนินธุรกิจได้ตลอดเวลา การตลาดปัจจุบันไม่มีข้อจำกัดในด้านเวลาอีกต่อไป ลูกค้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกทำให้ความต้องการของลูกค้ามีอยู่ตลอดเวลา องค์กรบริการจึงต้องปรับตัวให้สามารถทำธุรกรรมการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน เพื่อรองรับลูกค้าได้ครบถ้วน 3.3 ทำให้ตอบสนองลูกค้าได้ทันทีจากการสื่อสารสองทาง ลูกค้าในปัจจุบันที่มีความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศได้ง่ายและรวดเร็วอันเนื่องจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อสามารถสื่อสารแบบตอบโต้ได้ทั้งสองทางในเวลาเดียวกันได้ เช่น เว็บไซต์ของบริษัทขนส่ง ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะสินค้า และบริการอื่นๆ ครบวงจรที่เกี่ยวกับขนส่ง เป็นต้น 3.4 ทำให้องค์กรบริการสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้ การตลาดในปัจจุบันได้พัฒนาสู่แนวคิดการตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากมีผู้ขายจำนวนมากในตลาด ทำให้องค์กรบริการต้องปรับตัวโดยการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งจึงจะสามารถอยู่รอดได้ การที่องค์กรบริการจะสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้นั้นจำเป็นต้องมีสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันสามารถรองรับแนวคิดนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทท่องเที่ยวใช้การตลาดทางอีเมล์โดยส่งโปรแกรมท่องเที่ยวที่เหมาะสมให้กับลูกค้าที่เคยใช้บริการของบริษัท โดยนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวที่เหมาะกับความชอบและความต้องการของลูกค้ารายนั้นๆ เป็นต้น 247 total views, no views […]

247 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ ตอนที่ 2

2. ความสำคัญของการใช้กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในธุรกิจบริการ การแข่งขันด้านสินค้าและราคาอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอในปัจจุบัน แต่ธุรกิจจะต้องสร้างความแตกต่างและสร้างความน่าสนใจของบริการมากขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มีความสนใจและตัดสินใจเลือกใช้บริการของธุรกิจ เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างความแตกต่าง ทั้งในด้านการบริการและการนำเสนอข้อมูลให้กับลูกค้าในรูปแบบใหม่  การใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และระบบสารสนเทศที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของธุรกิจหลายประการ ได้แก่ 2.1 สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตที่ผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าในระดับคุณภาพแบบใดก็ได้เพราะลูกค้าไม่มีทางเลือก แต่ปัจจุบันธุรกิจที่ใส่ใจต่อคุณภาพของบริการและนำเสนอบริการที่มีคุณภาพเหนือกว่าและเกินความคาดหมายของลูกค้าได้เป็นปัจจัยในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ธุรกิจจึงต้องมีข้อมูลของลูกค้าที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อทำให้สามารถบริการได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของผู้ให้บริการ ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจมากกว่ากิจการที่ขาดระบบสารสนเทศทางการตลาดที่ดี เช่น บริษัทมีระบบที่รองรับเมื่อมีสายโทรเข้า และเป็นเบอร์ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM : Customer Relationship Management)  เทคโนโลยีจะช่วยให้สามารถแสดงข้อมูลของผู้โทรที่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่รับสาย (Pop-up Screen) เพื่อช่วยให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นของผู้โทรที่เข้ามาใช้บริการได้ เป็นต้น 2.2 เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์มีผลต่อระดับคุณภาพของบริการ ปัจจุบันเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนามากขึ้น ทำให้ธุรกิจสามารถรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร มีรายละเอียดส่วนตัวและวิถีการดำรงชีวิตอย่างไร และรู้ถึงผลจากการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีต่อลูกค้าของธุรกิจได้ ทำให้ธุรกิจสามารถทราบผลตอบรับต่อบริการใหม่และสามารถประเมินผลของกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้ได้ดียิ่งขึ้น การที่ธุรกิจต้องการยกระดับมาตรฐานการบริการของตนให้เหนือกว่าคู่แข่ง 2.3 สร้างภาพลักษณ์ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีขององค์กร การพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูล ทำให้ผู้ให้บริการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้มากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชสร้างรูปแบบการศึกษาที่ทันสมัยและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ด้วยระบบการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์(e-learning) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถขยายฐานนักศึกษาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงปรับทันกาลความรู้ได้รวดเร็วมากขึ้น เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยในการสร้างบริการรูปแบบใหม่ยังส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร นอกจากนี้การพัฒนาของการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจใช้บริการ เช่น การชอปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น 2.4 สร้างความเชื่อถือได้ของการบริการ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยขจัดขั้นตอนที่ไม่สร้างคุณค่าให้กับกระบวนการบริการ อันจะนำไปสู่ความเชื่อถือได้ของกิจการบริการ […]

