การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงคุณภาพ

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงคุณภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพงศ์ มีสมนัย สาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงคุณภาพ

          คงมีใครหลายคนที่คุ้นเคยกับการวิจัยเชิงปริมาณและต่างมีประสบการณ์กับการวิจัยประเภทนี้ว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถใช้แสวงหาความรู้ในปัญหาหรือปรากฏการณ์ที่สนใจศึกษาให้รู้ว่าปัญหาหรือปรากฏการณ์นั้นๆ เกิดจากปัจจัยใดโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่มีคุณลักษณะเฉพาะ เช่น การสร้างกรอบแนวคิดวิจัยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิด หลักการ และทฤษฎี ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการสร้างเครื่องมือและเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการทางสถิติ การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามวิธีวิทยาของการวิจัยเชิงปริมาณ

         อย่างไรก็ตามบางครั้งบางกรณีอาจมีปัญหาบางปัญหา หรือมีปรากฏการณ์บางอย่างที่อาจมีผู้ที่สนใจศึกษาจำนวนน้อย มีหรือข้อสรุปจากผลการวิจัยที่ยังไม่ชัดเจน หรืออาจไม่เคยมีการศึกษาในเรื่องนั้นๆ มาก่อน ดังนั้นจึงเป็นการยากที่นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจศึกษาจะสร้างกรอบแนวคิดวิจัยและดำเนินการวิจัยได้คำตอบสำหรับปัญหาหรือคำอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในแวดวงทางวิชาการ ดังนั้นเพื่อแสวงหาคำตอบหรือคำอธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิจัยสนใจศึกษาได้ นักวิจัยอาจเลือกใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริงได้

         สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น เป็นวิธีการสรรค์สร้างความรู้ความจริงที่ใช้เพื่อสำรวจ บุกเบิก และทำความเข้าใจปรากฏการณ์ใดๆ ที่สนใจใคร่รู้ เริ่มต้นด้วยการกำหนดคำถามอย่างกว้าง ๆ รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่สะท้อนมุมมองของผู้เข้าร่วมการวิจัยในรูปของถ้อยคำหรือรูปภาพ แล้ววิเคราะห์โดยใช้วิธีพรรณนา และสืบเสาะหาแบบแผน หรือแกนเรื่อง(patterns/themes)ที่เผยออกมาจากการตีความหมายและการสะท้อนกลับ(reflection) ของนักวิจัย และนำเสนอรายงานผลการศึกษาวิจัยในรูปแบบที่ยืดหยุ่นและแสดงให้เห็นถึงการตระหนักต่อความลำเอียงในทัศนะ/มุมมองของนักวิจัยเพื่อให้การวิจัยเชิงคุณภาพให้คำตอบสำหรับปัญหาวิจัย หรือให้คำอธิบายสำหรับปรากฏการณ์ที่ตามความสภาพความเป็นจริง นักวิจัยจำเป็นต้องมีแผนการวิจัยก่อนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นก่อน แผนการวิจัยเชิงคุณภาพสามารถเขียนได้ในรูปแบบของข้อเสนอโครงการวิจัย

           การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเป็นการนำเอาสิ่งที่ได้ออกแบบการวิจัยมาเขียนบรรยายหรืออธิบายถึงแนวทางและวิธีการในการดำเนินการวิจัยตามองค์ประกอบของข้อเสนอโครงการวิจัย ข้อเสนอโครงการวิจัยจะให้ภาพรวม เป็นแผนและแนวทางในการดำเนินการวิจัย ดังนั้นข้อเสนอโครงการวิจัยจึงเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการวิจัยเป็นอย่างยิ่งเพราะจะช่วยให้นักวิจัยสามารถดำเนินการวิจัยได้ตามลำดับขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้จนบรรลุเป้าหมายโดยไม่ขาดตกบกพร่องในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย

          แม้ว่าการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงคุณภาพอาจมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันตามประเภทของการวิจัย เช่น การวิจัยเชิงชาติพันธ์วรรณนาควรมีส่วนประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน[1] คือ 1) บทนำ ที่จะกล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา(general problem statement) วิจัย การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น(preliminary literature review) ปัญหาการวิจัยชั่วคราว(foreshadowed) ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์หรือปัญหาที่นักวิจัยสนใจทำการวิจัย/ศึกษา  ความสำคัญของเรื่องที่วิจัย/ศึกษา(significant of the purposed study)  ส่วนที่ 2 การออกแบบวิจัยและวิธีวิทยาการวิจัย(design and methodology)  ซึ่งเกี่ยวกับการเลือกสถานที่หรือเครือข่ายสังคม(site or social network selection) บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย(research role) วิธีการเลือกลุ่มตัวอย่างตามจุดมุ่งหมาย(purposeful sampling strategy) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล(data collection strategy)  วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย(inductive data analysis) ข้อจำกัดของการออกแบบวิจัย(limitation of the designs) ส่วนที่ 3 เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม(reference of bibliography)  และส่วนสุดท้าย ภาคผนวก (appendices) แต่โดยทั่วไปแล้วข้อเสนอโครงการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีองค์ประกอบ[2]ที่สำคัญดังนี้

          1.ชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องวิจัยจะต้องตั้งให้เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับปรากฏการณ์หรือปัญหาที่จะทำวิจัย ชื่อเรื่องจะต้องสั้น กระชับ ใช้ถ้อยคำที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ อ่านแล้วได้ใจความที่เป็นสาระสำคัญครบถ้วน สามารถสื่อความหมายได้ดี และเป็นที่เข้าในตรงกันของผู้ที่เกี่ยวข้องในการวิจัย
          2. ความเป็นมาและความสำคัญของเรื่องที่วิจัย ส่วนนี้เป็นส่วนของการเขียนอธิบายความเป็นมาของปรากฏการณ์หรือปัญหาการวิจัย นักวิจัยจะต้องเขียนอธิบายสภาพของปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนั้นให้ชัดเจน ระบุถึงผลกระทบของปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งแสดงเหตุผล ความจำเป็น และความสำคัญที่ต้องทำการวิจัยเพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และควรจะต้องนำข้อมูลที่ได้จาการทบทวนวรรณกรรมมาใช้ประกอบการอธิบายความเป็นมาเพื่อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยในเรื่องนั้นๆ ท้ายสุดจะต้องอธิบายให้เห็นว่าผลที่ได้รับจากการวิจัยจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อสังคม องค์การ หรือบุคคล สำหรับหลักการและเทคนิคในการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหานั้น ควรดำเนินการดังนี้[3]

                   1) โดยทั่วไปแล้วควรเขียนข้อความที่แสดงปัญหาวิจัยไว้ในส่วนต้นของข้อเสนอโครงการแล้วตามด้วยคำอธิบายความเป็นมาของปัญหาโดยจะต้องเขียนให้ตรงประเด็น อย่าใช้ข้อความที่เขียนวกวนไปมา อ่านแล้วเข้าใจยาก จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ควรระบุให้ชัดเจนลงไปเลยว่าปัญหาวิจัยที่จะศึกษาคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ต่อใคร

                   2) เขียนโดยยึดหลักของเหตุผล เป็นการนำเอาสิ่งที่ได้รู้ได้ทราบและเกิดความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แนวคิด ทฤษฎี หลักการ กฎเกณฑ์จากการทบทวนวรรณกรรมมาเป็นข้อมูลเพื่อสนับสนุนเนื้อหาในโครงการวิจัย อีกทั้งควรจะต้องมีการอ้างอิงตามหลักฐานที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมประกอบข้อเขียนส่วนนี้ด้วย

