ทางเลือกการออมเงิน เมื่อการฝากเงินธนาคารมีความเสี่ยง

เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก มีผลให้การคุ้มครองเงินฝากธนาคารพาณิชย์ลดลงเหลือ 5 ล้านบาทต่อบัญชี ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2562 และจะลดลงเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชี ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2563 นั่นคือ ผู้ที่มีเงินออมในบัญชีเงินฝากจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจึงหาช่องทางการออมอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีทางเลือกในการออมเงินหลายช่องทาง ซึ่งในที่นี้จะนำเสนอทางเลือกในการออมหลักที่นิยม 3 ทางเลือกดังนี้
1. การลงทุนในตราสารหนี้ เป็นการลงทุนที่มีความใกล้เคียงกับการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้ลงทุนจะได้รับ ดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด และจะได้รับเงินต้นที่ลงทุนคืนเมื่อตราสารหนี้ครบกำหนดไถ่ถอน อย่างไรก็ตามตราสารหนี้แต่ละประเภท จะให้อัตราผลตอบแทน และมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยความเสี่ยงที่สำคัญที่ผู้ลงทุนต้องเผชิญคือความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ (Default Risk) ซึ่งผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ได้จากอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ (Credit Rating) โดยตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ในระดับสูง จะให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ต่ำกว่า โดยทั่วไปจะถือว่าพันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ ดังนั้นตราสารหนี้อื่นย่อมมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุครบกำหนดเท่ากัน
2. การลงทุนในตราสารทุน ตราสารทุนที่สำคัญได้แก่ หุ้นสามัญ และ หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดานิยมลงทุนในหุ้นสามัญมากกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงกว่าและมีโอกาสที่จะได้รับเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ รวมถึงการการได้รับสิทธิอื่น ๆในการถือหุ้นสามัญ เช่น ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือการจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญ เป็นต้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนที่เป็นนิติบุคคลจะนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากผู้ลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 70 สำหรับรายได้จากเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ การลงทุนในตราสารทุนผู้ลงทุนจะมีความเสี่ยงในการลงทุนสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารทุนอาจจะไม่จ่ายเงินปันผลก็ได้ ถ้าหากบริษัทไม่มีกำไร หรือต้องการนำกำไรไปใช้ในการขยายกิจการ นอกจากนี้หากบริษัทล้มละลาย หรือเลิกกิจการ และมีการขายสินทรัพย์เพื่อชำระบัญชีจะทำการชำระคืนให้เจ้าหนี้ก่อน จากนั้นจะชำระคืนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะได้ชำระคืนในลำดับสุดท้าย อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นสามัญจะให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ และการลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
3. การลงทุนในกองทุนรวม เป็นการลงทุนที่มีผู้บริหารมืออาชีพมาช่วยในการบริหารกองทุนจึงทำให้กองทุนรวมสามารถลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านักลงทุนทั่วไปจะทำการลงทุนเอง อย่างไรก็ตามกองทุนรวมมีหลายประเภท และมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่แตกต่างกันทำให้กองทุนรวมแต่ละประเภทให้อัตราผลตอบแทน และมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมตราสารอนุพันธ์ และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น การเลือกลงทุนในกองทุนรวมประเภทใด ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน
เมื่อการออมเงินโดยการฝากเงินกับธนาคารมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนย่อมต้องหาทางเลือกทางลงทุนอื่นที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า ในระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินออมที่ฝากกับธนาคารพาณิชย์ไหลออกไปลงทุนในช่องทางอื่นมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์ย่อมจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อมาระดมเงินทุนจากผู้มีเงินออม ซึ่งทำให้ผู้มีเงินออมมีทางเลือกในการออมมากขึ้น ซึ่งการจะใช้เงินออมลงทุนในทางเลือกใดจะต้องใช้เหตุผลในการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ
การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำจะให้อัตราผลตอบแทนต่ำ และ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงย่อมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจชัดเจน และใช้เหตุผลอย่างรอบคอบในการพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อที่สามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

297 total views, 3 views today