233 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดบริการ ตอนที่ 1

บทนำ การดำเนินการธุรกิจในปัจจุบัน นอกเหนือจากการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างถูกต้องแล้ว ธุรกิจยังต้องติดตามว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร เพื่อจะนำเสนอการบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการให้บริการลูกค้าและสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพและการบริการให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน และใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ความนิยมต่อสื่อออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ธุรกิจมีการปรับตัว แม้แต่การสรรหาบุคลากรก็มีการปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ปัจจุบันมีการสรรหาคัดเลือกบุคลากรผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันการดำเนินการการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการในฐานะเป็นรูปแบบการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันลูกค้ามีการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตได้โดยสะดวก ลูกค้ามีความนิยมใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการค้นหาผู้ให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนได้ โดยลูกค้ามีอิสระในการค้นหาที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง และรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวในการเลือกซื้อบริการที่ตนต้องการ สิ่งที่องค์กรบริการต้องคำนึงถึงในการทำองค์กรบริการในยุคที่มีการพัฒนาสื่อออนไลน์ เช่น อีเมล์ และเว็บไซต์ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า (Customer Value) 171 total views, no views today

171 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) เตรียมความพร้อมสู่ยุคการผลิตแบบลีน ตอนที่ 5

จากหลักการของลีนทั้ง 5 ประการที่ได้กล่าวข้างต้น อาจสรุปองค์ประกอบของลีนได้เป็น 5 ประการ คือ 1. การกำหนดคุณค่าจากลูกค้า (Specify value from customer’s perspective) คุณค่าของสินค้าหรือบริการที่ผู้ผลิตทำการผลิตนั้นจะได้จากมุมมองของลูกค้า (customer focus) มิใช่มุมมองของผู้ผลิต ลูกค้าเป็นผู้กำหนดความต้องการและผู้ผลิตมีหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการที่จะนำเสนอต่อลูกค้า ซึ่งเป็นการลดความสูญเปล่าของการผลิตเกินความจำเป็นนั่นเอง เทคนิคในการกำหนดคุณค่าเทคนิคหนึ่งคือ เทคนิคการกำหนดหน้าที่ด้านคุณภาพ (Quality Function Deployment) หรือ QFD ซึ่งเป็นวิธีการที่พิจารณาความต้องการของลูกค้าทั้งในกระบวนการออกแบบและการปฏิบัติการของระบบการผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าจะสามารถบรรลุความต้องการของลูกค้าได้ QFD เป็นเครื่องมือในการแปลความต้องการของลูกค้าให้เป็นความต้องการทางเทคนิคที่เหมาะสมสำหรับแต่ละขั้นตอนในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งการแปลความต้องการของลูกค้าเป็นคุณลักษณะทางเทคนิคและความต้องการด้านการวางแผนและควบคุมการผลิตนั้น จะแสดงในรูปของเมตริกซ์ที่เรียกว่าเมตริกซ์การวางแผนความต้องการของลูกค้า หรือเรียกอีกอย่างว่า บ้านคุณภาพ (house of quality) บ้านคุณภาพนี้จะแสดงความสัมพันธ์ของคุณสมบัติของความต้องการลูกค้ากับคุณลักษณะทางเทคนิค เพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจใด ๆ ด้านวิศวกรรมจะเป็นไปเพื่อบรรลุความต้องการของลูกค้าดังนั้น QFD จึงมุ่งเน้นที่การประสานความต้องการของลูกค้ากับการออกแบบ การผลิต และการตลาด QFD มีประโยชน์ที่สำคัญ คือ (1) ทำให้เกิดการปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมระหว่างทุกหน่วยงานในกระบวนการผลิต ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายการตลาด ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อและผู้ค้า ซึ่ง […]

