อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ

(ภาษาไทย) 2.ทักษะ”การรู้ดิจิทัล” สำหรับคนในยุคดิจิทัล

2.ทักษะ”การรู้ดิจิทัล” สำหรับคนในยุคดิจิทัล Digital native หรือกลุ่มคนที่เกิดและเติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเป็นเด็กซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ที่เป็นดิจิทัลในรูปแบบต่าง โดยอาศัยช่องทางในการเชื่อมต่อที่สามารถใช้ได้ง่าย ในทุกที่และทุกเวลาที่ต้องการ คนกลุ่ม Digital native จะคุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยีและแอปพิเคชั่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอปพิเคชั่นการที่ช่วยให้ติดต่อสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมกันแบบออนไลน์ เช่น Social networking , Video-streaming การแชร์ภาพ และการใช้อินเทอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่ เป็นต้น (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2015) อย่างไรก็ตาม การใช้งานที่ปราศจากคำแนะนำก็ทำให้คนกลุ่มนี้ยังคงเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมือสมัคร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ การคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสารและการจัดการสารสนเทศสำหรับยุคดิจิทัล โดยผู้ที่มีทักษะการความรู้ดิจิทัลจะได้รับประโยชน์ในหลายๆเรื่อง เช่น โอกาสสำหรับการถูกว่าจ้างงาน การได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงบริการการสุขภาพและบริการจากภาครัฐผ่านเทคโนโลยี การรู้ดิจิทัล (Digital literacy) คือสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องสร้างและเตรียมพร้อมให้เกิดขึ้นคนในยุคดิจิทัล เพราะการรู้ดิจิทัลจะครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นสูง เป็นการพัฒนาเชิงตรรกะและทักษะของผู้ใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น โดยความสามารถสำหรับการรู้ดิจิทัลสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ ใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) และสร้าง (Create) (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2015) “ใช้” คือ […]

145 total views, no views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) แนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลภายใต้โมเดล “Thailand 4.0”

1.แนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลภายใต้โมเดล “Thailand 4.0” ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศ ภายในโมเดล Thailand 4.0 ที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม องค์การต่างๆจำต้องทราบว่า ”อะไรที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต” เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และสามารถดำรงองค์การของตนให้คงอยู่ได้ต่อไปในอนาคต กองบรรณาธิการ HR Society Magazine (2559) ได้สรุปการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดให้เห็นภาพพอสังเขปได้ดังนี้ 1)  ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์การ ต่างๆ ในการสูญเสียบุคลากร โดยเฉพาะบุคลากร Gen baby boomers ที่ใกล้ถึงเวลาเกษียณอายุ และส่งผลให้องค์การ ต้องสูญเสียองค์ความรู้ ประสบการณ์ เทคนิค เคล็ดลับต่างๆ ที่สั่งสมในตัวบุคลากรเหล่านั้นไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่องค์การควรต้องเริ่มรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ คือการหาหนทางให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จากพนักงานรุ่นเก่าไปสู่พนักงานรุ่นใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นตัวจัดเก็บ รวบรวม ถ่ายโอน ความรู้ต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความรู้ต่างๆนั้นไม่ได้หายไปพร้อมกับคนที่เกษียณอายุนั้นเอง 2)  Millennials in the Workplace จากเดิมที่เรามักตั้งคำถามว่า “จะทำงานอย่างไรกับคน Gen Y ที่เข้ามาในองค์การ […]

141 total views, no views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) ประโยชน์จากการใช้บริการจากภายนอกองค์การ (Outsourcing) เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานในธุรกิจสมัยใหม่

BLOG 5 ประโยชน์จากการใช้บริการจากภายนอกองค์การ (Outsourcing) เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานในธุรกิจสมัยใหม่ โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ Outsourcing หรือ การใช้บริการจากภายนอกองค์การ   หมายถึง การว่าจ้างบริษัทหรือบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะในเรื่องต่างๆ เข้ามาทำงานนั้นๆแทนคนในองค์การให้ทั้งหมดหรืออาจจะเป็นแค่เพียงในบางส่วน ที่สำคัญคือจะต้องไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานในภาพรวมของทางบริษัทด้วย ซึ่งอาจจะว่าจ้างเป็นชิ้นๆงานหรือเซ็นสัญญาว่าจ้างกันเป็นระยะเวลาแบบรายเดือนหรือรายปีก็ได้ ตามแต่ที่ตกลงกันระหว่างผู้จ้างกับผู้ที่รับจ้างจากภานอก (Outsource) ปัจจุบันการดำเนินงานในธุรกิจสมัยใหม่อาศัยระบบการทำงานในลักษณะของการใช้บริการจากภายนอกองค์การมากขึ้น และกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (small and medium enterprises:SMEs) จนไปถึงบริษัทขนาดใหญ่อย่าง บริษัทข้ามชาติ (multinational Corporations : MNCs) เป็นจำนวนมาก เพราะสามารถตอบสนองและเข้าถึงความต้องการในรูปแบบการทำธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยประโยชน์ของการทำธุรกิจด้วยการใช้ Outsource มีสาระสำคัญที่พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้ 1.ต้นทุนและค่าใช้จ่ายขององค์การลดน้อยลง เนื่องจากการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมารับงานมักจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการที่บริษัทต้องทำงานในส่วนนี้เอง 2.ลดโครงสร้างองค์การและภาระทางการบริหารงานในองค์การ เนื่องจากองค์การไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเพิ่ม หรือ เพิ่มแผนกงานใหม่เพื่อรับภาระงานดังกล่าว แต่อาศัยบริษัทภายนอกแทน เป็นการลดภาระทางการบริหาร และทำให้โครงสร้างของบริษัทมีขนาดเล็กลง 3.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทอันเนื่องจากพนักงานที่เป็นมืออาชีพจากภายนอก เพราะ บริษัทภายนอกที่ตั้งตัวเป็น outsource นั้น จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในกิจกรรมนั้นๆเป็นพิเศษ ประกอบอุปกรรณ์ เครื่องมือเฉพาะทาง และ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของบริษัทภายนอกทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ […]

156 total views, no views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาด้านการกำกับดูแลกิจการ

BLOG 4 หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาด้านการกำกับดูแลกิจการ โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ การวัดผลการกำกับดูแลกิจการของบริษัทเพื่อให้ได้มาตรฐานสากลนั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา และเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวาง เป็นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for economic cooperation and development: OECD)  ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างมากและถูกนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาหลักการกำกับดูแลกิจการของประเทศต่างๆรวมทั้งหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกรอบในการพิจารณาดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 5 หมวดได้ดังนี้ สิทธิของผู้ถือหุ้นและบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของผู้เป็นเจ้าของ หลักการ: ผู้ถือหุ้นมีสิทธิในความเป็นเจ้าของโดยควบคุมบริษัทผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการให้ทำหน้าที่แทนตนและมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบริษัท บริษัทจึงควรส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นได้ใช้สิทธิของตน การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน หลักการ: ผู้ถือหุ้นทุกราย ทั้งผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นที่ไม่เป็นผู้บริหาร รวมทั้งผู้ถือหุ้นต่างชาติ ควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันและเป็นธรรม ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยที่ถูกละเมิดสิทธิควรมีโอกาสได้รับการชดเชย การคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย หลักการ: ผู้มีส่วนได้เสียควรได้รับการดูแลจากบริษัทตามสิทธิที่มีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการควรพิจารณาให้มีกระบวนการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทกับผู้มีส่วนได้เสียในการสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงทางการเงินและความยั่งยืนของกิจการ การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส หลักการ: คณะกรรมการควรดูแลให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงินอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา โปร่งใส ผ่านช่องทางที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีความเท่าเทียมกันและน่าเชื่อถือ ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ หลักการ: คณะกรรมการมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท คณะกรรมการมีความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นและเป็นอิสระจากฝ่ายจัดการ ซึ่งในแต่ละหมวดจะมีเกณฑ์ชี้วัดและประเมินการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวโดยมุ่งเน้นเครื่องมือชี้วัดที่เป็นรูปประธรรมสามารถวัดได้ในเชิงปริมาณโดยพยายามหลีกเลี่ยงตัวชี้วัดที่เป็นนามธรรมหรือต้องใช้ความรู้สึกในการตัดสินซึ่งอาจเกิดจากความลำเอียงได้ ทั้งนี้หลักเกณฑ์การประเมินดังกล่าวยังคงได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง   […]