                   3) เขียนให้เข้าใจง่าย เลือกใช้ภาษาง่ายๆ ในการบรรยายหรืออธิบายเหตุผลที่ทำให้จำเป็นต้องทำการวิจัยในเรื่องนั้นๆ ที่ใครๆ อ่านแล้วก็เข้าใจได้ง่าย ถ้ามีประเด็นใดที่สำคัญต้องการนำเสนอจะต้องนำเสนอให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนตามการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ หรือตามระยะเวลาก็ได้

                   4) ควรเขียนบรรยายให้เนื้อหาในแต่ละองค์ประกอบให้เชื่อมโยง ต่อเนื่อง และสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล โดยหลักการแล้วเมื่อใดที่มีเรื่องราวใหม่ หรือประเด็นใหม่ควรเขียนโดยขึ้นย่อหน้าใหม่และที่สำคัญคือต้องเขียนให้เชื่อมโยงกันกับย่อหน้าก่อนหน้านั้น ไม่ควรเขียนให้เนื้อหาสาระจบข้อความแบบห้วนๆ หรือขาดเป็นช่วงๆ ตอนๆ หรือเป็นท่อนๆ อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ยากและเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้

                   5) นักวิจัยจะต้องนำเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่องค์ประกอบแรกของข้อเสนอโครงการวิจัยมาสรุปให้เชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายการวิจัยเพื่อแสดงถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องทำการวิจัยในเรื่องนั้นๆ

  1. กรอบแนวคิดในการวิจัย กรอบแนวคิดวิจัย (conceptual framework) เป็นความเชื่อหรือข้อสรุปเบื้องต้นของนักวิจัยว่าสิ่งที่จะศึกษานั้นน่าจะเป็นอย่างไร กรอบแนวคิดนี้เกิดจากการที่นักวิจัยสังเคราะห์ขึ้นมาจากองค์ความรู้ ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัยจากการทบทวนวรรณกรรม รวมทั้งประสบการณ์และแนวคิดของนักวิจัยเองด้วย กรอบแนวคิดถือว่าเป็นแบบจำลองที่นักวิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางการทำวิจัย ซึ่งจะทำให้นักวิจัยมองเห็นแนวทางในการทำวิจัยอย่างได้เป็นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นว่าจะต้องวิจัยอะไร และอย่างไร

       จริงอยู่ที่การวิจัยเชิงคุณภาพนั้นอาจไม่จำเป็นต้องสร้างกรอบแนวคิดวิจัยและดำเนินการศึกษาตามกรอบแนวคิดการวิจัยอย่างเคร่งครัดมากนัก แต่ทว่าหากนักวิจัยสามารถเสนอกรอบแนวคิดวิจัยตั้งต้น(initial conceptual framework) โดยการอ้างอิงแนวคิด ทฤษฎี และผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างๆ ที่นักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รู้อื่นๆ ในเรื่องนั้นๆ แล้วนำเสนอไว้จะช่วยให้มองเห็นแนวทางการวิจัยที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น  กรอบแนวคิดวิจัยตั้งต้นนี้นักวิจัยเชิงคุณภาพสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสังเกต หรือสัมภาษณ์ในพื้นที่วิจัย/สนามต่อไปได้ โดยสรุปการมีกรอบแนวคิดการวิจัยที่พัฒนามาจากปัญหาวิจัยและข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมที่ถูกต้องจะช่วยให้การดำเนินการวิจัยสามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่า