210 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) เตรียมความพร้อมสู่ยุคการผลิตแบบลีน ตอนที่ 4

ความสูญเปล่าแบ่งออกได้เป็น 8 ชนิด ได้แก่ การผลิตเกินความจำเป็น การมีสินค้าคงคลังมากเกินไป การรอคอย การขนถ่ายที่ไม่จำเป็น การมีกระบวนการมากเกินไป การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น การมีของเสีย และการขาดการเชื่อมต่อของความรู้ การผลิตเกินความจำเป็น (Overproduction) คือ การผลิตสินค้าหรือชิ้นงานโดยที่ไม่มีคำสั่งซื้อหรือสั่งผลิตจากลูกค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การผลิตเกินความจำเป็นหมายถึงการผลิตก่อนเวลาที่ต้องการ และการผลิตมากกว่าที่ลูกค้าต้องการ สถานประกอบการส่วนใหญ่มักมีความสูญเปล่าของการผลิตเกินความจำเป็นเป็นปัญหาหลัก อันเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น การมีคนงานและอุปกรณ์การผลิตมากเกินไปรวมถึงมีการผลิตแบบจำนวนมากทำให้มีบางกระบวนการที่ผลิตได้มากจนต้องมีสินค้าระหว่างทำกองอยู่เพื่อรอเข้ากระบวนการถัดไป การมีเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิตสูงทำให้กิจการพยายามใช้ให้คุ้มโดยการผลิตจำนวนมากเกินความต้องการ ฯลฯ การผลิตเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดความสูญเปล่าในด้านต่างๆ ตามมา เช่น การเคลื่อนไหวของคนงานที่ใช้ในการผลิตสิ่งที่ไม่มีคำสั่งซื้อ การรอคอยจากการผลิตสินค้าที่มีขนาดรุ่น (batch) ใหญ่เกินไป การขนถ่ายสินค้าไปยังสถานที่จัดเก็บเพื่อรอขาย การแก้ไขของเสียที่พบล่าช้าเนื่องจากมีขนาดรุ่นใหญ่ทำให้พบข้อบกพร่องช้า และการมีชิ้นงานและสินค้าระหว่างทำที่ไม่จำเป็น ดังนั้นการผลิตเกินความจำเป็นทำให้เกิดต้นทุนที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น การสร้างและบำรุงรักษาคลังสินค้าขนาดใหญ่ การมีคนงานและเครื่องจักรที่เกินความจำเป็น การมีชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่มากเกินไป การใช้พลังงานและไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น การมีอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุที่มากเกินไป ดอกเบี้ยและหนี้สินจากการลงทุนในการผลิต และการแก้ไขปัญหาที่ถูกซ่อนเร้นอยู่เนื่องจากการผลิตจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการผลิตเกินความจำเป็นนับว่าสูงมาก ดังนั้นการผลิตแบบลีนจึงให้ความสำคัญกับการลดความสูญเปล่าในการผลิตเกินความจำเป็นในระดับสูงเนื่องจากการผลิตเกินความจำเป็นเป็นสาเหตุหลักของความสูญเปล่าอื่นๆ ต่อไป การมีสินค้าคงคลังมากเกินไป (Excess inventory) คือ การเก็บรักษาวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูปที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเวลานำในการผลิตที่ยาวขึ้น การล้าสมัยและการเสียหายของวัตถุดิบและสินค้า […]

214 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) เตรียมความพร้อมสู่ยุคการผลิตแบบลีน ตอนที่ 3