126 total views, 2 views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการ

BLOG 3 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการ โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ การกำกับดูแลกิจการจะอิงอยู่กับโครงสร้าง ระบบ และความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้มีส่วนรวมหลายๆฝ่ายเช่น คณะกรรมการบริษัท ฝ่ายบริหาร/จัดการ ผู้ถือหุ้น ผู้สอบบัญชีและผู้กำกับดูแลของทางการ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ (Stakeholders) ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้ขาย ลูกค้า และสาธารชนทั่วไป ดังแสดงในรูปที่1 รูปที่ 1 ผู้เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการ   ในที่นี้จะอธิบายบทบาทหน้าที่ของ 3 กลุ่มหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการ ดังนี้ 1.หน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดการของคณะกรรมการบริษัท กรรมการมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ทั้งหลายเกี่ยวกับนโยบายที่จำเป็นในการจัดการงานต่างๆของบริษัท ด้วยหลักการเดียวกันที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถกระทำการโดยส่วนตัวที่จะผูกพันบริษัทได้ ดังนั้นกรรมการจึงต้องทำหน้าที่ร่วมกันเป็นคณะกรรมการในการดำเนินธุรกิจตามปกติของบริษัท โดยกรรมการ 1 คนมี 1 คะแนนเสียงและโดยทั่วไปอาศัยการตัดสินใจโดยใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หน้าที่รับผิดชอบของคณะกรรมการคือการพยายามหาจุดที่พอดีระหว่างผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน OECDได้อธิบายหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการไว้ 5 ประการดังนี้ เลือกบุคคลและประเมินผลงานของกรรมการผู้จัดการโดยสม่ำเสมอ หากจำเป็นสามารถเปลี่ยนตัวได้อีกทั้งกำหนดค่าตอบแทนของฝ่ายจัดการและทบทวนการวางแผนการสืบทอดงาน ทบทวนและให้ความเห็นชอบที่เกี่ยวกับกลยุทธ์และนโยบายที่สำคัญ รวมถึงวัตถุประสงค์ทางการเงินตลอดจนแผนงานต่างๆของบริษัทเมื่อเห็นว่าสมควรและพิจารณาให้มีการปฏิบัติตามแผนงาน ให้ความมั่นใจว่าระบบการบัญชี การรายงานทางการเงิน และการสอบบัญชีมีความเชื่อถือได้ รวมทั้งดูแลให้มีกระบวนการในการประเมินการควบคุมภายใน การจัดการความเสี่ยง การรายงานทางการเงินและการติดตาม […]

126 total views, 1 views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) มูลเหตุที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการ

BLOG 2  มูลเหตุที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการ โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ       เหตุผลที่ธุรกิจต้องมีกลไกกำกับดูแลกิจการ Professor Oliver Hart แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้กล่าวถึงมูลเหตุที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแฃกิจการในหนังสือ The Economic Journal ซึ่งสรุปได้ 2 ประเด็นดังนี้ 1.ธุรกิจโดยทั่วไปจะมี Agency Problem กล่าวคือ ฝ่ายต่างๆในองค์กรธุรกิจได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้ ต่างเอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก (Maximize Own Benefit) อันจะนำมาซึ่งการเอาเปรียบกันและกันตัวอย่างเช่น ผู้บริหารจัดให้มีการปรับผลตอบแทนที่สูงมากสำหรับกลุ่มของตน มีเงินโบนัสที่สูงถึง 8-9 เดือนของเงินเดือน ห้องทำงานมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งในกรณีนี้ผู้รับภาระค่าใช้จ่ายก็คือผู้ถือหุ้น ในขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการสามารถเอาเปรียบเจ้าหนี้ได้โดยลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเจ้าหนี้ เช่น มีการลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป (Over investment) โดยหวังว่าถ้าการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงนั้นกลับกลายเป็นความสำเร็จ เจ้าของกิจการจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ในขณะที่เจ้าหนี้เองยังคงได้รับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยในอัตราเท่าเดิมแต่การกระทำเช่นนี้ทำให้มูลค่าของหนี้ลดลงเนื่องจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นของกิจการซึ่งผู้เสียผลประโยชน์ก็คือเจ้าหนี้ การขัดแย้งผลประโยชน์ในองค์กรธุรกิจหรือ Agency Problem เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องมี corporate governance กล่าวคือ ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเอาผลประโยชน์โดยรวมของธุรกิจเป็นหลักโดยไม่มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกันธุรกิจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีบรรษัทภิยาล แต่ถ้าเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก […]