  1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย การเขียนวัตถุประสงค์ในการวิจัยนั้นเป็นสิ่งที่นักวิจัยได้ระบุถึงสิ่งที่ต้องการใน           การวิจัย อย่าเขียนวัตถุประสงค์วิจัยอย่างคลุมเครือเพราะจะทำให้การทำวิจัยประสบปัญหาในการดำเนินการ แต่ควรเขียนให้ชัดเจน เขียนให้เฉพาะเจาะจงแต่ทว่าจะต้องครอบคลุมเรื่องที่จะทำวิจัย การเขียนวัตถุประสงค์ควรใช้ภาษา ถ้อยคำ และประโยคที่อ่านเข้าใจได้ง่าย และที่สำคัญคือต้องเขียนให้สอดคล้องกับเรื่องและประเด็นปัญหาวิจัย โดยทั่วไปแล้วการเขียนวัตถุประสงค์วิจัยนั้นนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่า ควรจำแนกเป็นรายข้อ เรียงตามลำดับตามความสำคัญของการวิจัย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกและชัดเจนในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
  2. 5. ปัญหาการวิจัย ส่วนนี้นักวิจัยต้องเขียนเป็นข้อคำถามที่ต้องการคำตอบ ถ้ามีคำถามหลักและต้องการคำตอบในหลายประเด็นแล้วควรจำแนกเป็นรายข้อย่อยโดยตั้งคำถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย การเขียนปัญหาการวิจัยต้องเขียนให้ชัดเจนว่าปัญหาคืออะไร เมื่อปัญหาวิจัยชัดเจนแล้วจะทำให้สามารถแสวงหาคำตอบได้ตรงประเด็นของข้อคำถามมากยิ่งขึ้น ในการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นนักวิจัยอาจตั้งปัญหาวิจัยชั่วคราวขึ้นก่อนก็ได้และอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมในระหว่างดำเนินการวิจัย การเขียนปัญหาวิจัยเชิงคุณภาพนั้นนิยมเขียนอย่างกว้างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการคาดคะเนข้อคำถามวิจัยที่จะกำหนดตามมาในภายหลัง
  3. สมมุติฐานวิจัย สมมุติฐานการวิจัยเป็นข้อความที่คาดคะเนคำตอบของปัญหาวิจัยที่นักวิจัยกำหนดไว้เป็นการล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการวิจัยซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยมีทิศทางการทำวิจัยที่แน่นอน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพจะไม่เริ่มจากการตั้งสมมติฐาน แต่จะเริ่มต้นด้วยการเข้าไปสัมผัสข้อมูลเพื่อค้นหารูปแบบความสัมพันธ์และความหมายของปรากฏการณ์ที่ศึกษาจนได้ข้อมูลที่เพียงพอที่จะกำหนดทิศทางในการแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามวิจัย สิ่งที่ได้จะเป็นเพียงแค่สมมติฐานที่เป็นเพียงข้อสรุปชั่วคราว และจะต้องถูกนำมาตรวจสอบกับข้อมูลชุดใหม่จากภาคสนามที่นักวิจัยเก็บรวบรวมมาจากกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการพิสูจน์และปรับสมมติฐานซ้ำแล้วซ้ำอีกกับข้อมูลที่เก็บมาจากภาคสนาม เมื่อสมมติฐานมีความชัดเจนแล้วจึงสรุปและตีความเพื่อหาคำอธิบายเชิงแนวคิด หรือทฤษฎีทั่วไปที่จะใช้กับพื้นที่เป้าหมายและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ หรือในบริบทที่คล้ายคลึงกันได้
  4. ขอบเขตวิจัย เป็นการกำหนดว่าสิ่งที่จะทำการวิจัยนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง ขอบเขตการวิจัยจะเป็นกรอบในการศึกษาว่าจะศึกษาอะไร กับใคร ในพื้นที่ใด ในช่วงเวลาไหน การมีขอบเขตการวิจัยจะช่วยให้นักวิจัยศึกษาเรื่องที่ทำการวิจัยได้เฉพาะเจาะจงกับเรื่องที่ศึกษา ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย โดยทั่วไปแล้วจะกำหนดขอบเขตวิจัยในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) ขอบเขตด้านพื้นที่ในการศึกษาและผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่จะศึกษา 2) ขอบเขตด้านพื้นที่ที่จะทำการศึกษาว่าเป็นพื้นที่ที่จะวิจัยอยู่ในส่วนไหน 3) ขอบเขตด้านเนื้อหาที่จะทำการศึกษา 4) ขอบเขตด้านตัวแปรที่จะศึกษา (ถ้ามี) และ 5. ขอบเขตด้านระยะเวลาที่ทำการศึกษา
  5. คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย ถ้อยคำสำคัญ(key word)ต่างๆ ที่ใช้ในการวิจัยนั้นนักวิจัยจะต้องนำมาให้คำจำกัดความเพื่อใช้สื่อความหมายระหว่างนักวิจัยและผู้อ่านงานวิจัยให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน การไม่ให้คำจำกัดความของถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือข้อความจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างนักวิจัยกับผู้อ่านงานวิจัย ทั้งนี้เนื่องจากการแปลความหมายของถ้อยคำของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งในท้ายที่สุดแล้วอาจกลายเป็นเรื่อง “ไปไหนมา สามวาสองศอก”ก็ได้ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำหรับการวิจัยในเรื่องนั้นๆ  ดังนั้นการให้คำจำกัดความของถ้อยคำ กลุ่มคำ หรือข้อความที่ใช้เฉพาะในการวิจัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น และคำจำกัดความของถ้อยคำหรือข้อความที่กำหนดขึ้นนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย  เช่น การนำไปตั้งเป็นคำถามสำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเป็นต้น
  6. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย เป็นสิ่งที่นักวิจัยระบุถึงสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยว่าจะเป็นประโยชน์อย่างไร ต่อใคร เช่น เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา แก้ไขข้อบกพร่อง หรือส่งเสริมการพัฒนา ฯลฯ การเขียนประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยนั้นนักวิจัยควรจำแนกเป็นรายข้อโดยเรียงลำดับจากประโยชน์โดยตรงและเป็นประโยชน์ที่สำคัญมากที่สุดลำดับแรกแล้วจึงเรียงประโยชน์จาการวิจัยตามลำดับความสำคัญรองๆ ลงมาทั้งหมด
  7. ระเบียบวิธีวิจัย เป็นการนำเอาวิธีการดำเนินการวิจัยตามที่ได้ออกแบบไว้มาอธิบายว่าการวิจัยนั้นๆ ใช้รูปแบบใดในการวิจัย พื้นที่ในการศึกษาอยู่ที่ไหน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือใคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคืออะไร ใช้วิธีการใดในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคืออะไร เป็นต้น

          สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นโดยหลักการแล้วไม่ว่าจะเป็นการวิจัยประเภทใดก็ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่างการวิจัยที่ใช้รูปแบบชาติพันธุ์วรรณนา การใช้เรื่องเล่า ปรากฏการณ์วิทยา การสร้างทฤษฎีจากข้อมูล และกรณีศึกษา สำหรับระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพนั้นจะประกอบด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับการเลือกพื้นที่ในศึกษาหรือเครือข่ายทางสังคม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย และข้อจำกัดของการวิจัย

          การเลือกพื้นที่วิจัย/ศึกษา นักวิจัยจะอธิบายถึงความเหมาะสมของสถานที่ในการค้นคว้าปรากฏการณ์ที่ได้กล่าวไว้ในปัญหาวิจัย เช่น ปัญหาการวิจัยเกี่ยวกับการใช้หลักธรรมาภิบาลว่าจะส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การ การเลือกพื้นที่ในการศึกษาควรประกอบด้วย องค์การที่ใช้ศึกษา สามารถลือกศึกษาในองค์การภาครัฐ(ส่วนราชการ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) องค์การมหาชน เป็นต้น การบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์การที่ศึกษา ลักษณะงานที่นำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการดำเนินงาน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานและการปฏิบัติงาน ฯลฯ

          บทบาทของผู้เกี่ยวข้องกับการวิจัย เป็นระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น บทบาทของผู้ให้การสัมภาษณ์ บทบาทของผู้ถูกสังเกต และบทบาทของผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วมเป็นอย่างไร ต่างจากการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมอย่างไร บทบาทของผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ บทบาทของผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่ม ฯลฯ ทั้งนี้บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องสอดคล้องกับปัญหาวิจัยด้วย

          วิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามจุดมุ่งหมาย เป็นอธิบายถึงวิธีการเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญอาจเป็นปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่นักวิจัยสนใจทำการศึกษา จำนวนผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลควรจะมีจำนวนมากน้อยเท่าใด  ตัวบุคคลที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญเป็นใครบ้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นกลุ่มเป้าหมายแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร สำหรับวิจัยเชิงคุณภาพนั้นจะไม่ใช้คำว่า “ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง” แต่มักจะเรียกว่า “พื้นที่ในการศึกษา” หรือ “สนาม (field)” ซึ่งอาจเป็นชุมชน หมู่บ้าน องค์กรหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต้องการศึกษาเพื่อให้คำตอบสำหรับปัญหาวิจัยที่ได้กำหนดไว้คนกลุ่มนี้เรียกว่า “ผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ (key informant)” การกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลนักวิจัยจะใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (criterion based selection) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถให้ข้อมูลในเรื่องนั้นได้ลึกซึ้งดีที่สุด อาจเป็น ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรง

          วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  นักวิจัยจะต้องระบุวิธีการ เทคนิค และคำอธิบายในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม เช่น ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสังเกตก็จะต้องระบุให้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นการสังเกตแบบมีส่วนร่วม หรือสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม หรือถ้าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์จะต้องกำหนดลงไปให้ชัดเจนว่าจะสัมภาษณ์โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบที่เป็นหรือไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก หรือการสนทนากลุ่ม เป็นต้น

           การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพจะต้องระบุลงไปว่าจะใช้วิธีการใดในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ 1) วิธีแรกเป็นวิธีวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ (interpretation) ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ที่ได้จดบันทึกไว้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือ ปรากฏการณ์ที่มองเห็น โดยนักวิจัยได้เห็นหลาย ๆ เหตุการณ์และได้ทำการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าแล้ว ข้อมูลที่ไม่ต้องการจะถูกกำจัดออกไป หลังจากนั้นทำการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (inductive) โดยการเขียน เป็นประโยคหรือข้อความตามกรอบแนวคิดทฤษฎีหรือตอบปัญหาของการวิจัย 2) วิธีที่สองเป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ซึ่งได้จากการศึกษาเอกสาร (Document Research) ในการวิเคราะห์เอกสารนักวิจัยต้องคำนึงถึงบริบท (context) หรือสภาพแวดล้อมของข้อมูลเอกสารที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองวิธีนี้จะเป็นการใช้ข้อความแบบบรรยาย (descriptive)

             ข้อจำกัดของการวิจัย เป็นการให้ข้อมูลของนักวิจัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่แบบวิจัยที่ได้ออกแบบไว้ขาดความสมบูรณ์ที่พบในขณะที่เขียนข้อเสนอโครงการวิจัย เช่น ข้อจำกัดจากขอบเขตการวิจัย หรือข้อจำกัดจากระเบียบวิธีวิจัยที่เกิดขึ้นจากการขาดข้อมูลที่ครบถ้วนในเรื่องนั้นๆ ในระหว่างการทบทวนวรรณกรรม อาจเกิดจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญหรือแหล่งข้อมูลมีความจำกัด ทำให้การออกแบบการวิจัยทำได้จำกัด และมีข้อบกพร่อง สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีข้อจำกัดในเรื่อง ความตรง(validity) ของผลการวิจัย ปฏิกิริยาตอบสนองจากหน่วยตัวอย่างที่ให้ข้อมูล และข้อจำกัดในการขยายข้อค้นพบซึ่งการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษาจะไม่สามารถนำข้อค้นพบสรุปอ้างอิงไปยังกรณีอื่นๆ ได้ พร้อมกันนี้นักวิจัยควรที่จะต้องอธิบายวิธีการควบคุมสิ่งที่อาจกระทบต่อความตรงของผลการวิจัยไว้ด้วย