การผลิตแบบลีนเน้นการผลิตตามความต้องการของลูกค้า โดยจะทำการผลิตเมื่อลูกค้ามีความต้องการแล้วเท่านั้น จะไม่ผลิตเพื่อรอขายแต่จะผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้า เนื่องจากแนวคิดของลีนคือจะผลิตสินค้าที่ “ขายได้” ไม่ใช่ผลิตสินค้าที่ “คาดว่าจะขายได้” ดังนั้นกิจกรรมทางการผลิตใดๆ ก็ตามที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่มีคุณค่าต่อลูกค้านั้น จึงนับว่าเป็นความสูญเปล่าทางการผลิตทั้งสิ้น ความสูญเปล่า (Waste) หรือในคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า มุดะ (Muda) หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า หรือกิจกรรมใดก็ตามที่ใช้ทรัพยากรขององค์การ ได้แก่ แรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ เงิน และอื่นๆ โดยไม่ได้สร้างคุณค่าให้สินค้าหรือบริการ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ความสูญเปล่าคือกิจกรรมที่ไม่มีคุณค่า (Non Value-added Activity) ตัวอย่างเช่น ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ กิจกรรมที่ลูกค้าเห็นว่ามีคุณค่า คือ การตัด การเลื่อย การไส การขัด และการทาสี แต่ลูกค้าไม่เห็นว่า การรอคอย การทำซ้ำ หรือการมีสินค้าคงคลังจำนวนมาก เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่มักเกิดขึ้นในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ก็ตาม ดังนั้นจะเห็นว่ากิจกรรมที่ลูกค้าเห็นว่ามีคุณค่า คือ กิจกรรมหรือการกระทำที่ทำให้สินค้าเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือคุณลักษณะไปเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว กิจกรรมที่คนงานกระทำอาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ งานที่แท้จริง […]

168 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL

(ภาษาไทย) เตรียมความพร้อมสู่ยุคการผลิตแบบลีน ตอนที่ 2

จากการพัฒนาของการผลิตในยุคต่างๆ จะเห็นว่าการผลิตแต่ละรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการผลิตแบบช่างฝีมือหรือการผลิตแบบจำนวนมากนั้น ต่างก็มีความเหมาะสมในแต่ละยุคของการผลิตนั้นๆ การผลิตแบบลีนได้รับพัฒนาขึ้นจากการรวบรวมข้อดีของแต่ละยุคการผลิตแล้วนำมาปรับให้เข้ากับสภาวการณ์การผลิตในปัจจุบัน นั่นคือ ลักษณะที่ดีของการผลิตแบบช่างฝีมือคือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง (high quality) และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงและสินค้ามีรูปแบบเฉพาะ (individualized and custom-made) และลักษณะที่ดีของการผลิตแบบจำนวนมากคือการผลิตในปริมาณมากเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าส่วนใหญ่ ณ ระดับราคาต่ำ โดยระบบการผลิตแบบลีนมีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ 1. คุณภาพตั้งแต่เริ่มต้น (First-time quality) โดยมุ่งลดของเสียจากกระบวนการผลิต โดยการตรวจสอบคุณภาพด้วยตนเองของผู้ปฏิบัติงานในทุกกระบวนการผลิต โดยผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผู้ตรวจสอบงานของตน และหากพบข้อบกพร่องหรือสิ่งผิดปกติอันอาจจะนำไปสู่ปัญหาในการผลิตก็จะทำการหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขอย่างทันที ณ จุดปฏิบัติงาน อันจะทำให้บรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและผลิตภาพ โดยหลักการนี้จะทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมและให้อำนาจในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของคนงาน 2. การลดความสูญเปล่า (Waste minimization) ความสูญเปล่าคือกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าและทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรการผลิตขององค์การลดลง ซึ่งการขจัดความสูญเปล่านับว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบการผลิตแบบลีนที่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักขององค์การ 3. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement) การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องมีจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุน การปรับปรุงคุณภาพ และการเพิ่มผลิตภาพ โดยอาศัยความมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์การ ในการระบุปัญหาและปรับปรุงแก้ไขกระบวนการของตนเพื่อกำจัดความสูญเปล่าอย่างต่อเนื่อง 4. ความยืดหยุ่นของการผลิต (Production flexibility) เป็นการที่ทำให้กระบวนการผลิตมีความสามารถในการผลิตสินค้าหลายชนิดผสมกันในสายการผลิตเดียว โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตลดลง โดยอาศัยการเปลี่ยนรุ่นที่รวดเร็วและการผลิตจำนวนน้อยในแต่ละรุ่นการผลิต 5. สัมพันธภาพระยะยาว […]

137 total views, no views today

By รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช | รองศาสตราจารย์ ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
DETAIL
TOP