113 total views, no views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL

(ภาษาไทย) BLOG 1 กำกับดูแลกิจการคืออะไร

BLOG 1 กำกับดูแลกิจการ โดย ว่าที่ร้อยตรี ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ   การกำกับดูแลองค์การ หรือ การกำกับดูแลกิจการ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มบุคคลต่างๆ ซึ่งได้แก่ คณะผู้บริหารของบริษัท คณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกราย ทั้งนี้การกำกับดูแลกิจการเป็นโครงสร้างที่จะช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางธุรกิจ รวมทั้งวิธีการ กระบวนการ ขั้นตอนในการบรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และวิธีการในการติดตามวัดผลการดำเนินงานของกิจการว่าเป็นไปตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ การกำกับดูแลกิจการที่ดีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เพราะจะสามารถทำให้คณะกรรมการและคณะผู้บริหารของบริษัทดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเป็นประโยชน์กับบริษัทและผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระบบการติดตามและประเมินผลงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การกำกับดูแลกิจการที่ดียังรวมไปถึงจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ของสังคมในชุมชนที่กิจการนั้นๆดำเนินการอยู่ เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกหรือผลลบต่อชื่อเสียงและผลสำเร็จในระยะยาวของกิจการได้ ประโยชน์ของการมีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายในแต่ละกิจการจะช่วยยกระดับความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีและช่วยกระตุ้นให้บริษัทใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศสืบต่อไป   ประวัติของการกำกับดูแลกิจการ การกำกับดูแล เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ในทศวรรษปี 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการปรับโครงสร้างของบริษัทอันเนื่องมาจากการควบรวมและการเข้าครอบครองกิจการในรูปแบบต่างๆเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกใช้ไปอย่างไม่เต็มคุณค่า และเพื่อเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งผลของการปรับปรุงโครงสร้างใหม่ของบริษัทได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างตลอดมาจากปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้คณะกรรมการของบริษัทผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันสำนักงานกำกับดูแลเกี่ยวกับหลักทรัพย์และสาธารณะหรือเริ่มตรวจสอบและทบทวนบทบาทของตนเอง ว่าควรเป็นอย่างไรในกระบวนการตัดสินใจของบริษัท ระบบการกำกับดูแลได้รับการพิจารณาทบทวนใหม่ในหลายประเทศด้วยเหตุผลต่างกันเช่น ในประเทศอังกฤษปีค.ศ. 1990 ได้มีการยกร่างแนวทางของการกำกับดูแลอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบต่างๆในการจัดการเงินของบริษัทขนาดใหญ่หลายๆแห่งในขณะนั้นของประเทศ สำหรับในยุโรปการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้เป็นตัวสร้างความเจริญเติบโตให้กับตลาดทุนและการทำให้เกิดความเป็นห่วงตามมาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ลงทุนเช่น เรื่องอื้อฉาวและการประพฤติมิชอบในบริษัท ความโปร่งใสที่อยู่ระดับค่อนข้างต่ำ และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งล้วนแต่เป็นชนวนสำคัญในยุโรป นอกจากนี้ก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันได้เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทยซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ต่างได้สนับสนุนและผลักดันให้มีการพิจารณาวิเคราะห์ถึงระบบการทำงาน ของการกำกับดูแลกิจการให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ความหมายของ การกำกับดูแลกิจการ “การกำกับดูแลกิจการ” หรือ […]

122 total views, 1 views today

By อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ | อาจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ ชาญกิจ
DETAIL
TOP