          11.กำหนดการวิจัย ในการกำหนดว่าจะต้องทำอะไร ทำในช่วงเวลาใด ใช้เวลามากน้อยเพียงใดนั้น นักวิจัยจะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาแสดงในรูปของแผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการวิจัยและช่วงเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งแผนภูมิที่แสดงกิจกรรมและระยะที่ใช้นี้นอกจากช่วยให้นักวิจัยเห็นกำหนดการต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการแล้ว แผนภูมิยังช่วยให้มองเห็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติและช่วงเวลาในการดำเนินการได้ง่ายและชัดเจน นอกจากนี้แผนภูมิกำหนดการวิจัยยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในติดตามการดำเนินการวิจัยเพื่อให้ได้ทราบถึงความก้าวหน้าและล่าช้าที่เกิดขึ้นในระหว่างทำวิจัยได้ด้วย ฯลฯทั้งนี้แสดงได้ภาพต่อไปนี้                           

 เวลา(เดือน)

 

1

 

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

8

 

9

 

10

 

11

 

12

กิจกรรม/งานที่ทำ

1.การเตรียมการและออกแบบวิจัย


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.การทบทวนวรรณกรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.การกำหนดกรอบแนวคิดวิจัยเบื้องต้น

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

4.การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5.การสร้างและพัฒนาเครื่องมือวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6.การทดสอบและปรับแบบบันทึกข้อมูลให้เหมาะสม

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

7.การเก็บรวบรวมข้อมูล

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

8.การวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

9.การจัดทำรายงานวิจัยฉบับร่าง

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

10.การจัดทำรายวิจัยฉบับสมบูรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

11.การเผยแพร่ผลงานวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



                                                   ภาพแสดง/แผนภูมิแสดงกำหนดการของการวิจัย

  1. ทรัพยากรที่ใช้สำหรับการวิจัย เป็นระบุถึงทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการดำเนินการวิจัยทั้งในส่วนที่เป็นจำนวนบุคลากร จำนวนงบประมาณ และวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างการดำเนินการวิจัย
  2. แนวทางในการนำเสนอรายงานวิจัย ส่วนนี้จะต้องบอกให้ทราบถึงจำนวนบทและรายละเอียดของแต่ละบทในรายงานวิจัยว่าควรจะประกอบด้วยเนื้อหาสาระอะไรบ้าง นอกจากนี้ยังบอกให้ทราบด้วยว่ารูปแบบและวิธีการนำเสนอผลการวิจัย วิธีการเผยแพร่งานวิจัยต่อสาธารณะจะต้องทำอย่างไร

       [1] ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สุชาดา กรเพชรปาณี และเสรี ชัดแช้ม. (2546). การเขียนข้อเสนอวิจัย วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 มิถุนายน-ตุลาคม. หน้าที่ 23-36

       [2] นักวิชาการบางท่านระบุว่าองค์ประกอบของข้อเสนอโครงการวิจัยประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 7  องค์ประกอบได้แก่ ปัญหาในการวิจัย (Research Problem)  หลักการและเหตุผล (Rationale)  ความสำคัญของปัญหา (Significance of the problem)  มูลเหตุจูงใจ (Conception)  วัตถุประสงค์ (Objectives)  การทบทวนวรรณกรรม (Literature review) กรอบทฤษฎีหรือแนวคิดในการวิจัย (Theoretical significance, Conceptual framework) กระบวนวิธีการวิจัย (Research methodology)  ทฤษฎี/แนวคิดรากฐาน (The philosophical underpinning the research approach)

       [3] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมคิด พรมจุ้ย.(2557). ประมวลสาระชุดวิชาวิทยานิพนธ์ ขั้น 1 หน่วยที่ 5 การเขียนและการสอบโครงการวิทยานิพนธ์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.นนทบุรี. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

 

194 total views, 1 views today